รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1317 เรื่องเฉพาะ ส่งให้มืออาชีพลงมือ!
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1317 เรื่องเฉพาะ ส่งให้มืออาชีพลงมือ!
บทที่ 1317 เรื่องเฉพาะ ส่งให้มืออาชีพลงมือ!
………………..
บทที่ 1317 เรื่องเฉพาะ ส่งให้มืออาชีพลงมือ!
สุนัขดำและนักพรตอู๋เหลียงไม่ขาดแคลนความห้าวหาญ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด
วิหารโบราณลึกลับต้องการจับตัวสุยซิน กำลังพลวิหารโบราณลึกลับปรากฏตัวในมิติอย่างต่อเนื่อง ภายในวิหารโบราณลึกลับย่อมว่างเปล่าแล้ว
พวกเขาทบทวนเรื่องนี้ถึงสามครั้ง รู้สึกว่าแผนการปล้นวิหารโบราณลึกลับมีความเป็นไปได้
“ปัญหาคือ วิหารโบราณลึกลับมีผนึกสลักเอาไว้ ไม่ง่ายแก่การเข้าไป!”
นักพรตอู๋เหลียงขมวดคิ้ว เป้าหมายพวกเขาคือการปล้นวิหารโบราณลึกลับหลัก ไม่ใช่วิหารโบราณลึกลับย่อย ผนึกในวิหารหลัก ไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่าทำลายยากเพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาต้องทำภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ให้ผู้ใดเห็น ไม่เช่นนั้นแล้วหากวิหารโบราณลึกลับสัมผัสได้ต้องกลับมาทันทีอย่างแน่นอน
“เรื่องเฉพาะก็ให้มืออาชีพลงมือ!”
คิดถึงตรงนี้แล้ว สุนัขดำก็ยิ้มออกมา
มันเรียกหนังสือหลายเล่มออกมา เรียกราชันทมิฬและนักพรตอัษฎสมบูรณ์ออกมา ทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปล้นสุสาน ไม่ว่าเป็นสุสานใดมีผนึกเช่นไรก็ปล้นได้ ย่อมสามารถทำเรื่องคราวนี้ได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือหลี่จิ่วเต้าเขียนหนังสือเสร็จสมบูรณ์แล้ว พลังของราชันทมิฬและนักพรตอัษฎสมบูรณ์ไปถึงขั้นสูงสุด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากทั้งสองลงมือไม่น่ามีปัญหาใหญ่อันใด
เพียงไม่นาน ราชันทมิฬและนักพรตอัษฎสมบูรณ์ก็ทะยานออกมาจากหนังสือ
“เจ้าสารเลวน้อยสองตัว ยามไม่มีเรื่องไม่เคยตามหาพวกข้า พอมีเรื่องกลับค่อยคิดถึง!”
นักพรตอัษฎสมบูรณ์เอ่ยอย่างฉุนเฉียว “ราชันทมิฬ ไป พวกเรากลับ ไม่ต้องใส่ใจสารเลวน้อยสองตัวนี่!”
เห็นได้ชัดยิ่งว่าเขาโกรธแล้ว ในวันธรรมดาสุนัขดำและนักพรตอู๋เหลียงไม่เคยคิดถึงพวกเขา
ราชันทมิฬมองสุนัขดำและนักพรตอู๋เหลียง “ข้าดูพวกเขาแล้ว เป็นสารเลวน้อยสองตัวอย่างแท้จริง!”
จากนั้นมันกับนักพรตอัษฎสมบูรณ์ก็หันเตรียมกลับไปในหนังสือ
“อย่าเพิ่งไป!”
ร่างของราชันทมิฬและนักพรตอัษฎสมบูรณ์ใกล้เลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของนักพรตอู๋เหลียง ร่างทั้งสองพลันกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
“สิ่งที่พวกข้าเชี่ยวชาญหรือ? ปล้นสุสาน?”
