รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1309 อย่างไรก็ต้องเป็นศัตรู ไม่มีสิ่งใดให้พูดกันอีก
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1309 อย่างไรก็ต้องเป็นศัตรู ไม่มีสิ่งใดให้พูดกันอีก
บทที่ 1309 อย่างไรก็ต้องเป็นศัตรู ไม่มีสิ่งใดให้พูดกันอีก
………………..
บทที่ 1309 อย่างไรก็ต้องเป็นศัตรู ไม่มีสิ่งใดให้พูดกันอีก
มีให้มีรับ ยุติธรรมสมเหตุสมผล สุยซินรู้สึกตัวเองเป็นรอง เดินตามหลี่จิ่วเต้าอยู่ตลอด เช่นนี้ไม่ได้ หากหลี่จิ่วเต้าไม่บอกอะไรบ้าง นางก็ไม่มีทางยอมพูดต่อ
หลี่จิ่วเต้าก็รู้สึกถึงท่าทีของสุยซิน รู้ว่าหากเขาไม่พูดอะไรออกไปบ้างสุยซินคงไม่เอ่ยต่อ แต่ปัญหาก็คือ จะให้เขาพูดอะไรเล่า
เขารู้เรื่องความลับใหญ่หลวงเสียที่ไหน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่สิ่งมีชีวิตมิติต่าง ๆ รวมถึงสุยซินทึกทักเอาเอง เขาไม่รู้เรื่องความลับใหญ่หลวงสักนิด
แต่เขายังบอกออกไป “ข้าบอกชื่อหนึ่งแก่เจ้าได้เช่นกัน บรรพจารย์ฝู”
เขาไม่รู้เรื่องความลับใหญ่หลวงจริง ๆ ที่เอ่ยเช่นนี้ก็ไม่ได้ต้องการหลอกสุยซิน เพียงแต่เขาไม่รู้เรื่องความลับใหญ่หลวง ทว่าไม่ได้หมายความว่าบรรพจารย์ฝูจะไม่รู้
บรรพจารย์ฝูสูงส่งไร้ใดเปรียบ ของวิเศษที่ประทานให้ช่วยให้เขาคว้าชัยชนะมาได้ตลอด และบรรพจารย์ฝูเดิมเป็นคนในมิตินี้อยู่แล้ว หากว่ามีใครรู้เรื่องความลับใหญ่หลวงละก็ ต้องเป็นเขาแน่นอน
“บรรพจารย์ฝู?”
สุยซินขมวดคิ้ว มองหลี่จิ่วเต้าอย่างสงสัยพลางเอ่ยถาม “คนผู้นี้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับความลับใหญ่หลวงหรือ นอกจากนี้ แน่ใจหรือว่านี่ไม่ใช่ผู้ที่เจ้าแต่งขึ้นมา”
“หากสหายเคลือบแคลงกันเช่นนี้นับว่าน่าเบื่อ”
หลี่จิ่วเต้ากล่าว “ข้ายังว่าของบูชายัญและวิหารสักการะที่สหายว่าเป็นเรื่องแต่งเช่นกัน”
สุยซินมองหลี่จิ่วเต้า สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ก็ได้”
…
ณ อาณาจักรหนึ่งในเอกภพ
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิตข้า”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขอบคุณผู้เฒ่าคนหนึ่งรัว เขาเกือบถูกอสูรทรงพลังตนหนึ่งกลืนกิน ยังดีที่ผู้เฒ่าคนนี้ยื่นมือช่วยเหลือ
“ไม่เป็นไร หวังว่าเจ้าจะส่งต่อความหวังดีนี้ต่อไป พยายามช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะทำได้”
ผู้เฒ่าเอ่ยยิ้มแย้ม ท่าทางปลดปลงแล้วทุกสิ่ง
เวลานั้นเอง จู่ ๆ ก็มีอสนีบาตน่าพรั่นพรึงปรากฏบนฟากฟ้า ปกคลุมไปทั่วนภาอาณาจักรแห่งนี้
“ไม่…ไม่ใช่กระมัง!”
