รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1310 แดนต้นกำเนิดการฝึกตน เหล่าปราญช์อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1310 แดนต้นกำเนิดการฝึกตน เหล่าปราญช์อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่
บทที่ 1310 แดนต้นกำเนิดการฝึกตน เหล่าปราญช์อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่
………………..
บทที่ 1310 แดนต้นกำเนิดการฝึกตน เหล่าปราญช์อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่
ความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เนื่องจากทุกคนไม่เคยประสบมาก่อน จึงยากที่จะไม่เกิดความสั่นคลอนในใจ
แต่หลังจากที่พวกเขาเห็นหลี่จิ่วเต้าเพียงโบกมือก็ส่งสุยซินออกไปได้ พวกเขาพลันเข้าในใจพริบตา ก่อนหน้านี้ตนเองช่างโง่เขลาไม่รู้ความนัก ไม่ควรเกิดความสั่นคลอนอันใด
ความแข็งแกร่งของหลี่จิ่วเต้า กระทั่งพวกเขาที่ติดตามมานานยังไม่อาจหยั่งถึง แสดงให้เห็นว่าเขาอยู่สูงไกลเกินกว่าพวกเขาจะจินตนาการได้
…
“นี่คือเสมอกันหรือ? ไม่มีผู้ใดเอาชนะกันได้?”
สิ่งมีชีวิตจากมิติต่าง ๆ พากันคาดเดา พวกเขาเห็นเพียงสุยซินกลับไปยังอาณาจักรเดิม แต่ไม่เห็นหลี่จิ่วเต้า
นี่ทำให้พวกเขาคิดว่ามีโอกาสอย่างมากที่หลี่จิ่วเต้าจะเสมอกับสุยซิน ไม่มีผู้ใดเอาชนะอีกฝ่ายได้ ไม่เช่นนั้นทุกอย่างคงไม่เงียบสงบเช่นนี้
“อาจไม่เป็นเช่นนั้น บางทีพวกเขาอาจเจรจาบรรลุข้อตกลงบางอย่าง ดังนั้นจึงได้เงียบสงบถึงเพียงนี้”
มีสิ่งมีชีวิตคาดเดาออกมา
“เฮ้อ อย่าได้กังวลเรื่องเหล่านี้เลย ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาทั้งสองก็เป็นตัวตนเหนือการควบคุมที่พวกเราไม่อาจเทียบได้อย่างสิ้นเชิง ตอนนี้พวกเราควรนิ่งรอให้ความลับปรากฏออกมา ไม่มีวิธีอื่นแล้ว”
“การต่อสู้เช่นนี้ พวกเราไม่อาจมีส่วนร่วมได้ หวังแต่ความลับจะกระจายออกไปทั่ว ทุกคนสามารถรับผลประโยชน์ได้ หากเป็นสิ่งที่ครอบครองได้เพียงคนเดียวหรือคนกลุ่มน้อย พวกเราก็ได้แต่ยอมแพ้”
สิ่งมีชีวิตทุกมิติส่งเสียงถอนหายใจไม่หยุด ความแข็งแกร่งของหลี่จิ่วเต้าและสุยซินทำให้พวกเขาสิ้นหวังยิ่ง ห่างไกลเกินกว่าพวกเขาจะต่อกร ได้แต่หวังว่าความลับจะกระจายไปทั่ว ทุกคนได้รับผลประโยชน์ถ้วนหน้า
จากนั้นพวกเขาต่างก็เฝ้ารอในสถานที่ต่าง ๆ ด้วยความสงบ ไม่กล้าก่อความวุ่ยวาย ด้วยเกรงว่าไปยั่วยุหลี่จิ่วเต้าแล้วจะถูกสังหารจนสิ้นชีพ
…
ณ เมืองชิงซาน ในลานเล็กของหลี่จิ่วเต้า
ที่นี่บังเกิดแสงเปล่งประกายละลานตา จังหวะเต๋าไหลเวียนทั่วลานเล็กเปี่ยมด้วยความเหนือชั้น กฎเกณฑ์อันไม่อาจหยั่งถึงจำนวนมากปรากฏขึ้น หลี่จิ่วเต้ากำลังหลอมโอสถ ตัวโอสถยังไม่ทันก่อรูปก็มีพลังมหาศาลไหลกระเพื่อมออกมา
วิ้ง!