นักพรตอัษฎสมบูรณ์ถาม นี่กระตุ้นความสนใจของเขาขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงหันกลับมาคุยกับสุนัขดำและนักพรตอู๋เหลียง
“ไม่ใช่การปล้นสุสาน แต่ก็คล้ายการปล้นสุสาน พวกข้ากำลังจะไปที่รังของวิหารโบราณลึกลับ พวกท่านสามารถถือได้ว่าเป็นสุสานขนาดใหญ่ ปล้นมาให้สิ้นโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้!”
นักพรตอู๋เหลียงรีบเอ่ยอย่างรวดเร็ว
“ปล้นรังวิหารโบราณลึกลับ ยอดเยี่ยม พวกเจ้าช่างหาญกล้านัก แต่ก็เหมาะสมกับพวกข้านัก”
นักพรตอัษฎสมบูรณ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ราชันทมิฬที่อยู่ถัดจากเขาก็แย้มยิ้ม “ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ตามหาพวกข้านับว่าถูกแล้ว ปล้นสุสานหรือรังซ่องสุ่มก็ไม่มีความแตกต่างอันใด อีกทั้งการปล้นสุสานยังยากลำบากเสียยิ่งกว่าการปล้นรัง! อย่างไรเสียเมื่อปล้นสุสานก็ต้องค้นหาตำแหน่ง ระวังกลไกผนึกต่างอีก ๆ อีกทั้งยังต้องเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องไม่คาดฝัน มีเรื่องที่สุสานอาจทำลายตัวเองอีกด้วย”
มันสนใจและมั่นใจเป็นอย่างมาก หลังจากหลี่จิ่วเต้าเขียนหนังสือเสร็จ ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็มาถึงจุดสูงสุดแล้ว
กล่าวแล้ว นี่นับว่าเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกหลังหนังสือเขียนเสร็จอย่างสมบูรณ์
เป็นเวลาประจวบเหมาะพอดี พวกเขาสามารถใช้รังวิหารโบราณลึกลับมาเฉลิมฉลองการปรากฏตัวครั้งแรกหลังหนังสือเขียนเสร็จสมบูรณ์!
ส่วนเรื่องวิหารโบราณลึกลับ พวกเขาเองก็ตระหนักชัดว่าวิหารโบราณลึกลับทรงพลังเพียงใด
“โฮ่ง เช่นนั้นไม่มีอันใดต้องพูดแล้ว ไป พวกเราเริ่มลงมือ!”
สุนัขดำแสยะยิ้ม
จากนั้นพวกเขาก็ออกจากที่นี่ ตรงไปยังรังของวิหารโบราณลึกลับ เตรียมตัวปล้นวิหารหลัก
…
ขณะเดียวกัน ศาสตราโบราณอีกชิ้นก็ปรากฏตัวออกมาด้านในอาณาจักรที่ซีอยู่
นางตรงไปทางตำแหน่งศาสตราโบราณชิ้นนั้นทันทีอย่างไม่มีลังเล
นี่คือกระบี่โบราณสนิมเขรอะเล่มหนึ่ง กระบี่ปรากฏตัวออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง รอบด้านมีแสงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวเจิดจ้า ทะลวงผ่านความว่างเปล่าและกาลเวลา กระบี่โบราณเล่มนี้ทรงพลังยิ่งนัก
