รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1311 ความจริงทุกสิ่งอย่าง
บทที่ 1311 ความจริงทุกสิ่งอย่าง
………………..
บทที่ 1311 ความจริงทุกสิ่งอย่าง
มีความเกี่ยวข้อง ทั้งยังเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง?
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจคำพูดสุยซิน “เกี่ยวข้องอย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าความลับมิติแห่งนี้คือสิ่งใด แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้ว” สุยซินกล่าว “และนี่คือสาเหตุที่ข้ามาพบเจ้า”
จากนั้นนางก็บอกเล่าทุกสิ่ง
“ครั้งก่อนข้าบอกเจ้าไปแล้ว พวกท่านพ่อข้าเป็นสาวกวิหารสักการะ จุดประสงค์การดำรงอยู่ของพวกเขาก็เพื่อหาเครื่องสังเวยอันเหมาะสม”
สุยซินเอ่ยต่อ “การสังเวยไม่ใช่เพื่อพวกท่านพ่อ แต่เพื่อต้นกำเนิดการฝึกตน”
“ต้นกำเนิดการฝึกตน?” หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม นี่มันคือสิ่งใดกัน?
“เจ้าต้องรู้ว่าทุกสิ่งย่อมมีต้นกำเนิด การฝึกฝนก็ไม่มีข้อยกเว้น มีต้นกำเนิดดำรงอยู่ สถานที่อันเป็นต้นกำเนิดถูกเรียกว่า แดนต้นกำเนิดการฝึกตน”
สุยซินกล่าว “การฝึกตนนั้นโหดร้ายอย่างถึงที่สุด ไม่ได้งดงามแต่อย่างใด พลังต้นกำเนิดการฝึกตนไร้ขอบเขต แต่ก็ไม่อาจหยิบยื่นให้ตลอดกาล”
นางเอ่ยต่อ “ผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด นี่คือกฎของต้นกำเนิดการฝึกตน ผู้ที่ไม่ผ่านความต้องการจะถูกต้นกำเนิดการฝึกตนสละทิ้ง! เหล่ามิติที่พวกเราอาศัยอยู่ใกล้ถูกคัดออกเต็มทีแล้ว”
เมื่อถูกต้นกำเนิดการฝึกตนคัดออกและสละทิ้ง สสารการฝึกตนทั้งหมดจะสูญหายไป ไม่อาจฝึกตนได้อีก ทุกสิ่งกลับคืนสู่สามัญ”
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม ยังมีเรื่องเช่นนี้อยู่ด้วย! เขาเพิ่งเคยได้ยินครั้งแรก!
“มิติฝึกตนมีมากเกินไป แหล่งกำเนิดการฝึกตนไม่อาจหล่อเลี้ยงทั้งหมดพร้อมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีมิติบางส่วนที่ถูกสละออกไป เรียกเก็บสสารฝึกตนกลับมาเพื่อถ่ายโอนไปยังมิติอื่น”
สุยซินเล่าว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก! เจ้าอาจไม่รู้ แต่เมื่อเกิดการคัดออกขึ้น มิตินับล้านจะถูกคัดออกไป!”
น่ากลัวถึงเพียงนั้น?
มิตินับล้านถูกคัดออกในครั้งเดียว!
หลี่จิ่วเต้าคาดไม่ถึงอยู่บ้าง สิ่งที่สุยซินเอ่ยชวนคนตกตะลึงเกินไปแล้ว!
สุยซินถอนหายใจ “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่รู้ว่ามีปราญช์อาวุโสมากน้อยเพียงใดที่สิ้นชีพลงในการต่อสู้ ณ แดนต้นกำเนิดการฝึกฝน ตอนนี้สถานการณ์ฝั่งพวกเราล่อแหลมเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องมีการสักการะต้นกำเนิดการฝึกฝนเพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดไปที”
การสังเวยให้แหล่งกำเนิดการฝึกตนทำให้การถูกคัดออกเลื่อนไปได้ชั่วคราว ทว่านี่ไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาระยะยาว ต้นกำเนิดการฝึกตนไม่ยอมรับการสังเวยไปตลอด หลังจากหยุดรับแล้ว มิตินับล้านจะถูกคัดออกทันที
“ตามการคาดเดาของพวกท่านพ่อ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว พวกเราสังเวยให้กับต้นกำเนิดการฝึกฝนมานานมากแล้ว อาจถูกหยุดรับเครื่องสังเวยเมื่อใดก็ได้”
กล่าวถึงตรงนี้แล้ว สีหน้าสุยซินก็มืดครึ้มลง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ตามจะหยุดยั้งได้ ฝั่งมิติของพวกเขาใกล้จบสิ้นแล้ว ประหนึ่งเรือลำใหญ่ที่ผุพังเน่าสลาย ยากยิ่งแก่การหวนกลับคืน
สีหน้าหลี่จิ่วเต้าจริงจังยิ่ง ความจริงห่างไกลจากความคิดเขามากนัก
เดิมทีเขาคิดว่าวิหารโบราณลึกลับเป็นวิหารชั่วร้าย ทำการสังเวยให้กับสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายบางอย่าง แต่จากคำพูดของสุยซิน วิหารโบราณลึกลับไม่ใช่วิหารชั่วร้าย แต่พยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อมิตินับล้าน
นี่เป็นความจริงหรือ?
