รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1298 ไม่สนใจ เพียงต้องการผ่อนคลาย
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1298 ไม่สนใจ เพียงต้องการผ่อนคลาย
บทที่ 1298 ไม่สนใจ เพียงต้องการผ่อนคลาย
………………..
บทที่ 1298 ไม่สนใจ เพียงต้องการผ่อนคลาย
เมื่ออสูรทั้งหกลากรถม้าเยื้องกรายมาถึงบนฟ้า สิ่งมีชีวิตจากมิติทั้งหลายเบื้องล่างก็คำนับทักทาย
สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่มีผู้อ่อนแอ ต่างอยู่ในขอบเขตมิติทั้งหมด สิ่งมีชีวิตที่ขอบเขตต่ำกว่ามิติไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมครั้งนี้
อีกทั้งพวกเขายังไปถึงระดับลึกล้ำยิ่งในขอบเขตมิติแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ขั้นห้าสิบขึ้นไป
ก้อนอิฐมองลงไปจากหน้าต่างรถม้า ภายในใจเกิดความรู้สึกมากมายไม่รู้เท่าไหร่
สิ่งมีชีวิตมิติจำนวนมากล้วนคำนับให้คุณชาย บารมียิ่งใหญ่เพียงนี้หาใช่สิ่งที่เจ้าของมันอย่างชิงหวั่นจะเทียบเคียงได้อย่างแท้จริง ในตอนสุดท้ายชิงหวั่นอยู่ในขั้นสามสิบหกขอบเขตมิติเท่านั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงการคำนับทักทายจากกลุ่มสิ่งมีชีวิตระดับห้าสิบขอบเขตมิติขึ้นไปเลย
อสูรทั้งหกล้วนองอาจทรงพลังยิ่ง พวกมันไม่ได้เป็นอสูรตัวน้อยเหมือนตอนแรกอีกต่อไป ต่างก็มาถึงขอบเขตมิติแล้ว
แน่นอนว่าพวกมันไม่อาจเทียบได้กับเหล่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องล่าง ความแข็งแกร่งนับว่าแตกต่างกันมาก
แต่พวกมันก็ยังเชิดหน้า ร่างกายเหยียดตรง แสดงถึงความมั่นใจยิ่งยวด
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลี่จิ่วเต้า!
พวกมันลากรถม้าร่อนลงพื้นอย่างแช่มช้า ประตูรถม้าเปิดออก หลี่จิ่วเต้าเดินนำลงมาเป็นผู้แรก
ชายหนุ่มมีผมและดวงตาสีดำ รูปลักษณ์เยาว์วัยหล่อเหล่า สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย ให้ความรู้สึกประหนึ่งก้าวเดินบนวิถีหวนคืนสู่สามัญ
ดวงตาสิ่งมีชีวิตมิติทั้งหมดจับจ้องไปทางหลี่จิ่วเต้า พวกเขาต้องการรู้ว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดมองผ่านหลี่จิ่วเต้าได้
เขาลึกล้ำอย่างหาที่เปรียบมิได้ ประหนึ่งหลุมไร้ก้นบึ้ง นำพาความรู้สึกแข็งแกร่งไร้ที่สิ้นสุดมาสู่พวกเขา
แต่พวกเขาไม่คิดว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งไร้ที่สิ้นสุด ชายผู้นี้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ย่อมมีขีดจำกัด พวกเขาไม่กล้าลงมือตรวจสอบอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ทำให้เป็นเรื่องปกติที่จะมองไม่ออก
หากตรวจสอบเต็มกำลัง พวกเขาเชื่อว่าแม้ไม่อาจมองผ่านหลี่จิ่วเต้าได้ อย่างน้อยก็มองเห็นคร่าว ๆ แน่นอน
ทว่าพวกเขาไม่อาจทำได้
พวกเขาต้องการรู้ความลับมิติแห่งนี้จากหลี่จิ่วเต้า เช่นนั้นแล้วจะกล้าทำสิ่งที่ไร้มารยาทอย่างการตรวจสอบเต็มกำลังได้อย่างไร?