ซีเดินไปด้านหน้า ร่างกายเปล่งประกายเรืองรองสกัดกั้นแสงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวทั้งหมดไว้ นางก้าวเข้าไปดึงกระบี่โบราณออกมา
เนื่องจากผ่านการขัดเกลาโอสถมาแล้ว ความแข็งแกร่งของนางจึงพัฒนาขึ้นอย่างสะท้านฟ้าสะเทือนดิน หากเป็นก่อนหน้าที่นางจะขัดเกลาโอสถ ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการดึงกระบี่โบราณออกมาเลย กระทั่งจะเข้าใกล้ยังทำไม่ได้ แสงกระบี่ที่แผ่ออกมาสามารถสังหารนางได้อย่างง่ายดาย
“แม่นางผู้งดงาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าแตะต้องได้ รีบวางลงเสีย”
ยามซีกำลังจากไป สิ่งมีชีวิตหนึ่งพลันออกมาจากความว่างเปล่าพร้อมเอ่ยกับซี “มันจะนำความตายมาสู่เจ้า มา วางมันลงเสีย หรือไม่ก็มอบให้ข้า”
ซีเมินเฉยต่อสิ่งมีชีวิตตนนั้น เก็บกระบี่โบราณแล้วเตรียมออกจากที่นี่
“เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
สิ่งมีชีวิตนั่นตวาดเสียงเย็นชา ยกมือขึ้น เหล็กท่อนทองเหลืองพุ่งตรงเข้าใส่ซี
ความแข็งแกร่งของเขาไม่ได้ต่ำ อยู่ขั้นเก้าสิบหกขอบเขตมิติ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซี เขากลับไม่อาจนับเป็นสิ่งใด
ซีเพียงปรายตามอง เหล็กท่อนทองเหลืองก็ระเบิดออก ทำให้เขาตื่นตะลึงนัก!
จากนั้นร่างของซีพลันหายลับ
“ใครกัน?!”
สิ่งมีชีวิตตนนั้นหนาวเหน็บไปถึงกระดูก ขาสองข้างสั่นเทา ซีเพียงปรายตามองก็ทำลายเหล็กท่อนทองเหลืองของเขาทิ้งได้ เขาไม่สงสัยสักนิด หากซีต้องการสังหารเขา เพียงแค่จ้องมองก็เพียงพอแล้ว
พึงรู้ว่าเหล็กท่อนทองเหลืองของเขาไม่ใช่ศาสตราธรรมดา แต่เป็นศาสตราที่เขาขัดเกลาผ่านกาลนับไม่ถ้วน ร่วมต่อสู้กับเขามาจวบจนถึงตอนนี้!
ซีเพียงปรายตามองก็ทำลายเหล็กท่อนทองเหลืองสิ้น นางย่อมสังหารเขาได้ด้วยวิธีการเดียวกัน
หลังซีเพิ่งจากไป ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมาที่นี่
“ศาสตราโบราณเล่า?!”
เขามองไปยังสิ่งมีชีวิตตนนั้น บนร่างเต็มไปด้วยท่าทางดุร้าย และไม่เห็นว่าศาสตราโบราณถูกคนนำไปแล้ว
เขาบังเอิญอยู่ใกล้อาณาจักรแห่งนี้ แต่ยังคงช้าไปหนึ่งก้าว
“ถูกสตรีงามผู้หนึ่งนำไปแล้ว!”
สิ่งมีชีวิตตนนั้นรีบตอบ ไม่กล้าปิดบังสิ่งใด
ไฉนเลยเขาจะกล้าปิดบัง เขารู้จักร่างนี้ดี นี่คือเจ้าวิหารย่อมของวิหารโบราณลึกลับ ไยเขาจึงจะมีความกล้าพอยั่วยุ!
“สตรีงาม สุยซินหรือ?!”