ชายวัยกลางคนตระหนก ตัวสั่นงันงก รู้สึกได้ว่าสายฟ้าที่ปรากฏออกมาสยดสยองเพียงใด เขาเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “นี่สวรรค์ตั้งใจทำลายอาณาจักรของเราให้ราบคาบหรือ”
สายฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วอาณาจักรอยู่ตอนนี้ หากฟาดผ่าลงมาเพียงเศษเสี้ยว เขาก็รู้สึกว่าสามารถทำลายอาณาจักรนี้จนย่อยยับ อสนีบาตพวกนั้นน่ากลัวเกินไป ไม่อาจต้านทานได้สักนิด
“มาอีกแล้ว”
ผู้เฒ่ามองสายฟ้าท่วมนภา ใบหน้าชราเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความระอา เขาชินชาเสียแล้ว ผ่านมามากเหลือเกิน
“ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นอันใด มันพุ่งเป้ามาที่ข้าเท่านั้น”
เขาบอกกับชายวัยกลางคน
ใช่แล้ว เขาก็คือบรรพจารย์ฝู ทำความดีไปทั่วทุกอาณาจักร คิดจะทิ้งร่องรอยตนเองไว้สักนิดก่อนตาย อย่างน้อยผู้ที่ถูกเขาช่วยไว้ก็ต้องจำเขาได้
แม้ไม่มาก กระนั้นเขาก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด ดีกว่าไม่มีผู้ใดจำได้
เขารู้ว่าสายฟ้าท่วมนภาคืออะไร นั่นคือพลังบ่วงกรรมกำเนิดรูปร่าง เขาถูกผู้ยิ่งใหญ่บางคนเอ่ยถึงอีกแล้ว ไม่สิ พูดให้แน่ชัดคือ เขาถูกหลี่จิ่วเต้าเอ่ยถึงอีกแล้ว
บัดนี้ สิ่งมีชีวิตมิตินี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักหลี่จิ่วเต้า
แม้สิ่งมีชีวิตมิตินี้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่พวกเขารู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวจากภายนอกมาหาพวกเขาเรื่อย ๆ หลี่จิ่วเต้ากำราบสิ่งมีชีวิตภายนอกได้ทั้งปวง ข่มขวัญสิ่งมีชีวิตภายนอกจนมิกล้าทำตัวตามอำเภอใจที่นี่
พวกเขาต่างรู้ดีว่าหลี่จิ่วเต้านั้นเกรียงไกรไร้เทียมทาน เป็นผู้ทรงพลังที่สุดในดินแดนพวกเขา
ขณะเดียวกัน บรรพจารย์ฝูก็แน่ใจแล้วว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่กล่าวถึงเขาบ่อย ๆ จะต้องเป็นหลี่จิ่วเต้าแน่นอน
นอกจากหลี่จิ่วเต้า เขาไม่เคยข้องแวะกับผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นอีก
หวนนึกถึงเมื่อคราวเขาต่อกรกับหลี่จิ่วเต้า ลวงหลอกอีกฝ่ายสารพัดแล้วอยากหัวเราะนัก ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปกว่าเขาแล้ว!
พลังบ่วงกรรมผนึกตัว นี่คือบทลงโทษจากหลี่จิ่วเต้า เขาปลงตกแล้ว ช่างปะไร ได้อยู่นานกว่านี้เพียงหนึ่งวันก็ถือเป็นบุญวาสนาของเขา เดิมเขาควรตายไปนานแล้ว
ชายวัยกลางคนมองสายฟ้าท่วมนภาที่ฟาดผ่าใส่บรรพจารย์ฝูแล้วเอ่ยเสียงสั่น “ผู้อาวุโส ไม่เป็นไรจริงหรือ”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ไม่ต้องสนใจข้า เจ้าไปทำสิ่งที่ต้องทำเถิด”
บรรพจารย์ฝูมีสีหน้าสงบ ปล่อยให้อสนีบาตคณานับถล่มใส่ตัว
…
ขณะเดียวกัน หลี่จิ่วเต้าบอกให้สุยซินเล่าต่อได้แล้ว
“ก็ได้”
สุยซินเอ่ย “เจ้าถามข้าว่าพวกเขาสักการะผู้ใด ข้าบอกได้เพียงว่า ไม่รู้ ข้าเองก็ไม่รู้ภูมิหลังพวกเขา”
“เช่นนี้เท่ากับมิได้ตอบ!”