แสงแล้วแสงเล่าพากันเรืองรองออกมาจากร่างพวกต้นหลิว พวกเขาต่างได้รับผลประโยชน์มหาศาล ขอบเขตทะยานขึ้นสูงอย่างบ้าคลั่ง
“คุณชายกำลังหลอมโอสถอันใดอยู่กัน? ถึงได้น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!”
ก้อนอิฐอดอุทานไม่ได้ ภายในใจเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง โอสถยังไม่ทันก่อรูปกลับมอบผลประโยชน์มหาศาลแก่พวกเขาแล้ว ขอบเขตทะยานขึ้นไม่หยุด หากโอสถหลอมเสร็จสมบูรณ์แล้ว เช่นนั้นคงยอดเยี่ยมเกินกว่าจะจินตนาการได้
“ไม่อาจคาดเดาได้!”
คนบ้าทอดถอนใจด้วยอารมณ์ มองร่างเงาหลี่จิ่วเต้าด้วยความชื่นชมเคารพเต็มเปี่ยม
คุณชายทรงพลังเกินไปแล้ว!
ยามนั้นที่เขามอบให้หลี่จิ่วเต้าเป็นสูตรโอสถที่ไม่ครบถ้วน ทว่าอีกฝ่ายไม่เพียงทำให้สูตรโอสถสมบูรณ์ได้เท่านั้น ยังปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพด้วย ครั้งนี้ยังปรับเปลี่ยนจนถึงระดับเหนือชั้นยิ่งกว่า!
เขารู้สึกว่ากระทั่งสูตรโอสถที่สลักบนผนังวิหารโบราณลึกลับ หรือต่อให้เป็นสูตรโอสถที่อยู่ด้านในสุด ล้วนแล้วแต่ไม่อาจเปรียบเทียบกับสูตรโอสถที่ได้รับการปรับปรุงจากหลี่จิ่วเต้าได้!
“แม้สูตรจะโอสถมีความสำคัญ แต่วัตถุดิบในการหลอมโอสถก็สำคัญเช่นกัน คุณชายนำวัถุดิบพิเศษมากมายเหล่านั้นมาจากที่ใดกัน? เพียงพอต่อการหลอมโอสถอันเหนือเกินกว่าจินตนาการได้โดยสมบูรณ์!”
เขายังคงทอดถอนใจไม่หยุด หลี่จิ่วเต้าลึกล้ำเกินหยั่งถึงโดยแท้ ไม่เพียงมีพลังการต่อสู้ที่ไร้ขีดจำกัด แต่บนร่างยังเต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่ามากมายไร้ที่สิ้นสุด สามารถหยิบจับเอาของชวนตื่นตะลึงออกมาได้ตลอดเวลา
วันต่อมา โอสถก็ถูกหลอมจนเสร็จ ความเร็วดังกล่าวทำเอาคนบ้าไม่อยากเชื่อ
ยิ่งโอสถพิเศษเหนือชั้นมากเท่าใดยิ่งใช้เวลาและความยุ่งยากในการหลอมมากขึ้น โอสถหนึ่งเตาใช้เวลาหนึ่งพันปีหรือมากกว่านั้น นับเป็นเรื่องปกติยิ่ง
ทว่าหลี่จิ่วเต้ากลับทำลายเรื่องปกติดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ใช้เวลาแค่หนึ่งวันก็หลอมโอสถเหนือชั้นอย่างถึงที่สุดได้หนึ่งเตาแล้ว
นี่จะเป็นไปได้เช่นไร?
เขาแสดงท่าทางไม่เข้าใจและคิดไม่ถึง!