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว สงสัยว่าสุยซินกำลังหลอกลวงเขาให้ล้มเลิกความคิดที่จะโค่นล้มวิหารโบราณลึกลับ
“เจ้าบอกเรื่องเหล่านี้กับข้ามีจุดประสงค์อันใดกัน?”
เขาเอ่ยถาม
“เดิมทีข้าไม่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ เจ้าทำให้ข้าเบื่อหน่ายนัก ข้าจึงไม่ได้เล่าเรื่องความเป็นมารวมถึงสิ่งที่พวกท่านพ่อกำลังทำอยู่ โกหกว่าข้าไม่รู้เรื่อง”
สุยซินกล่าว “อันที่จริงข้ายอมแพ้นานแล้ว ไม่ต้องการดิ้นรนอีกต่อไป พวกท่านพ่อคนแล้วคนเล่าตายลงในสมรภูมิที่แดนต้นกำเนิดการฝึกตน จำนวนยอดฝีมือลดน้อยลงเรื่อย ๆ มิตินับล้านยังไร้ผู้แข็งแกร่งมากพอมารับช่วงต่อ อีกทั้งการสังเวยยังอาจถูกต้นกำเนิดการฝึกตนปฏิเสธเมื่อใดก็ได้”
“ดังนั้น ข้าจึงไม่มีความหวังใด ไม่ต้องการดิ้นรนอย่างเจ็บปวดอีกต่อไป”
นางเอ่ยต่อ “ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงหนีออกมาจากแดนต้นกำเนิดการฝึกตน หวังเพลิดเพลินในมิติทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อข้าพบทวนโบราณของฝูเต้าเทียนจวิน ข้าก็เปลี่ยนความคิด”
กล่าวแล้วนางก็นำทวนโบราณของฝูเต้าเทียนจวินออกมา
“ฝูเต้าเทียนจวินเป็นปราชญ์อาวุโสฝ่ายพวกเรา เป็นยอดวีรชน สิ้นชีพลงในการต่อสู้ที่ต้นกำเนิดการฝึกฝน เดิมทีข้าคิดว่าฝูเต้าเทียนจวินจะหายลับ แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่ากระทั่งฝูเต้าเทียนจวินตายไปแล้วยังคงต่อสู้ไขว่คว้าโอกาสเพื่อคนรุ่นหลัง!”
ดวงตาของนางแดงก่ำ เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือคล้ายร่ำไห้ “หลังฝูเต้าเทียนจวินตายไป ศพได้หวนกลับคืนสู่มิติต้นกำเนิด ส่งคืนพลังทั้งหมดกลับสู่มิติต้นกำเนิด…”
“ข้าเชื่อว่านี่ไม่ใช่กรณีพิเศษอย่างแน่นอน เหล่าปราชญ์อาวุโสคนอื่นเองก็ควรเป็นเช่นนี้ ศพหวนกลับ มอบพลังคืนสู่มิติต้นกำเนิด เพื่อให้มิติต้นกำเนิดฟื้นฟูกลับขึ้นมา ทำให้บ่มเพาะยอดฝีมือออกมาได้อีกครั้ง ก่อนเข้าสู่แดนต้นกำเนิดและต่อสู้เพื่อมิตินับล้าน”
ด้วยเหตุนี้ทำให้นางสะเทือนใจนัก แปรเปลี่ยนความคิดทั้งหมด ไม่ต้องการยอมแพ้อีกต่อไป โอบกอดความหวังใหม่แม้จะริบหรี่เพียงใดก็ตาม
“มิติต้นกำเนิดฟื้นฟูได้ช้าเกินไป ตอนนี้ความลับค่อย ๆ เปิดเผยออกมา แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว ทว่าข้าไม่ต้องการยอมแพ้ หมายสู้จนถึงเสี้ยวลมหายใจสุดท้าย ดังนั้นข้าจึงมาพบเจ้าอีกครั้ง”
สุยซินมองเข้าไปในดวงตาหลี่จิ่วเต้า
ก่อนหน้านี้นางยอมแพ้ เพราะไม่มีความหวังหลงเหลือ เพียงต้องการเที่ยวเล่นไปตามมิติต่าง ๆ เพลิดเพลินกับชีวิตครั้งสุดท้าย เรื่องของความลับมิติต้นกำเนิด นางแค่อยากรู้อยากเห็น อยากทราบว่าคือสิ่งใด แต่ไม่ได้จริงจังมากนัก
ดังนั้นแม้นางจะรู้ว่าหลี่จิ่วเต้าทราบถึงความลับของมิติต้นกำเนิด แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ทั้งยังทำตัวเอ้อระเหยอยู่ตลอดเวลา
หากนางยังไม่ยอมแพ้คงไม่เป็นเช่นนี้แน่นอน ต้องพยายามเจรจากับหลี่จิ่วเต้าดี ๆ อีกทั้งหากไม่อาจบรรลุข้อตกลงได้ นางก็สมควรหาทุกวิถีทางเพื่อทราบความลับจากปากหลี่จิ่วเต้าโดยแข่งกับเวลา
นี่คือถูกหลอกหรือ?