ไม่มีทาง
หากไม่ต้องการสิ่งใดจากหลี่จิ่วเต้า พวกเขาคงไม่มีทางออกมาต้อนรับหลี่จิ่วเต้าเช่นนี้ แม้จะมีก็ไม่มากถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนแข็งแกร่งยิ่ง ทั้งยังไม่เคยเห็นพลังหลี่จิ่วเต้าด้วยตามาก่อน ในใจพวกเขาย่อมมีความคับข้องไม่มากก็น้อย หากไม่มีเรื่องจำเป็นต้องร้องขอ ย่อมไม่มีทางแสดงความเคารพต่อหลี่จิ่วเต้าเช่นนี้
“สวัสดีคุณชายหลี่!”
“คุณชายหลี่เข้าร่วมงานชุมนุม นับเป็นเกียรติอย่างแท้จริง ข้าเฝ้ารอด้วยความยินดียิ่ง!”
พวกเขาต่างก้าวออกมาด้านหน้าทีละคน เยินยอหลี่จิ่วเต้าอย่างต่อเนื่อง แต่ภายในใจไม่ได้คิดเช่นนั้น
แม้พวกเขารู้ชัดแจ้งว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งยิ่ง ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าพวกเขา แต่ในเมื่อไม่เห็นว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็นเรื่องยากนักสำหรับพวกเขาที่จะรักษาความเคารพต่ออีกฝ่าย ส่วนใหญ่ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ทุกท่านให้เกียรติแล้ว”
หลี่จิ่วเต้าตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจคำเยินยอ เขารู้ดีว่าวาจาของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นล้วนเป็นคำพูดพิธีรีตองจอมปลอม
พวกซีเดินลงจากหลังรถม้ามาอยู่ด้านหลังหลี่จิ่วเต้า
“คุณชายหลี่ เชิญ!”
“ทุกท่าน เชิญ!”
สิ่งมีชีวิตจากทุกมิติต่างต้อนรับหลี่จิ่วเต้าและพวกซีเข้าร่วมงานชุมนุม
พริบตาต่อมาก็ปรากฏบันไดสีทองกว้างขวางใต้เท้า หลี่จิ่วเต้าก้าวเดินขึ้นไปทีละขั้น กลีบบุปผาลอยล่องไปทั่วฟ้า ไหลเวียนด้วยจังหวะเต๋าอันเหนือชั้น
งานชุมนุมถูกจัดขึ้นบนยอดหมู่เมฆ
หลี่จิ่วเต้าก้าวย่างแช่มช้า ประหนึ่งเดินบนเส้นทางสวรรค์ สองข้างมีกฎเกณฑ์อันไร้ที่เปรียบปะทุออกมา ชวนอัศจรรย์ใจยิ่ง ทุกมิติต่างให้ความสำคัญกับงานนี้มาก
เส้นทางสวรรค์นี้ ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตขอบเขตมิติเหนือขั้นห้าสิบก็ยังได้รับผลประโยชน์ เกิดการตระหนักรู้เข้าใจ น่าตื่นตะลึงที่สุด
เส้นทางสวรรค์สีทองทอดสู่ยอดหมู่เมฆ ราวกับเข้าไปในแดนพิสุทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยความพิเศษเหนือชั้น
หลี่จิ่วเต้าเดินเข้าไปยังแดนพิสุทธิ์ บนม่านหมอกสีขาวที่กำลังล่องลอยใต้ฝ่าเท้าของเขาเป็นวังใหญ่โตมโหฬารเชื่อมติดกัน อสูรเผ่าวิหคบินไปมา มีเซียนงดงามจำนวนมากถือจานผลไม้ฉ่ำวาวอยู่ด้านใน
เขามองออกว่าผู้จัดงานชุมนุมให้ความใส่ใจยิ่ง นี่นับเป็นงานชุมนุมที่ดีที่สุดที่เขาเข้าร่วม
“คุณชาย เชิญ!”