โอสถเหนือชั้นออกจากเตาหลอม ลำแสงเปล่งประกายเจิดจ้า พลังที่อยู่ภายในไม่อาจจินตนาการถึง หากนำออกไป เกรงว่าจะถูกมิติจำนวนมากรุมทึ้งได้
ภายนอกรวมถึงตัวสุยซินนั้นไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้สักนิด พลังภายในลานเล็กปิดกั้นทุกสิ่งอย่าง ไม่มีผู้ใดสามารถสอดแนมสถานการณ์ในลานเล็กได้เลย
“ขัดเกลาเถิด ตั้งใจใช้เวลานี้ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น!”
หลี่จิ่วเต้าแบ่งโอสถให้พวกต้นหลิวได้ขัดเกลา
…
อีกด้านหนึ่ง สุยซินกำลังสำรวจทั่วมิติอย่างละเอียด พยายามค้นหาเบาะแสความลับของมิติแห่งนี้
“ไม่เสียเที่ยว!”
ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด นางสัมผัสได้ถึงโบราณวัตถุชิ้นหนึ่ง คาดว่าน่าจะมาจากช่วงยุครุ่งโรจน์สุดของมิติต้นกำเนิด
นางก้าวไปเบื้องหน้า ตรงไปทางโบราณวัตถุ
ที่แห่งนั้นเป็นอาณาจักรสีแดงชาด ภายในไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใด ลอยอยู่เพียงลำพังในส่วนลึกของจักรวาล
ณ ที่แห่งหนึ่งในอาณาจักร มีทวนโบราณลอยอยู่ รอบด้านเปี่ยมด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ต่อให้สิ่งมีชีวิตขั้นแปดสิบขอบเขตมิติเข้ามา เกรงว่าก็ยังถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไร้หนทางเข้าใกล้ได้
‘ความลับค่อย ๆ ปรากฏออกมา มิติต้นกำเนิดกำลังฟื้นตัว ข้าไม่เคยสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของอาณาจักรแห่งนี้มาก่อน…’
สุยซินมองทวนโบราณที่ปรากฏออกมาพร้อมรำพึงกับตนเอง
ร่างนางที่รายล้อมไปด้วยแสงเจิดจ้าค่อย ๆ ก้าวไปด้านหน้า พลังอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นไม่อาจทำสิ่งใดนางได้สักนิด ถูกพลังที่ปกป้องร่างนางแยกจาก นางเดินไปจนถึงตัวหอกโบราณก่อนจะดึงมันออกมา
ทันใดนั้นเอง โลกหล้าสั่นสะเทือน พลังอันไม่อาจจินตนาการได้ระเบิดออกทุกทิศ ทวนโบราณเปล่งประกายไร้ขอบเขต ฉีกจักรวาลดวงดาราจนแสงดาวนับล้านสูญสิ้นไปมากมาย ก่อนที่หมู่ดาวเหล่านั้นจะกลายเป็นละอองโปรยปราย
ครั้นลูบทวนโบราณก็ปรากฏมิติอันน่าสะพรึงกลัว เป็นภาพจากอดีตกาล
ด้านในภาพมีชายวัยกลางคนร่างสูงกำยำผู้หนึ่งกำลังถือหอกโบราณ สำแดงความไร้เทียมทาน สังหารทั้งสี่ทิศ มิติแล้วมิติเล่าล้วนสยบใต้ฝ่าเท้าของเขา สุดท้ายหลังล้างบางดินแดนแห่งหนึ่งเสร็จ ร่างนั้นก็หายไป
ร่างของเขาไม่ปรากฏขึ้นมาอีก แต่ภาพยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด
ฉากหลังสีดำแล่นผ่านไปหนึ่งฉาก ร่างชายวัยกลางคนจึงโผล่ออกมาอีกครั้ง
ครั้งนี้ยามเขาปรากฏออกมาก็กลายเป็นศพไปเสียแล้ว ทวนโบราณอาบย้อมไปด้วยโลหิตลอยอยู่ด้านข้างศพ ร่วงหล่นลงไปกลางมิติต้นกำเนิด ถูกฝังอยู่ในอาณาจักรสีแดงชาดแห่งนี้
ภาพยังคงไม่หยุด หลังผ่านความมืดฉากหนึ่งอีกครั้งก็ปรากฏภาพใหม่
ในภาพใหม่ ศพชายวัยกลายคนเริ่มมีพลังอันไร้ขีดจำกัดหลั่งไหลออกมา ก่อนจะกลายเป็นละอองแสงหลั่งไหลไปยังส่วนต่าง ๆ ของมิติต้นกำเนิด
“ฝูเต้าเทียนจวิน!”
