รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1297 หดหู่ไร้คำพูด การข่มขู่ไม่ได้ผล
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1297 หดหู่ไร้คำพูด การข่มขู่ไม่ได้ผล
บทที่ 1297 หดหู่ไร้คำพูด การข่มขู่ไม่ได้ผล
………………..
บทที่ 1297 หดหู่ไร้คำพูด การข่มขู่ไม่ได้ผล
หลี่จิ่วเต้า!
ชื่อนี้หวนกลับมาในหัวของสิ่งมีชีวิตจากทุกมิติ สาเหตุหลังเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้รับสิ่งใดเลย แม้ค้นหาทั่วมิติต้นกำเนิดหลายครั้งก็ไม่พบสิ่งใดแปลกประหลาด ไม่มีเบาะแสสักนิด
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่มีทางประสบผลแน่
เว้นแต่พวกเขาจะอดทนรอให้ความลับปรากฏขึ้นมาเอง ทว่าความลับจะปรากฏขึ้นมาเองหรือ?
“ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากความลับมิติแห่งนี้จะปรากฏออกมา ดังนั้นวิหารโบราณลึกลับจึงส่งพวกเรามาที่นี่เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้า”
ผู้ที่เอ่ยออกมาเป็นบุรุษวัยกลางคนที่มีแววตาลึกล้ำสุดขีด ลมหายใจที่แผ่ออกมาน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เขามีนามว่าเหมยเทียน มาจากมิติเบิกดารา ครอบครองพลังขั้นหกสิบแปดขอบเขตมิติ ส่วนมิติเบิกดารานับได้ว่าติดอยู่ในมิติห้าอันดับแรกในปัจจุบัน พลังของสิ่งมีชีวิตในมิตินี้สูงล้ำยิ่ง แข็งแกร่งยิ่งกว่ามิติอื่น
“จริง”
สตรีงามล้ำผู้มีเส้นผมสีทองเปล่งประกายเอ่ยออกมา นางมีนามว่าเหลิ่งเม่ย มาจากมิติหมื่นสมุทร
ในมิติแห่งนี้ไม่มีแผ่นดิน เต็มไปด้วยมหาสมุทรไร้ที่สิ้นสุด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์ทะเล
เหลิ่งเม่ยเองก็เป็นสัตว์ทะเลเช่นเดียวกัน เป็นเผ่ามนุษย์เงือก
“ความลับกำลังจะปรากฏขึ้นแน่ วิหารโบราณลึกลับจึงส่งพวกข้ามาที่นี่”
นางมองด้วยสายตามั่นคง “คิดดูให้ดี หากวิหารโบราณลึกลับต้องการให้พวกเรามาหาความลับในมิติแห่งนี้ เหตุใดจึงต้องส่งพวกเรามาตอนนี้ด้วย? ส่งพวกเรามาตั้งแต่เริ่มไม่ดีกว่าหรือ?”
นางแสดงความสงสัยออกมา
“ข้าคิดว่าเดิมทีวิหารโบราณลึกลับอาจไม่ได้สนใจมิติแห่งนี้ แต่หลังจากนั้นก็สัมผัสได้ว่าความลับมิติแห่งนี้กำลังจะปรากฏขึ้น วิหารโบราณลึกลับถึงได้ส่งพวกเรามา”
นางกล่าวต่อ “ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพียงแค่รอให้ความลับปรากฏออกมาเท่านั้น”
“วาจาเจ้ามีเหตุผลนัก”
“ข้าเองก็คิดว่าความจริงเป็นเช่นนั้น”
สิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยพยักหน้าเห็นด้วยกับการคาดเดาของเหลิ่งเม่ย
“แต่พวกเราจะรอเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ? หลังจากนี้ย่อมมีมิติมาเพิ่มอีกแน่ ถึงยามนั้นทุกคนต้องมาแย่งชิงกันหรือ?”
