รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1303 ข้าวจะกินอันใดก็ได้ แต่วาจาไม่อาจเอ่ยตามใจชอบได้ ....................
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1303 ข้าวจะกินอันใดก็ได้ แต่วาจาไม่อาจเอ่ยตามใจชอบได้ ....................
บทที่ 1303 ข้าวจะกินอันใดก็ได้ แต่วาจาไม่อาจเอ่ยตามใจชอบได้
………………..
บทที่ 1303 ข้าวจะกินอันใดก็ได้ แต่วาจาไม่อาจเอ่ยตามใจชอบได้
สุยซินให้สิ่งมีชีวิตจากสองมิติเดินไปข้างหน้า
สิ่งมีชีวิตจากสองมิติแทบย่องเข้ามิติต้นกำเนิด ต่างคนต่างกังวล หัวใจราวกับเต้นขึ้นมาอยู่ในลำคอ กลัวว่าการโจมตีจะตกเข้าใส่ในพริบตา สังหารพวกเขาทั้งหมดจนสิ้น
“ไม่ต้องหวาดกลัวเพียงนั้น ไม่มีเรื่องอันใด ข้าบอกแล้ว มีข้าอยู่พวกเจ้าไม่มีทางเสียผมแม้สักเส้น
สุยซินก้าวเดิน เข้าสู่มิติต้นกำเนิดเช่นกัน
เมื่อนางเข้าสู่มิติต้นกำเนิด สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปในพริบตา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
“นี่คือมิติที่ว่าหรือ?”
ดวงตานางทอประกายลึกล้ำครุ่นคิด สีหน้าแสดงความจริงจังอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ด้านหลัง สิ่งมีชีวิตขั้นเจ็ดสิบสามพาสิ่งมีชีวิตอื่นตามเข้ามา ยามพวกเขาเห็นสีหน้าสุยซินก็พลันตระหนักขึ้นมาว่านางอาจล่วงรู้ความลับบางอย่างของมิติต้นกำเนิด
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่วิหารโบราณลึกลับจะรวบรวมมิติทั้งหมดเข้ามา หากเป็นมิติแห่งนี้ ทุกอย่างล้วนสมเหตุสมผล”
สุยซินคลายปมคิ้ว กลับมาแย้มยิ้มสดใสดังเดิมอีกครั้ง “ทุกอย่างน่าสนใจขึ้นมาแล้ว!”
“ไม่สิ พวกเขากล้าเข้ามาได้อย่างไร?”
“พวกเขาบ้าไปแล้วหรือ?”
ภายในมิติต้นกำเนิด สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีสีหน้าแปลกประหลาดเมื่อมองสิ่งมีชีวิตจากมิติทั้งสอง
พวกเขารู้ว่าสิ่งมีชีวิตจากมิติทั้งสองมิติถูกห้ามไม่ให้เข้ามาในมิติแห่งนี้ อีกทั้งหลี่จิ่วเต้ายังเป็นผู้ออกคำสั่งด้วยตนเอง ทว่ายามนี้สิ่งมีชีวิตจากสองมิติกลับฝ่าฝืน นี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ!
“คุณชายหลี่ห้ามพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ายังกล้าเข้ามา ช่างหาญกล้ายิ่งนัก!”
สิ่งมีชีวิตตนหนึ่งตวาดเสียงเย็นชา รุดมาถึงด้านหน้าสิ่งมีชีวิตจากทั้งสองมิติ เอ่ยด้วยจิตสังหารว่า “คุณชายหลี่กล่าวว่าหากพวกเจ้ากล้าฝ่าฝืนข้อห้าม เข้าสู่มิติต้นกำเนิด จะต้องถูกสังหารอย่างไร้ความปรานี! ตอนนี้ข้าจะลงมือแทนคุณชายหลี่เอง!”