ดวงตาเจ้าวิหารย่อยสว่างวาบขึ้นมาทันที
“นายท่าน ไม่ใช่นาง!” สิ่งมีชีวิตตนนั้นตอบกลับ
วิหารโบราณลึกลับได้ประกาศรูปลักษณ์ของสุยซินให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในทุกมิติทราบ ให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายช่วยเหลือในการตามหานาง เขาจึงรู้ว่าสุยซินหน้าตาเป็นอย่างไร
“แสดงรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นมา” เจ้าวิหารย่อยตวาด
สิ่งมีชีวิตตนนั้นไม่กล้าลังเล รีบแสดงรูปร่างหน้าตาซีออกมา
เจ้าวิหารย่อยมอง แน่ใจว่าไม่ใช่สุยซินจริง
เขาไม่รู้จักซี และไม่รู้ว่านางคือคนข้างกายหลี่จิ่วเต้า
เนื่องจากเขาไม่ได้ให้ความสนใจหลี่จิ่วเต้านัก ก่อนหน้านี้สมาชิกวิหารโบราณลึกลับเห็นหลี่จิ่วเต้าเป็นเพียงสมาชิกตัวจ้อย ด้วยฐานะระดับเขาย่อมไม่ให้ความสนใจกับอีกฝ่ายแต่อย่างใด
สำหรับสิ่งมีชีวิตจากมิติที่มาภายหลัง พวกเขารู้เรื่องหลี่จิ่วเต้าเพียงน้อยนิด
สาเหตุหลักเป็นเพราะหลังจากที่พวกเขามา หลี่จิ่วเต้าก็เก็บตัวเงียบ คนข้างกายไร้การเคลื่อนไหว อีกทั้งสาเหตุสำคัญที่สุดคือภายในมิติต้นกำเนิดวุ่นวายเกินไป!
ในมิติต้นกำเนิด ศาสตราโบราณปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีสมาชิกวิหารโบราณลึกลับทุกหนแห่ง นี่นับว่าวุ่นวายอย่างยิ่ง แทบไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงหลี่จิ่วเต้าอีก
“ไม่ใช่สุยซินแล้วเป็นผู้ใดกัน? เรื่องนี้เกิดขึ้นสองครั้งแล้ว ศาสตราโบราณถูกใครก็ไม่รู้นำไป!”
เจ้าวิหารย่อยขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ประสบความล้มเหลวกับศาสตราโบราณที่ปรากฏขึ้น หลังพวกเขาไปถึง ศาสตราโบราณก็ถูกผู้ใดไม่รู้นำไปแล้ว
ยามนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ถูกผู้ใดก็ไม่รู้นำไปแล้ว
“ไม่ใช่สุยซินจริงหรือ? นี่อาจเป็นนางที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์!”
เจ้าวิหารย่อยยิ้มเย็น คิดว่าอาจเป็นสุยซินที่ปลอมแปลงรูปลักษณ์
อย่างไรเสียศาสตราโบราณก็ไม่ง่ายแก่การเข้าใกล้ สิ่งมีชีวิตในแต่ละมิติมีเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่นำศาสตราโบราณไปได้
และสิ่งมีชีวิตจำนวนน้อยนิดเหล่านั้น เขาล้วนรู้เรื่องราวทั้งหมด
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญคือผู้แข็งแกร่งเช่นเขา ต่อให้เป็นภาพฉายก็สามารถมองทะลุผ่านได้อย่างปรุโปร่ง
ทว่าเขากลับไม่อาจมองผ่านร่างดังกล่าวได้สักนิด!
นี่ทำให้เขาคิดว่าอาจเป็นสุยซินที่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปมาก
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจากมิติต่าง ๆ เขาเพียงปรายตามองก็เห็นทะลุปรุโปร่งได้อย่างรวดเร็วจนถึงแก่นแท้
มีเพียงสุยซินที่เขาไม่อาจทำได้!
“ดูเหมือนนางจะฟื้นตัว หายจากอาการบาดเจ็บแล้ว!”