หางตาสุยซินมีน้ำตาไหลออกมา นางรู้จักนามชายวัยกลางคน “นี่คือการแทนคุณอย่างนั้นหรือ? ก้าวออกมาจากมิติต้นกำเนิด ยามวายชนม์จึงหวนกลับ คืนทุกสิ่งสู่มิติต้นกำเนิด”
นางรู้ว่าสถานที่ชายวัยกลางคนกวัดแกว่งหอกสังหารคือที่ใด นั่นคือใจกลางการฝึกตน ดินแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ถูกเรียกขานว่า ‘แดนต้นกำเนิดการฝึกตน’
นางเองก็มาจากแดนต้นกำเนิดการฝึกตน และเคยอยู่ในแดนต้นกำเนิดการฝึกตนมาก่อน
ชายวัยกลางคนมีชื่อเลื่องลืออย่างมากในแดนต้นกำเนิดการฝึกตน ถูกพวกเขาจดจำในฐานะวีรชน
“นี่คือความลับของมิติต้นกำเนิดหรือ?”
นางปาดน้ำตาออก “หลังปราชญ์อาวุโสสิ้นชีพลงในการต่อสู้ที่แดนต้นกำเนิดการฝึกฝน ศพก็หวนกลับคืนมิติต้นกำเนิดเพื่อแทนคุณ ทำให้มิติต้นกำเนิดสามารถบ่มเพาะผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกันออกมาได้?”
ต้องกล่าวว่าเหล่าปราชญ์อาวุโสควรค่าแก่การเคารพเลื่อมใสอย่างแท้จริง หลังสิ้นชีพลงแล้ว ยังคำนึงถึงอนาคต ไม่ต้องการให้ชนรุ่นหลังพินาศสิ้นสูญ
นางรู้สถานการณ์ของแดนต้นกำเนิดการฝึกตน และรู้ว่าเหล่าปราชญ์อาวุโสต่อสู้สุดชีวิตเพื่อสิ่งใด หากไม่ใช่เพราะมีปราชญ์อาวุโสเหล่านี้อยู่ ก็คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอนาคตนานแล้ว
ยามนี้บิดาของนางและผู้แข็งแกร่งคนอื่นกำลังรับช่วงต่อปราชญ์อาวุโส ต่อสู้เพื่ออนาคต!
“ฟื้นตัวช้าไปบ้าง…”
นางถอนหายใจ สีหน้าเศร้าหมอง “หากเร็วกว่านี้ก็คงดี ยามนี้เพิ่งเริ่มฟื้นตัวก็ไม่ทันเสียแล้ว พวกท่านพ่อท่านอาไม่อาจทนได้นานถึงเพียงนั้น”
นางเก็บอารมณ์ความคิด คุกเข่าคำนับพื้น แสดงความเคารพต่อฝูเต้าเทียนจวิน
“ไม่ว่าอย่างไร พวกข้าก็จะไม่ยอมแพ้และจะสู้จนถึงที่สุด!”
นางเอ่ยอย่างหนักแน่น
“ข้าต้องคุยกับหลี่จิ่วเต้าอีกครั้ง”
หลี่จิ่วเต้าอาจได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสสักท่าน ทำให้เขาแข็งแกร่งน่าตื่นตะลึงนัก อีกทั้งนางยังคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับแดนต้นกำเนิดการฝึกตน จุดนี้คาดเดาได้จากการสนทนาของนางกับเขา
นางต้องการคุยกับหลี่จิ่วเต้าอีกครั้ง บอกเล่าเรื่องราวแดนต้นกำเนิดการฝึกตนกับเขา นางรู้สึกว่าเขาอาจเข้าสู่ดินแดนต้นกำเนิดการฝึกตนและมีบทบาทสำคัญในอนาคต
ร่างของนางเลือนหายออกไปจากสถานที่แห่งนี้
เมื่อปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็อยู่ด้านนอกเมืองชิงซานแล้ว
“หืม?”