เขาไม่ได้ถูกหลี่จิ่วเต้ารวบรวมตัวไป ดังนั้นจึงได้แต่อาศัยวิธีนี้ประจบประแจงหลี่จิ่วเต้า
ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นที่แน่ชัดว่าหลี่จิ่วเต้ารู้เรื่องราวคุ้นเคยกับมิติต้นกำเนิด การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอีกฝ่ายเป็นหนทางที่ถูกต้อง
เสียงชิ้งดังขึ้น เขาชักดาบสัมฤทธิ์ยาวออกมา ปลายคมชี้ไปทางสิ่งมีชีวิตจากทั้งสองมิติ ลมหายใจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน เขาครอบครองพลังถึงขั้นหกสิบสองขอบเขตมิติ ทรงพลังห่างไกลจากสิ่งมีชีวิตสองมิติ กวาดล้างพวกเขาทิ้งจนสิ้นได้อย่างง่ายดาย
“อย่าได้หุนหันพลันแล่นถึงเพียงนี้”
สุยซินก้าวออกมาด้านหน้า กล่าวว่า “ตอนนี้พวกเขาเป็นคนของข้า หากเจ้าแตะต้องพวกเขาเท่ากับเป็นศัตรูของข้า เจ้าต้องพิจารณาจุดนี้ให้ชัดเจน”
“ไม่มีสิ่งใดต้องพิจารณา”
สิ่งมีชีวิตที่ถือดาบสัมฤทธิ์พุ่งเข้าใส่สิ่งมีชีวิตจากทั้งสองมิติ เขาเคยเห็นความน่าสะพรึงกลัวของหลี่จิ่วเต้าในงานชุนนุมแล้ว นั่นเป็นตัวตนไร้เทียมทานอย่างแท้จริง ล้ำลึกไม่อาจหยั่งถึง เขาคิดประจบทำให้หลี่จิ่วเต้าพึงพอใจ
ดาบสัมฤทธิ์ฟันทางยาว น่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต ท้องนภาสูงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งในทันที แสงดาบส่องสว่างทั่วฟ้าดิน นำพาพลังอันไม่อาจต้านทานได้
“บังอาจ!”
สิ่งมีชีวิตขั้นเจ็ดสิบสามพุ่งออกมา ใช้มือข้างหนึ่งคว้าดาบสัมฤทธิ์เอาไว้ จากนั้นก็บดขยี้ดาบสัมฤทธิ์กลายเป็นชิ้น ๆ
“อ…อันใดกัน!”
สิ่งมีชีวิตขั้นหกสิบสองขอบเขตมิติตื่นตกใจจนวิญญาณแทบบินหาย เขาไม่ลังเล หันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
ดาบสัมฤทธิ์เป็นศาสตราประจำกายที่เขาใช้เวลาขัดเกลามานานปีจนไม่อาจนับ แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวถึงที่สุด แต่กลับถูกทำลายทิ้งง่ายดายเช่นนี้ เขาเข้าใจได้ในพริบตาว่าไม่อาจต่อกรกับสิ่งมีชีวิตที่พุ่งเข้ามาได้ ห่างชั้นเกินไป!
“ไปที่ใด”
สิ่งมีชีวิตขั้นเจ็ดสิบสามขอบเขตมิติ นามเวิ่นเทียน ปรากฏขึ้นต่อหน้าสิ่งมีชีวิตขั้นหกสิบสองแล้วคว้าเข้าที่คอทันที ก่อนจะพาไปหาสุยซินให้จัดการตามปรารถนา
“เจ้าช่างเลอะเลือน พิจารณาไม่กระจ่าง แต่วันนี้ข้าอารมณ์ดี ยิ่งที่มาถึงมิติแห่งนี้ได้ เช่นนั้นข้าจะปล่อยเจ้าไป”
สุยซินโบกมือ ให้เวิ่นเทียนปล่อยสิ่งมีชีวิตขั้นหกสิบสองตนนั้นไป
“มิติต้นกำเนิด… ช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมนัก”
สุยซินยิ้มร่า ตื่นเต้นขึ้นมาจริง ๆ นางตามหามิตินี้มานาน ไม่คาดคิดเลยว่าครั้งนี้จะมาเจอโดยบังเอิญ
อีกทั้งมิติแห่งนี้ดูเหมือนจะฟื้นฟูกลับมาแล้ว
นี่ทำให้นางตื่นเต้นมากขึ้น
“นายหญิง ต้องการให้ข้าไปจับหลี่จิ่วเต้ามาหรือไม่?”
เวิ่นเทียนเอ่ยปากถาม
“จับ? เจ้าสามารถจับเขาได้หรือ? เจ้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ใดหรือ?”
สุยซินถาม “อย่าว่าแต่เจ้าเลย กระทั่งข้ายังไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด…”
“ไม่มีทาง!”