ฐานะสุยซินไม่ธรรมดา เป็นถึงธิดาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สุยซินพกโอสถล้ำค่าที่รักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็วนับเป็นเรื่องปกติยิ่ง
เขาคิดว่าด้วยความช่วยเหลือจากโอสถล้ำค่า สุยซินในยามนี้ย่อมรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีจนฟื้นฟูสู่สภาวะสูงสุดเรียบร้อยแล้ว
หากสุยซินยังคงบาดเจ็บ นางคงไม่อาจนำศาสตราโบราณไปด้วยได้แน่
คิดถึงตรงนี้แล้ว เขาก็รีบติดต่อไปยังเจ้าวิหารย่อยคนอื่นอย่างไม่ลังเล
พริบตาเดียวเหล่าเจ้าวิหารย่อยก็ปรากฏตัวด้านข้างเขา
“สถานการณ์ยุ่งยากแล้ว นางฟื้นฟูตัวเรียบร้อย ทั้งยังอาจได้ศาสตราโบราณไปสองชิ้น นี่ทำให้พวกเราเสียเปรียบอย่างยิ่ง พวกเราควรรายงานเรื่องนี้กับเจ้าวิหารหลักเพื่อขอความช่วยเหลือหรือไม่”
สิ่งมีชีวิตตนนั้นรีบเอ่ยออกมา
ยามนั้นสุยซินไม่รู้ความจริง ยามกลับไปวิหารหลักจึงถูกพวกเขาล้อมเอาไว้ ทว่าสุยซินก็ยังอาศัยศาสตราโบราณตีฝ่าออกไป
ยามนี้สุยซินอาจได้รับศาสตราโบราณไปสองชิ้น พวกเขาย่อมไม่อาจต่อกรได้
หากพวกเขาเผชิญหน้ากับสุยซิน ต่อให้ในมือพวกเขาจะมีศาสตราโบราณอยู่สามชิ้น แต่ก็ยังไม่มีความมั่นใจมากนัก
“เรื่องนี้ต้องรายงานให้เจ้าวิหารหลักทราบ!”
“ใช่ นี่เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าพวกเราจะจัดการได้!”
พวกเขาต่างพยักหน้าเห็นพ้อง ตกลงว่าจะรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าวิหารหลัก
จากนั้นพวกเขาจึงติดต่อเจ้าวิหารหลักเพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
“ไม่ใช่นาง หรือไม่นางอาจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่”
หลังเจ้าวิหารหลักได้ยินก็ปฏิเสธการคาดเดาของเหล่าเจ้าวิหารย่อยทันที
“หากเป็นนาง ย่อมไม่มีทางหลบซ่อนตัวเช่นนี้ ยิ่งกับพวกเจ้าต้องเข้าปะทะอย่างดุเดือดแน่นอน”
เจ้าวิหารหลักเอ่ย “เทียบกับศาสตราโบราณที่ปราชญ์อาวุโสทิ้งไว้ นางต้องอยากกลับไปแดนต้นกำเนิดการฝึกตนมากกว่า เพราะนางรู้ความจริงแล้ว และทราบถึงอันตรายที่บิดาตนเองต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้นางต้องพยายามสุดความสามารถที่จะกลับไปยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตนเพื่อเตือนบิดาของนางแน่”
เขากล่าวต่อ “หากเป็นเช่นนี้ นางต้องจงใจปะทะกับพวกเจ้าอย่างดุเดือด ส่งเสียงบูรพาโจมตีประจิม ดึงดูดความสนใจก่อนจะลอบกลับไปยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตน”
เส้นทางกลับแดนต้นกำเนิดการฝึกตนที่ปลอดภัยมีเพียงเส้นทางที่พวกเขาเฝ้าเอาไว้ เส้นทางอื่นเต็มไปด้วยความโกลาหลไม่ปลอดภัย ด้วยพลังของสุยซินย่อมไม่มีทางผ่านไปได้
สุยซินคิดกลับแดนต้นกำเนิดการฝึกตน จำต้องใช้เส้นทางที่พวกเขาเฝ้าเอาไว้
หากต้องการใช้เส้นทางปลอดภัย ย่อมต้องล่อให้เขาออกไปเสียก่อน หากมีเขาเฝ้าอยู่ สุยซินย่อมไม่อาจใช้เส้นทางนี้ได้
เขาเชื่อ สุยซินต้องรู้ว่าเขาเฝ้าอยู่ที่นี่แน่
เหมือนเช่นที่เขาเพิ่งเอ่ย วิธีที่ดีสุดในการดึงดูดความสนใจคือปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่ ให้เขาจับการเคลื่อนไหวของนางได้อย่างชัดเจน
ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เพียงแค่นำศาสตราโบราณไป ไม่ได้ปะทะกับสมาชิกหรือเจ้าตำหนักย่อยของวิหารโบราณลึกลับ
จุดนี้น่าสงสัยนัก ทำให้เขาคิดว่าผู้ที่นำศาสตราโบราณไปอาจไม่ใช่สุยซิน หรือไม่ก็เป็นนางที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ไม่กล้าปะทะกับเจ้าวิหารย่อย
“พวกข้าเข้าใจแล้ว!”