สุยซินขมวดคิ้ว สถานการณ์ค่อนข้างเหนือความคาดหมายไปบ้าง นางแน่ใจว่าตนเองมาถึงเมืองชิงซานแล้ว แต่เมืองเล่าอยู่ที่ใด ไฉนจึงหายไปเสียแล้ว!
“เมืองชิงซานไม่อาจหายไปได้ มีแต่ถูกซ่อนเอาไว้ ดูท่าเขาจะได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสจริง ๆ!”
เด็กสาวเอ่ยด้วยเสียงลุ่มลึก
ผู้แข็งแกร่งเช่นนางกลับไม่อาจหาที่ตั้งเมืองชิงซานได้ ก่อนหน้านี้นางคงจะประเมินหลี่จิ่วเต้าต่ำเกินไป พลังที่หลี่จิ่วเต้าครอบครองนั้นอยู่เหนือเกินความคาดหมายของนางไปไกล
สุยซินเรียกทวนโบราณ ต้องการใช้พลังทวนโบราณฉีกม่านกำบังออก
ทว่ากลับล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ
“ข้ายังห่างไกลจากเหล่าปราชญ์อาวุโสอยู่มาก!”
นางเอ่ยอย่างอับจนหนทาง ไม่อาจใช้พลังทวนโบราณได้อย่างเต็มที่ ดึงออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากนางใช้งานทวนโบราณได้อย่างเต็มที่ เชื่อว่าม่านกำบังสถานที่แห่งนี้จะต้องถูกทำลายลงแน่
‘ดูเหมือนเขาน่าจะมีสมบัติโบราณจากปราชญ์อาวุโสอยู่ในมือ…’
สุยซินรำพึงกับตนเอง
เดิมทีนางไม่ต้องการอ่อนข้อ คิดเข้าไปตรง ๆ แต่ดูจากตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่อาจทำได้ หากนางไม่ยอมลงก็ไม่อาจพบหลี่จิ่วเต้าได้
“หลี่จิ่วเต้า ออกมาเถิด ข้ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับเจ้า!”
สุยซินเอ่ย รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินเสียง นางไม่พบเมืองชิงซาน จึงได้แต่ให้เขาออกมาพบนาง
“มีเรื่องอันใด? ต้องการสู้กับข้าหรือ”
เสียงหลี่จิ่วเต้าดังขึ้น เขาออกจากลานเล็กมาอยู่เบื้องหน้าสุยซิน “เจ้ามาพอดี ข้าเพิ่งเอ่ยถึง เจ้าก็มาเสียแล้ว”
สุยซินรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับวิหารโบราณลึกลับ ทั้งยังรู้เกี่ยวกับตัวตนที่ถูกวิหารโบราณลึกลับสักการะ เดิมทีเขาวางแผนรอหลังหลอมโอสถเสร็จจึงค่อยไปหาสุยซิน ไม่คาดคิดเลยว่าเขายังไม่ทันไป สุยซินก็เป็นฝ่ายมาหาด้วยตนเองเสียแล้ว
เขาคิดว่าสุยซินมาที่นี่ด้วยโทสะหลังถูกขับไล่ออกมา คิดมาต่อสู้กับเขา
ก่อนหน้านี้เพื่อให้มีเวลาหลอมโอสถ เขาจึงไม่คิดต่อสู้กับสุยซิน ยามนี้โอสถหลอมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องยื้อเวลาอีกต่อไป สามารถต่อสู้กับสุยซินได้
แม้การต่อสู้ระหว่างเขากับสุยซินอาจจะดึงดูดความสนใจจากวิหารโบราณลึกลับ หรือกระทั่งตัวตนที่วิหารโบราณลึกลับสักการะ แต่เขาก็ยังจะไปหาและต่อสู้กับสุยซิน เพื่อให้ได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับวิหารโบราณลึกลับและตัวตนที่ถูกสักการะ
เนื่องจากเขากระจ่างแจ้งดีว่าถึงเขาอยากยืดเวลาออกไปก็ไม่สามารถยืดต่อไปได้ ส่วนสุยซินก็ไม่อาจปล่อยไว้ นางไม่มีทางยอมแพ้หลังจากหาตำแหน่งเขาไม่พบ มีความเป็นไปได้ที่จะขอความช่วยเหลือ เรียกวิหารโบราณลึกลับหรือกระทั่งตัวตนที่วิหารโบราณลึกลับสักการะออกมาช่วยเหลือ