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว “เจ้าหาได้เปิดเผยข้อมูลไม่”
“ข้าไม่รู้ภูมิหลังที่แท้จริงของพวกเขาจริง ๆ ข้ารู้เพียงพวกเขากำลังก่อสงคราม ต้องการให้สาวกสังเวยของบูชายัญแก่พวกเขา เจ้าวิหารในวิหารสักการะคือสาวกที่พวกเขารวบรวมมาได้” สุยซินกล่าว
หลี่จิ่วเต้าคิดว่าสุยซินคงไม่รู้จริง ๆ สุยซินไม่ใช่ผู้ที่รู้แต่ไม่ยอมบอก
เขาถาม “แล้วเจ้าเกี่ยวข้องอย่างไรกับวิหารสักการะ”
“นี่เป็นอีกคำถามแล้ว” สุยซินเอ่ย “ตาเจ้าเล่าแล้ว”
“ได้ เจ้าถามมา”
“บรรพจารย์ฝูเป็นใคร มีความเกี่ยวข้องกับความลับใหญ่หลวงหรือไม่” สุยซินถาม
“ภูมิหลังที่แท้จริงของบรรพจารย์ฝู ข้าเองก็ไม่ทราบ”
“เจ้าเล่นอะไร ใช้คำตอบข้าเพื่อตอบอย่างขอไปทีหรือ”
สุยซินมองหลี่จิ่วเต้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ไม่ใช่ขอไปที แต่ข้าไม่รู้ภูมิหลังที่แท้จริงของบรรพจารย์ฝูจริง ๆ”
หลี่จิ่วเต้ากล่าว “ข้าสัมผัสบรรพจารย์ฝูมาเพียงน้อยนิด เคยพบหน้าเพียงครั้งเดียว และไม่ได้สนทนากันนานนัก บรรพจารย์ฝูเองก็ไม่เคยเล่าปูมหลังตนเองให้ฟัง”
สุยซินจดจ้องดวงตาหลี่จิ่วเต้า คิดจะดูว่าหลี่จิ่วเต้าหลอกนางหรือไม่ ทว่านางมองอันใดไม่ออกแม้แต่น้อย
นางถาม “เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับความลับใหญ่หลวง”
หลี่จิ่วเต้ายิ้มน้อย ๆ พลางเอ่ยว่า “นี่เป็นอีกคำถามแล้ว”
“เจ้า!”
สุยซินเดือดดาล นึกอยากเปิดฉากต่อสู้กับหลี่จิ่วเต้าอีกครั้ง ทว่าลงท้ายนางก็อดกลั้นไว้ได้ การเปิดฉากต่อสู้สะท้อนให้เห็นถึงความฉุนเฉียว นางไม่อยากเป็นคนฉุนเฉียว ผู้ที่ต้องเปิดฉากต่อสู้ควรเป็นหลี่จิ่วเต้า!
“เกี่ยวข้องอย่างไรรึ ข้าจะบอกเจ้าให้”
สุยซินเอ่ย “หนึ่งในผู้ที่พวกเขาสักการะคือบิดาของข้า”
“หืม?!”
ม่านตาหลี่จิ่วเต้าหรี่ลง คิดไม่ถึงจริง ๆ ที่แท้ภูมิหลังสุยซินยิ่งใหญ่ปานนี้ เป็นถึงบุตรสาวของหนึ่งในตัวตนที่วิหารโบราณลึกลับสักการะ!
“อะไรนะ!”
พวกลานเล็กยังตะลึง คาดไม่ถึงเช่นกันว่าสุยซินจะมีฐานะยิ่งใหญ่เพียงนี้!
มิน่าสุยซินถึงทรงพลังได้เช่นนี้ ซ้ำยังให้ความรู้สึกไม่เห็นวิหารโบราณลึกลับอยู่ในสายตา สุยซินมีต้นทุนให้ไม่ต้องเห็นวิหารโบราณลึกลับอยู่ในสายตาจริง ๆ!