เหลิ่งเม่ยทะยานเข้ามา รูปลักษณ์เป็นช่วงวัยกลางคน เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสตรีวัยผู้ใหญ่ เย้ายวนแต่ไม่สูญสิ้นความสง่า
นางเชื้อเชิญพวกหลี่จิ่วเต้าไปยังพระราชวังสูงที่สุด
พวกหลี่จิ่วเต้าที่มาถึงพระราชวังสูงสุดสามารถมองเห็นพระราชวังขั้นด้านล่างได้ พระราชวังสูงสุดย่อมไม่ใช่สถานที่ที่ใครก็ได้จะเข้ามานั่ง มีเพียงผู้แข็งแกร่งบนยอดจากแต่ละมิติเท่านั้นที่มาได้
สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต้องนั่งอยู่ในวังด้านล่าง
“คุณชายเชิญนั่งเถิด!”
เหลิ่งเม่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม เชื้อเชิญหลี่จิ่วเต้าขึ้นนั่งด้านบนสุด
“ข้าไม่ใช่เจ้าภาพ อย่าได้ทำเช่นนี้เลย”
หลี่จิ่วเต้ายิ้ม “ข้านั่งที่ใดก็ได้”
กล่าวจบเขาก็หาที่นั่งอย่างไม่เลือกอะไร ก่อนจะนั่งลงไป
พวกซีตามมานั่งลงด้านข้างเขา
เมื่อเห็นหลี่จิ่วเต้านั่งแล้ว พวกเหลิ่งเหม่ยก็ไม่ได้พูดอันใดมาก พากันนั่งลงทีละคน
แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดขึ้นไปนั่งยังตำแหน่งสูงสุด
ด้านบนสุดมีเพียงตำแหน่งเดียว นั่นมีไว้สำหรับหลี่จิ่วเต้า หากสิ่งมีชีวิตอื่นขึ้นไปนั่งย่อมดึงดูดความไม่พอใจอย่างแน่นอน พวกเขาไม่ต้องการแย่งชิงตำแหน่งที่นั่งอันใด ทุกคนจึงหาที่นั่งอื่นกันโดยปริยาย ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับที่นั่งบนสุด
จากนั้นสิ่งมีชีวิตในพระราชวังชั้นอื่นก็เริ่มนั่ง
เพียงไม่นาน สิ่งมีชีวิตที่มาเข้าร่วมงานชุมนุมทั้งหมดก็นั่งลงเรียบร้อย งานเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ลำนำอันไพเราะบรรเลงขึ้น มีเซียนงดงามร่ายรำในพระราชวังทุกชั้น ทว่าไม่มีผู้ใดมองเซียนเหล่านั้นร่ายรำ ความสนใจของพวกเขามุ่งไปที่หลี่จิ่วเต้า
จุดประสงค์งานชุมนุมครั้งนี้คือการได้ความลับจากชายหนุ่ม หาได้เพื่อติดต่อสื่อสารเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกัน
แม้การเต้นรำของเซียนจะงดงามน่าตื่นตะลึงเพียงใด แต่พวกเขาก็ไม่มีใจเพลิดเพลินไปกับมันสักนิด คิดเพียงต้องการรู้ว่าความลับคือสิ่งใด
แต่ทางด้านหลี่จิ่วเต้านั้นแตกต่างออกไป
พวกเขาส่วนใหญ่เพลิดเพลินไปกับการดูเซียนร่ายรำ รวมถึงตัวหลี่จิ่วเต้าด้วย
ครั้งนี้เขาไม่ได้มีความคิดอื่นใด เพียงต้องการผ่อนคลาย เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเหนื่อยเกินไปจากการอ่านสูตรโอสถ ทำให้เกิดความตึงเครียดไปบ้าง จึงต้องการเข้าร่วมงานชุมนุมครั้งนี้เพื่อพักผ่อน
สำหรับการรวบรวมกองกำลัง ให้สิ่งเหล่านี้มาอยู่ใต้บังคับบัญชา เขาไม่ได้คิดเลย
วิหารโบราณลึกลับมุ่งเป้ามาที่มิติแห่งนี้แล้ว เขาเองก็ค่อย ๆ เข้าใจถึงความน่าหวาดเกรงของวิหารโบราณลึกลับ ที่เขาต้องการคือเวลา ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมในการเผชิญหน้ากับวิหารโบราณลึกลับ หากนำสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาอยู่ใต้บังคับบัญชา การเคลื่อนไหวจะใหญ่โตเกินไป เกรงว่าอาจเกิดเรื่องนอกเหนือความคาดหมายขึ้น เขาไม่ลงมือในยามนี้จะดีกว่า
หลี่จิ่วเต้าคิดซื้อเวลาให้คนรอบกายแข็งแกร่งขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่เขาถอนม่านป้องกันออก ยอมให้สิ่งมีชีวิตมิติอื่นเข้ามาได้
“สือเฟิง งดงามหรือไม่?”