เหล่าเจ้าวิหารย่อยเข้าใจความหมายของเจ้าวิหารหลัก หลังจากคิดดูแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง
พวกเขาหวาดผวาระแวงเกินไป หากตรองดูให้ดีแล้ว นี่อาจไม่ใช่สุยซินจริง หรือไม่ก็เป็นสุยซินที่ยังฟื้นฟูตัวเองไม่เต็มที่ ไร้พลังมาต่อกรกับพวกเขา
“พวกเจ้าเข้าใจก็ดี”
เจ้าวิหารหลักเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องกลับแดนต้นกำเนิดการฝึกตนผ่านเส้นทางสายนี้ ข้าจะคอยเฝ้าอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน ส่วนพวกเจ้า ข้าจะส่งคนไปช่วยเหลือ จำต้องรวบรวมศาสตราโบราณทั้งหมดในมิติต้นกำเนิดมา เสาะหาผู้ที่แย่งชิงไปเสีย!”
“รับทราบ!”
เหล่าเจ้าวิหารย่อยตอบรับ จากนั้นจึงยุติการสื่อสารกับเจ้าวิหารหลัก กระจายออกไปทั่วมิติต้นกำเนิดเพื่อค้นหาศาสตราโบราณและผู้ที่นำศาสตราโบราณไป
เพียงไม่นานก็มีเงาสองร่างปรากฏขึ้นในมิติต้นกำเนิด
นี่คือองครักษ์ซ้ายขวาของเจ้าวิหารหลัก ฐานะสูงกว่าเหล่าเจ้าวิหารย่อย เช่นเดียวกับความแข็งแกร่งที่มีมากกว่าพวกเขา
“พวกข้ามาแล้ว จากนี้จะไม่มีศาสตราโบราณชิ้นใดถูกแย่งชิงไปได้อีก ขณะเดียวกันผู้ที่แย่งชิงไปก็ต้องถูกตามตัวจนพบแน่นอน!”
องครักษ์ทั้งสองเป็นบุรุษหนึ่งสตรีหนึ่ง ต่างอยู่ในรูปลักษณ์วัยกลางคน ผู้ที่เป็นบุรุษเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจอย่างถึงที่สุด
“ถูกต้อง มีพวกข้าอยู่ มิติต้นกำเนิดไร้ซึ่งสิ่งพลิกผัน!”
สตรีวัยกลางคนยิ้มเย็น นางเองก็มั่นใจยิ่งนัก
จากนั้นพวกเขาก็แผ่ญาณสัมผัสออกไปปกคลุมทั่วทั้งมิติต้นกำเนิด
ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเขา ญาณสัมผัสสามารถแผ่กระจายไปทั่วมิติต้นกำเนิดได้อย่างง่ายดาย รับรู้ทุกซอกทุกมุมของมิติต้นกำเนิด
แต่พวกเขากลับประสบความล้มเหลว
“การฟื้นคืนของศาสตราโบราณส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของพวกข้า!”
สตรีวัยกลางคนขมวดคิ้ว สถานการณ์ย่ำแย่นัก การรับรู้ของพวกเขาได้รับผลกระทบ ไม่อาจทราบได้ว่าศาสตราโบราณปรากฏขึ้นที่ใด ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่อาจตามตัวศาสตราทั้งสองที่ถูกนำไปได้
………………..