“เช่นนี้คงลำบาก…” หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว เดิมเขายังอยากเป็นพันธมิตรกับสุยซิน บัดนี้คงไร้หนทาง
หากสุยซินเป็นสมาชิกคนสำคัญของวิหารโบราณลึกลับนั้นยังดี เขายังหว่านล้อมมาเป็นพวกตนได้ ทว่าสุยซินเป็นบุตรสาวของหนึ่งในผู้ที่วิหารโบราณลึกลับสักการะแล้วจะให้พูดอะไรอีก ไม่มีสิ่งใดให้พูดแล้ว
วิหารโบราณลึกลับเป็นสาวกของพวกเขา ให้เขาเกลี้ยกล่อมสุยซินมาร่วมโค่นวิหารโบราณลึกลับอย่างนั้นหรือ อย่าล้อเล่นหน่อยเลย ไม่มีทางเป็นไปได้
“เจ้าไปเถิด ระหว่างเราไม่มีสิ่งใดให้ต้องพูดกันอีกแล้ว”
หลี่จิ่วเต้าเตรียมส่งแขก
“ไม่มีสิ่งใดต้องพูดอะไรกัน ข้าตอบคำถามเจ้าแล้ว เจ้ายังไม่ได้ตอบข้า!”
สุยซินไม่คิดจะไปง่าย ๆ
“หากข้าตอบ เจ้าก็ต้องตอบคำถามใหม่ของข้าอีก”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ย “ข้าไม่ต้องการทำเช่นนี้ต่อแล้ว เจ้าจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ จุดยืนของเราไม่เหมือนกัน ถูกลิขิตไว้แล้วว่าไม่อาจอยู่ร่วมกัน หลังแน่ใจเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าต่อไปนี้พวกเราสนทนาเรื่องใดก็ไร้ความหมาย”
เขาตั้งใจโค่นวิหารโบราณลึกลับ ตัวตนที่วิหารโบราณลึกลับสักการะไม่มีทางเพิกเฉย เมื่อนั้นเขาจะต้องเป็นศัตรูกับเหล่าตัวตนที่วิหารโบราณลึกลับสักการะ
สุยซินเป็นบุตรสาวของหนึ่งในนั้น หมายความว่าเขากับสุยซินเป็นศัตรูกัน
“ข้าต้องขอบอกเลยว่าเจ้ามันสารเลว!”
สุยซินถลึงตาใส่หลี่จิ่วเต้า “ทว่าคนสารเลวอย่างเจ้าพูดถูกประโยคหนึ่ง จุดยืนของเจ้ากับข้าไม่เหมือนกันจริง ๆ เจ้าคือของบูชายัญ อย่างไรก็ต้องตาย ถูกสังเวยให้บิดาของข้า”
“เจ้าไปได้แล้ว”
หลี่จิ่วเต้าจิบชาอึกหนึ่ง
“เจ้าให้ข้าไปข้าก็ต้องไปหรือ เหตุใดข้าต้องยอมฟังเจ้าด้วย เจ้าเป็นเพียงของบูชายัญที่ต้องตายวันยังค่ำเท่านั้น”
สุยซินสงบใจได้อีกครา บอกตัวเองว่าไม่ต้องกราดเกรี้ยว ยิ่งนางกราดเกรี้ยวจะยิ่งตกเป็นรอง
“แน่นอนว่าข้าให้โอกาสเจ้าได้ ให้เจ้าได้เป็นบ่าวรับใช้ข้างกายข้า เช่นนี้แล้วเจ้าก็ไม่ต้องตาย ไม่ถูกส่งไปบูชายัญ”
นางชำเลืองมองอีกฝ่าย “โอกาสนี้ไม่ได้ให้เจ้าเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ต้องดูผลงานของเจ้า หากเจ้าทำตัวดี รับใช้ข้าได้เยี่ยมยอด ข้าถึงยอมเก็บเจ้าเป็นบ่าวรับใช้ข้างกาย”
เอ่ยจบนางก็พาดเท้าบนโต๊ะ “มาเถิด ได้เวลาให้เจ้าทำผลงานแล้ว นวดขาให้ข้าก่อน แล้วค่อยนวดเท้าให้ข้า”
ยามนี้นางต้องเป็นฝ่ายบงการหลี่จิ่วเต้า เป็นฝ่ายคุมเชิงแล้ว
นางบอกฐานะของตนไปแล้ว หากหลี่จิ่วเต้าไม่อยากตายก็ย่อมต้องยอมอยู่ใต้โอวาทนาง
“ข้าพาเจ้ากลับลานเพื่อสนทนากันดี ๆ ไม่ใช่ให้ลานข้ากลายเป็นสนามรบ”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ย “เจ้าไปเสีย สนามรบค่อยนัดแนะอีกที ภายหน้าข้าจะไปหาเจ้าเอง”
สุยซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าหลังนางแบไต๋ฐานะของตนแล้วหลี่จิ่วเต้ายังคิดต่อสู้กับนาง
“เจ้าอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้วหรือ หรือเจ้าไม่เข้าใจความหมายของวาจาข้า”
นางเอ่ยต่อ “เพียงประโยคเดียวจากข้า เจ้าก็จะอยู่รอดปลอดภัยไร้กังวล ไม่ต้องห่วงเรื่องวิหารสักการะอีก พวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งข้า!”