ในขณะนั้นเอง ก้อนหินพลันเอ่ยถามสือเฟิง
“งดงาม!”
สือเฟิงตอบกลับจากใจจริง มองดูด้วยความเพลิดเพลิน การร่ายรำของเหล่าเซียนงดงามน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
“งดงามถึงเพียงนั้น? เทียบกับฉินซินแล้วยังงดงามกว่าหรือ?” เจ้าก้อนหินหัวเราะอย่างมีนัย
หลังจากก้อนหินเอ่ยจบ สือเฟิงพลันได้สติกลับมา สีหน้ามืดครึ้มในบัดดล
มารดามันเถิด เจ้าก้อนหินสมควรตาย นี่จงใจวางกับดักใส่เขา!
เขารีบมองไปทางด้านข้าง เห็นฉินซินมองมาด้วยจิตสังหาร
“ภรรยา อย่าได้เข้าใจผิด ข้าบอกว่าปลาในบ่อน้ำงดงามนัก!”
เขารีบอธิบาย
ตรงกลางมีสายทางช้างเผือกผ่านทุกพระราชวัง เหล่าเซียนร่ายรำบนทางช้างเผือก และข้าง ๆ กันก็มีมัจฉากระโจนออกมาเป็นครั้งคราว
“เจ้าคิดว่าข้าเชื่อหรือ!”
ฉินซินถลึงตามองสือเฟิง ทั้งยังบีบต้นขาของผู้เป็นสามีอย่างแรงจนใบหน้าบิดเบี้ยว
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังมีแรงเหลือเฟือ หมายความว่าก่อนหน้านี้ยังน้อยเกินไป คงจะทำได้มากขึ้นกระมัง!” นางกล่าวต่อ
“หา!”
สือเฟิงแทบร้องไห้แล้ว เพียงแค่นี้ก็สามสิบครั้งแล้ว นี่ยังไม่พออีกหรือ?
เขามองเจ้าก้อนหินด้วยความคับแค้นอย่างถึงที่สุด หากไม่ใช่เจ้าก้อนหินที่ขุดหลุมพรางใส่ เขาคงไม่ถูกฉินซินเอ่ยเรื่องนี้ออกมา!
“มองข้าทำไม? มีภรรยาแล้วยังกล้ามองไปทั่ว ไม่ใช่เจ้าต้องโทษตัวเองหรือ!”
เจ้าก้อนหินยิ้มกว้าง
แต่มันก็ยิ้มไม่ออกอีกต่อไป ต้นหลิวตบเข้าที่หัวของมันอย่างแรง
“ทำตัวดี ๆ เสีย เจ้ารบกวนการดูเซียนร่ายรำของข้า!”
ต้นหลิวตำหนิ
“จู้จื่อ มองข้าทำไม มองพวกเซียนร่ายรำสิ!”
อ้ายฉานเอ่ยอย่างอับจนหนทาง จู้จื่อเอาแต่จ้องมองนาง
“ในสายตาข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น” จู้จื่อกล่าวด้วยความเสน่หา
“ชุยช่าน พวกเราเปลี่ยนที่กัน!”