สีหน้าเวิ่นเทียนแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาอดเอ่ยไม่ได้ว่า “หลี่จิ่วเต้าน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
เขารู้ว่าสุยซินน่าหวาดกลัวเพียงใด เป็นตัวตนแข็งแกร่งที่ยึดครองได้ทั้งมิติ แต่กลับไม่อาจสัมผัสตำแหน่งของหลี่จิ่วเต้าได้ นี่ทำให้เขาตกตะลึงอย่างแท้จริง
“ไม่เชิง” สุยซินกล่าว “มิติแห่งนี้ฟื้นกลับมาแล้ว ข้าไม่อาจสัมผัสตำแหน่งเขาได้เป็นเรื่องปกติยิ่ง เจ้าควรรู้ว่านี่ไม่ใช่มิติธรรมดา มิติแห่งนี้เคยเปล่งประกายรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดมาก่อน มิติใดก็ไม่อาจเทียบได้”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น”
หลังจากได้ยินคำพูดสุยซิน เวิ่นเทียนพลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หลี่จิ่วเต้าไม่ได้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้น
“ไม่อาจเทียบเท่ามิติแห่งนี้ได้? มิติแห่งนี้มีความเป็นมาชวนตื่นตะลึงหรือ?” เขาถาม
“ย่อมมี”
สุยซินกล่าวด้วยอารมณ์ล้ำลึก “ที่นี่มีความเป็นมามากมายถึงขั้นทำให้คนตกใจตายได้…”
แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่ต้องการพูดไปมากกว่านี้ ไม่ได้บอกถึงความเป็นมาอันน่าตื่นตกใจดังกล่าวให้เวิ่นเทียนฟัง
เวิ่นเทียนก็รู้ความยิ่ง ไม่ถามอันใดมากมาย
ขณะนั้นเอง พวกเหลิ่งเม่ยก็มาถึง พวกเขาต้องการประจบหลี่จิ่วเต้าโดยการสังหารสิ่งมีชีวิตจากทั้งสองมิติเช่นกัน
“พวกเจ้าคิดว่าหลี่จิ่วเต้าน่าสะพรึงกลัวจริงหรือ? หาได้เป็นเช่นนั้นเลย”
สุยซินหัวเราะ “เขาออกคำสั่งด้วยตนเอง ทว่ายามนี้กลับไม่มีการเคลื่อนไหวอันใด พวกเจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ? เขาจะไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตทั้งสองมิติฝ่าฝืนข้อห้ามเข้ามายังมิติแห่งนี้หรือ?”
นางกล่าวต่อ “คำตอบชัดเจนยิ่ง เขารู้แต่ไม่กล้าลงมือ เพราะเขากลัว กลัวเกินกว่าจะแสดงตัวและลงมือ”
“เจ้าเป็นใคร? มั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว!”
เหลิ่งเม่ยเอ่ย “คุณชายหลี่กำลังยุ่งอยู่ ไม่ได้สนใจสิ่งใดมาสักระยะแล้ว เจ้ากลับมาวางท่าเสแสร้งเช่นนี้? คิดว่าคุณชายหลี่กลัวเจ้าหรือ?”
นางนึกขัน ไม่เชื่อว่าหลี่จิ่วเต้าจะไม่ปรากฏตัวออกมาเพราะความกลัว
นี่เพราะนางได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งของหลี่จิ่วเต้าด้วยตนเอง ลึกลับไม่อาจหยั่งถึงและไร้เทียมทานอย่างแท้จริง เช่นนั้นจะหวาดกลัวได้เช่นไร
ขณะเดียวกัน นางก็รู้ว่าหลี่จิ่วเต้ากำลังยุ่งกับการศึกษาค้นคว้ายอดโอสถบางอย่าง การที่เขาไม่มาที่นี่นับเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
“ข้าวจะกินอันใดก็ได้ แต่วาจาไม่อาจเอ่ยตามใจชอบได้”
สุยซินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าอารมณ์ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ฆ่าคน ขาข้างหนึ่งของเจ้าเหยียบบนหนทางตายแล้ว ข้าแนะนำให้เจ้าระมัดระวังคำพูดไว้จะดีกว่า หากทั้งสองเท้าก้าวขึ้นมาบนเส้นทางตายเมื่อไหร่ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะต้องจบสิ้น”
………………..