“เจ้าไปเสียเถิด”
หลี่จิ่วเต้าลุกขึ้น ไม่ได้เอ่ยไปมากกว่านี้ พวกเขาถูกกำหนดให้เป็นปรปักษ์ พูดไปก็ไร้ประโยชน์
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเสียดายนิดหน่อย เขามองสุยซินไว้ไม่เลว อยากเป็นพันธมิตรกับนางจากใจจริง น่าเสียดายที่ได้แค่คิดเท่านั้น ไม่มีทางเป็นจริงได้
“ได้ ลำพังท่าทีเช่นนี้ของเจ้า เจ้าก็หมดโอกาสแล้ว ต่อให้อยากเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายข้า ข้าก็ไม่รับ”
สุยซินเอ่ย “นอกจากนี้ข้าไม่ไป แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้!”
ยามนี้นางกลับสงบอารมณ์ได้ รอให้หลี่จิ่วเต้าเดือดดาลฉุนเฉียว เปิดฉากต่อสู้กับนาง
“เรื่องนั้นคงปล่อยให้เป็นไปตามที่เจ้าต้องการไม่ได้”
หลี่จิ่วเต้าโบกมือ ชั่วขณะนั้นพลังมหาศาลปรากฏขึ้น ม้วนเอาสุยซินออกไป
“บันดาลโทสะแล้วหรือ ข้ารอเจ้าบันดาลโทสะอยู่พอดี!”
แต่นางไม่คิดเลยว่าภาพการณ์ตรงหน้าจะเปลี่ยนไปกะทันหัน!
พวกหลี่จิ่วเต้ารวมถึงลานเล็กหายไปหมด สิ่งที่ปรากฏสู่สายตานางคือจักรวาลกว้างไกล นางถูกหลี่จิ่วเต้าย้ายออกจากลานเล็ก!
“บัดซบ!”
นางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เจ็บใจเป็นอย่างยิ่ง ยังไม่ได้ต่อสู้กับหลี่จิ่วเต้าเลย!
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเสียท่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จะไม่ให้นางเจ็บใจอย่างไรไหว
ทว่านางไม่มีทางยอมแพ้ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงต้องสำแดงในสงครามใหญ่เท่านั้น การที่นางถูกโยกออกจากลานเล็กมิได้บ่งบอกสิ่งใด ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นถิ่นของหลี่จิ่วเต้า ย่อมมีสิ่งที่เขาเตรียมการไว้ กอปรกับนางชะล่าใจ คิดว่าหลี่จิ่วเต้าอยู่ในการบงการของตน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
บุกกลับไปหรือ?
ไม่!