อ้ายฉานทนไม่ไหว พาชุยช่านเปลี่ยนสถานที่
“จู้จื่อ เจ้าอย่าได้หลงผิดเลย รักข้างเดียวไม่นับเป็นรัก ความรักต้องมาจากทั้งสองฝ่าย”
ชุยช่านถอนหายใจ โน้มน้าวจู้จื่ออีกครั้ง
จู้จื่อไม่สนใจชุยช่าน เอาแต่มองทางอ้ายฉาน ทำให้ชุยช่านถอนหายใจอีกครั้ง จู้จื่อช่างน่าสิ้นหวังจริง ๆ
“คุณชาย ข้าขอดื่มคารวะท่าน”
ยามนั้นเอง เหมยเทียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชูจอกสุราขึ้นเอ่ยกับหลี่จิ่วเต้า
“ไม่จำเป็นต้องสุภาพเพียงนั้น”
หลี่จิ่วเต้าคลี่ยิ้ม ยกจอกสุราขึ้นชนทางไกลกับเหมยเทียน
“สิ่งมีชีวิตจากมิติทั้งหลายมารวมตัวกันที่มิติเดียว เกรงว่านี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพราะการที่ทุกคนมานั่งชุมนุมกันเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
เหมยเทียนกล่าว “เหตุผลทั้งปวงล้วนเกี่ยวข้องกับมิติแห่งนี้ คุณชายอยู่ในมิติแห่งนี้ ไม่ทราบว่าคุณชายพอจะบอกบางอย่างให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”
ครั้นเอ่ยจบ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็เงี่ยหูฟังด้วยความประหม่า กลัวคำตอบของหลี่จิ่วเต้า
เหมยเทียนกล่าวออกมาชัดเจนยิ่ง เขาขอให้หลี่จิ่วเต้าบอกรายละเอียดในมิติแห่งนี้
“ทุกคนต่างมารวมตัวกันเพื่อผ่อนคลาย ดังนั้นไม่สนทนาเรื่องเหล่านี้จะเป็นการดีกว่า”
หลี่จิ่วเต้าส่ายศีรษะ ไม่สนใจพูดคุยหัวข้อดังกล่าว
เขารู้ความคิดและจุดประสงค์ของเหมยเทียน รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการถามถึงความลับของมิติแห่งนี้ พิจารณาดูได้จากความพยายามย้ายมิติทั้งหลายมายังมิติแห่งนี้ของวิหารโบราณลึกลับ
เหมยเทียนและสิ่งมีชีวิตต่างมิติทั้งหลายคิดว่าเขารู้ความลับของมิติแห่งนี้ แต่ความจริงแล้ว เขาไม่รู้เลย
ทว่าเขาก็คาดเดาได้ว่าบรรพจารย์ฝูอาจเป็นความลับของมิติแห่งนี้
บรรพจารย์ฝูพิเศษเหนือชั้นเพียงนี้ หากมีคนเอ่ยถึงเรื่องความลับมิติแห่งนี้ เขาก็นึกถึงบรรพจารย์ฝูขึ้นมาทันที
แน่นอน เขาไม่มีทางบอกเรื่องนี้ให้พวกเหมยเทียนรู้
หลี่จิ่วเต้าไม่อยากและไม่สนใจที่จะพูด วันนี้เขามาเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น หาได้อยากสนทนาปัญหาซับซ้อนอันใด
หลังพวกเหมยเทียนได้ยินคำตอบของหลี่จิ่วเต้าแล้ว สีหน้าก็พลันมืดมนถึงขีดสุด
นี่หมายความว่าอย่างไร? ปฏิเสธที่จะบอกความลับกับพวกเขาหรือ?
“คุณชาย คิดเก็บความลับเอาไว้เพียงผู้เดียวหรือ?”