ก่อนหน้านี้หลี่จิ่วเต้ายังคิดว่าสุยซินไม่ได้โกหก ไม่รู้ความเป็นมาของพวกท่านพ่อตนเองจริงตามที่บอก
ผู้ใดจะคิดว่าเขาถูกหลอก สุยซินรู้เรื่องทุกอย่างชัดเจน แต่กลับไม่พูดออกมา
“วาจาของคนโป้ปด สามารถเชื่อถือได้หรือ?”
หลี่จิ่วเต้ากล่าว “เจ้าเคยโกหกข้าครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ใดบอกได้ว่าจะมีอีกครั้งหรือไม่”
“เจ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร”
สุยซินปาดน้ำตาออก “ยามนี้ความลับเริ่มปรากฏออกมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงพบทวนโบราณ ได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของฝูเต้าเทียนจวิน ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้เจ้าฟัง ไม่ได้ต้องการรู้ความลับใดจากเจ้า อย่างที่ข้าได้กล่าวไป ความลับเริ่มปรากฏออกมา เจ้าจะพูดหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว”
ไม่สำคัญอย่างแท้จริง
ตอนนี้แย่งชิงแข่งขันไปก็ไม่มีประโยชน์
มิติต้นกำเนิดฟื้นตัวช้าเกินไป แม้หล่อเลี้ยงยอดฝีมือออกมาได้กลุ่มหนึ่ง แต่ก็จำต้องใช้เวลา ทว่าเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ มิติฝั่งพวกเขาไม่อาจยื้อไว้จนถึงยามนั้นได้
“ข้าพูดเรื่องเหล่านี้ออกมา เพราะรู้สึกว่าเจ้าอาจได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสสักคน มีโอกาสเข้าไปต่อสู้ยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตนได้”
สุยซินเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “เจ้าอาจคิดว่าข้ากำลังโกหก จุดนี้ไม่สำคัญ หลังจากนี้เจ้าจะได้รู้ด้วยตนเอง ยามมิติฝั่งพวกเราถูกสละทิ้ง เจ้าจะสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าสสารฝึกฝนกำลังเลือนหายไป ถึงยามนั้นข้าพูดจริงหรือเท็จก็พิสูจน์ได้แล้ว”
“ข้าเพียงต้องการบอกเจ้าล่วงหน้า เช่นนั้นหลังจากเจ้ารู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เจ้าจะเลือกเข้าไปต่อสู้ยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตนก็ได้ ถึงแม้ตอนนี้จะนับว่าสายไปแล้วก็ตาม”
สุยซินยิ้มด้วยความเศร้าหมองเล็กน้อย “แต่นั่นไม่สำคัญ พวกเราก็สายมาโดยตลอด เจ้าไปตอนนี้หรือภายหลังก็ไม่แตกต่างอันใดนัก”
กล่าวจบแล้วนางก็ยืนขึ้นกล่าวคำอำลา ก่อนจากออกไป
เหมือนที่นางเอ่ยไว้ ครั้งนี้มาเพียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้หลี่จิ่วเต้าฟัง ไม่มีความคิดอื่นใด นางไม่ได้คาดหวังว่าหลี่จิ่วเต้าจะไปยังแดนต้นกำเนิดการฝึกตนทันทีแล้วพลิกสถานการณ์ได้ เพราะนั่นไม่สมจริงและเลื่อนลอยเกินไปหน่อย
นางเพียงอยากให้หลี่จิ่วเต้ารู้เรื่องราวเหล่านี้ อย่างน้อยให้เขาได้เข้าไปต่อสู้ที่แดนต้นกำเนิดการฝึกตนในลมหายใจสุดท้าย เดินตามรอยอันแสนยิ่งใหญ่ของเหล่าปราชญ์อาวุโส
เช่นนั้นก็ดีแล้ว
………………..