เช่นนี้จะดูเหมือนนางฉุนขาด
“มิต้องรีบร้อน ไยข้าต้องรีบร้อนด้วยเล่า เขามีอะไรบ้าง ไม่มีเลย ข้าเล่า ข้อได้เปรียบล้วนเป็นของข้า ข้าควรมองเขาอย่างผู้เหนือกว่าถึงจะถูก”
นางสงบอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องบันดาลโทสะเพราะหลี่จิ่วเต้าจริง ๆ
มองหลี่จิ่วเต้าอย่างผู้เหนือกว่า คอยดูเขากระเสือกกระสนสุดชีวิตไม่ดีหรือ เหตุใดนางต้องจัดการเขาด้วยความขุ่นเคืองด้วย
“ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นจริง ๆ”
สุยซินเอ่ย “ภายหน้าจะมีมิติทรงพลังกว่านี้มาเยือน ซ้ำยังมีวิหารสักการะอยู่ ข้าจำเป็นต้องเดือดดาลสู้กับเขาเอาเป็นเอาตายด้วยหรือ เดิมตัวเขาก็อยู่กลางพายุโหมแล้ว อย่างไรก็ต้องถูกหมายหัว ข้าไม่ต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับเขาด้วยความเดือดดาลหรอก”
นางไม่ได้กังวลเรื่องความลับใหญ่หลวง หาได้จำเป็นไม่ นางมีฐานะสูงส่ง ระดมกำลังวิหารโบราณลึกลับได้ง่ายดาย ความลับใหญ่หลวงไม่มีทางหลุดมือ
“เอาตามนี้ เทียบกับกำราบทันที ข้าชอบดูเขาตอนกระเสือกกระสนสุดชีวิตมากกว่า”
ใบหน้าสุยซินกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
อีกด้าน หลี่จิ่วเต้าเลิกคิ้วขึ้น เพราะการปรากฏตัวของสุยซิน เวลาที่เขาอยากประวิงน่ากลัวว่าคงไม่ได้แล้ว เขาคาดว่าไม่นานนักจะต้องปะทะกับวิหารโบราณลึกลับ
กระนั้นยังดี ปัญหาไม่ใหญ่ ยามเขาไปพบสุยซิน เขาได้คิดค้นตำรับลูกกลอนใหม่เสร็จสิ้นแล้ว
ตอนนี้เขาไม่ได้ต้องการเวลามากนัก
สิ่งที่ใช้เวลาที่สุดคือตำรับลูกกลอน หลังมีตำรับลูกกลอนทุกอย่างล้วนง่าย การกลั่นลูกกลอนไม่ได้ใช้เวลามากนัก
“กลั่นลูกกลอน”
จากนั้นเขาเริ่มกลั่นลูกกลอน สรรค์สร้างสุดยอดลูกกลอนชุดใหม่ เพิ่มพูนขอบเขตพลังของคนรอบกายเขา
เขาไม่ได้สู้กับสุยซิน เพียงแต่ส่งสุยซินออกไปเท่านั้นก็เพราะเขาต้องกลั่นลูกกลอน
สุยซินนั้นไม่ธรรมดา ฐานะสูงส่ง หากเขาสู้กับสุยซินจริงน่ากลัวว่าเขาคงไม่มีเวลากลั่นลูกกลอน ถึงครานั้น วิหารโบราณลึกลับจะต้องบุกมาทันที บิดาของสุยซินและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ได้รับสักการะก็ต้องบุกมาด้วยแน่นอน
เพราะอย่างนั้น เขาถึงส่งสุยซินออกไป ไม่ได้ต่อสู้ เป้าหมายก็เพื่อรอให้เขากลั่นลูกกลอนเสร็จแล้วค่อยว่ากัน
พวกลานเล็กด้านข้างต่างสะท้อนใจ
ก่อนหน้านี้เสียท่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นผลให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าคุณชายอาจไม่ได้เกรียงไกรไร้เทียมทานอีกแล้ว ทว่าคุณชายส่งสุยซินออกจากลานเล็กได้ด้วยเพียงโบกมือ ทำให้พวกเขากลับมามั่นใจในตัวอีกฝ่ายเต็มร้อยอีกครา!
“คุณชายยังคงเกรียงไกรไร้เทียมทาน ต่อหน้าคุณชาย ไม่มีสิ่งมีชีวิตตนใดสามารถกำแหง ก่อกรรมทำเข็ญ!”
พวกเขาต่างเชื่อมั่นในเรื่องนี้โดยไม่เคลือบแคลงอีก ในใจพวกเขา หลี่จิ่วเต้ากลับมาไร้เทียมทานอีกครั้ง!
………………..