เหมยเทียนยังไม่ยอมแพ้ “เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง ไม่อาจผูกขาดไว้เพียงผู้เดียว หลังจากนี้ยังมีมิติอื่นจำนวนมากตามมา ข้าเชื่อว่าความลับของมิติแห่งนี้ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกเปิดเผยออกมา”
“ถึงยามนั้น ข้อได้เปรียบของคุณชายก็จะหายไป”
เขากล่าวต่อ “คุณชายรู้ชัดเจนว่าความลับมิติแห่งนี้คือสิ่งใด นี่นับเป็นข้อได้เปรียบของคุณชาย พวกเราหวังร่วมมือกับคุณชาย เช่นนี้ยามที่ความลับถูกเปิดเผยออกมา พวกเราก็ช่วยให้คุณชายฉกฉวยโอกาสได้ ไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากมิติอื่นมาเอาเปรียบ”
“ถูกต้องคุณชาย”
เหลิ่งเม่ยสมทบ “พลังมิติแห่งนี้ธรรมดาเกินไป สิ่งมีชีวิตที่ตามมาต้องแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด พวกเราร่วมมือกันย่อมเป็นทางเลือกดีที่สุด สามารถรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้”
พวกเขาคิดว่าหลี่จิ่วเต้าต้องรู้แน่ว่าความลับคือสิ่งใด เพียงแต่ไม่อาจควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
หากหลี่จิ่วเต้าควบคุมความลับได้อย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นที่วิหารโบราณลึกลับจะต้องส่งพวกเขามาที่นี่
เห็นได้ชัดเจนยิ่ง ความลับยังไม่ปรากฏออกมาอย่างแท้จริง แต่ต้องมาในเร็ววันนี้ ไม่เช่นนั้นวิหารโบราณลึกลับคงไม่ส่งพวกเขามา
พวกเขาต้องการร่วมมือกับหลี่จิ่วเต้าเพื่อเตรียมการล่วงหน้า เมื่อความลับปรากฏออกมา พวกเขาก็ยังสามารถครอบครองความได้เปรียบเอาไว้ได้
“เฮ้อ…” หลี่จิ่วเต้าถอนหายใจ “พวกเราหยุดพูดเรื่องปัญหาซับซ้อนเหล่านี้ไม่ดีหรือ? เพียงแค่ดื่มสุราสนทนากันไม่ได้หรือ?”
เขาไม่สนใจพูดคุยเรื่องนี้จริง ๆ เพียงต้องการดื่มสุราและสนทนาอย่างเรียบง่าย
ดื้อดึงถึงเพียงนี้เชียว?
พวกเหมยเทียนพากันขมวดคิ้ว
หลี่จิ่วเต้าเป็นอันใด? คิดจริงหรือว่าเพียงกุมความลับเอาไว้จะรักษาความได้เปรียบได้?
สิ่งมีชีวิตที่ตามมาภายหลังต้องแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าแน่อน หลี่จิ่วเต้าพึ่งพาตนเองเพียงลำพังจะรับมือได้อย่างไร เขาผยองเกินไปจริง ๆ
“คุณชาย พวกข้าไม่ใช่ศัตรู และไม่มีความขัดแย้งอันใดกัน ความลับไม่อาจเก็บไว้เพียงลำพัง วิหารโบราณลึกลับไม่มีทางพาไปด้วยเพียงคนเดียว”
เหมยเทียนยังคงไม่ยอมแพ้ “คุณชายบอกความลับให้แก่พวกข้า จากนั้นก็ร่วมมือกันเตรียมตัว เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราค่อยเข้าไปยังวิหารโบราณลึกลับเพื่อร่วมมือกันไม่ดีหรือ?”
“ใช่ คุณชายไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิปักษ์กับพวกข้าถึงเพียงนี้ พวกเราไม่จำเป็นต้องคว้าชัยชนะในศึกตัดสิน ย่อมร่วมมือได้อย่างเต็มที่เพื่อเข้าวิหารโบราณลึกลับร่วมกัน” เหลิ่งเม่ยกล่าว
“ลืมมันเสียเถิด ดูเหมือนว่าข้าจะไม่เหมาะกับการเข้าร่วมงานชุมนุม”
หลี่จิ่วเต้าหยัดกายขึ้นยืน เตรียมตัวจากไป
………………..