เมื่อถึงยามนั้นสถานการณ์จะต้องยุ่งยากอย่างถึงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
หากเป็นเช่นนั้น สู้เขาชิงลงมือจัดการสุยซินก่อนย่อมเป็นการดีกว่า จะได้รู้เรื่องราวข่าวคราวของวิหารโบราณลึกลับและตัวตนที่ถูกสักการะด้วย
อย่างไรเสียหากสุยซินต้องการขอความช่วยเหลือจริง หากเขานิ่งเฉยอาจสายเกินไป ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้
แต่หากเขาจัดการสุยซินได้ ย่อมหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งยังได้ทราบข้อมูล ทำให้การวางแผนของเขาง่ายดายขึ้น
ถ้าวิหารโบราณลึกลับและตัวตนที่ได้รับการสักการะอยู่เหนือความสามารถของเขาจริง ๆ เขาจะได้พาคนรอบกายออกจากมิติต้นกำเนิดไปซ่อนตัว เสร็จแล้วจึงค่อยว่ากันใหม่
“ข้าไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องหรือต่อสู้กับเจ้า”
สุยซินกล่าว “ไปเถิด อย่าได้สนทนากันด้านนอกเลย พวกเราเข้าไปคุยกันในลานเล็กของเจ้า”
“หืม?”
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าสุยซินจะเอ่ยเช่นนี้
แต่เขายังคงพาสุยซินไปยังลานเล็ก ด้วยรู้สึกว่าครั้งนี้สุยซินคล้ายมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้เขากับนางจะถูกกำหนดเอาไว้ให้ยืนฝั่งตรงข้ามกลายเป็นศัตรูกัน ทว่าเขาก็ยังต้องการได้ยินสิ่งที่นางอยากพูด
หลังสุยซินมาถึงลานเล็กก็พลันตื่นตะลึง เห็นพวกต้นหลิวกำลังขัดเกลาโอสถ ความแข็งแกร่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
นี่เกินความคาดหมายของนาง ทำให้นางยิ่งคิดว่าหลี่จิ่วเต้าต้องได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสแน่ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจครอบครองโอสถเช่นนี้ได้
นางคิดว่าโอสถเหล่านี้มากจากการสืบทอดของปราชญ์อาวุโส ไม่ใช่สิ่งที่หลี่จิ่วเต้าหลอมขึ้นมาเอง
“เอาละ ต้องการพูดสิ่งใดก็รีบเอ่ย”
หลี่จิ่วเต้ามองไปทางสุยซิน
“เจ้าได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสบางท่านหรือเปล่า?”
สุยซินมองหลี่จิ่วเต้าด้วยสีหน้าจริงจัง
ได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสบางท่าน?
บรรพจารย์ฝูหรือ?
ในมือเขามีสมบัติจำนวนมากของบรรพจารย์ฝู คงถือว่าได้รับการสืบทอดจากเขากระมัง
“ใช่ ข้าได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสผู้หนึ่ง”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ยโดยไม่ปิดปัง ไม่มีความจำเป็นอันใดให้ปิดบัง “นี่เกี่ยวกับเรื่องที่เจ้ามาในครั้งนี้หรือ?”
ได้รับการสืบทอดจากปราชญ์อาวุโสจริงด้วย!
การคาดเดาก่อนหน้านี้ของนางถูกต้อง!
สุยซินเอ่ย “มีความเกี่ยวข้อง ทั้งยังเกี่ยวข้องอย่างยิ่ง!”
………………..