มีสิ่งมีชีวิตหนึ่งเอ่ยออกมา เป็นงูเหินตนหนึ่ง
ร่างของมันเป็นสีดำราวกับน้ำหมึก เกล็ดงูสะท้อนแสงเย็นเยียบ ณ จุดที่มันนอนอยู่ ประหนึ่งทิวเขาทอดตัวยาวต่อเนื่อง
ยามที่มันพูด ดวงตาอสรพิษสีแดงทอประกายวาววับ ดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าคิดว่าพวกเราควรไปหาหลี่จิ่วเต้า!”
มันแสดงความคิดเห็นออกมา “ไม่ต้องสงสัยเลย หลี่จิ่วเต้าต้องเข้าใจในความลับบางประการ ไม่เช่นนั้นเขาจะก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงล้ำในมิติแห่งนี้ได้อย่างไร?”
สภาพแวดล้อมของมิติแห่งนี้เทียบกับมิติอื่นแล้วไม่นับว่าดีแต่อย่างใด ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่
ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ขอบเขตที่สิ่งมีชีวิตไปถึงได้ย่อมมีขีดจำกัด ไม่อาจบรรลุขั้นสูงเกินไป
ทว่าหลี่จิ่วเต้ากลับขึ้นไปอยู่บนจุดสูงล้ำ ครอบครองพลังที่ไม่อาจหยั่งถึง นี่ไม่อาจบรรลุได้ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้
มันไม่จำเป็นต้องอธิบาย สิ่งมีชีวิตจากมิติอื่นก็รู้เช่นเดียวกันว่าหลี่จิ่วเต้ามีโอกาสอย่างมากที่จะเข้าใจความลับมิติแห่งนี้ นี่เป็นความจริงที่ไม่จำเป็นต้องโต้แย้ง
แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องไปหาหลี่จิ่วเต้า พวกเขาทั้งหมดต่างเงียบลง ไม่มีใครตอบรับคำพูดของงูเหิน
หลี่จิ่วเต้าลึกล้ำเกินหยั่งถึงอย่างแท้จริง ภายในใจพวกเขาไม่มีความมั่นใจแต่อย่างใด
หากไม่ใช่เช่นนี้ ไฉนจะต้องให้งูเหินพูดด้วย พวกเขาคงไปหาหลี่จิ่วเต้าตั้งแต่เข้ามาในมิติแห่งนี้แล้ว
“ทุกท่าน พวกเราไปหาหลี่จิ่วเต้าเถิด แต่ไม่ต้องลงมืออันใด” งูเหินเอ่ย “พวกเรายังเจรจากับหลี่จิ่วเต้าได้”
มันพูดสิ่งที่คิดออกมา
“พวกเราจัดงานชุมนุมขึ้นมา จากนั้นก็ชวนเขามาเข้าร่วม ระหว่างนี้พวกเราก็สนทนากับเขาได้ ขณะเดียวกันจะได้หยั่งเชิงความแข็งแกร่งของเขาด้วย” มันกล่าว
พูดตามตรง หากต้องสู้กับหลี่จิ่วเต้า มันเองก็ไม่มั่นใจแต่อย่างใด
อย่างไรเสียมิติจำนวนมากก่อนหน้านี้ก็ตกไปอยู่ในเงื้อมมือหลี่จิ่วเต้า เช่นนั้นแล้ว เขาต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน มันไม่อาจคาดเดาได้จริง ๆ
“จัดงานชุมนุมก็ดี!”
เหลิ่งเม่ยพยักหน้า “ทุกคนต่างมาจากคนละมิติ ดังนั้นจัดงานชุมนุมขึ้นมาย่อมสมเหตุสมผล เขาไม่น่าจะปฏิเสธ”
ข้อเสนอนี้ได้รับการเห็นพ้องจากสิ่งมีชีวิตอื่น
พวกเขาเพียงได้ยินว่าหลี่จิ่วเต้าแข็งแกร่งยิ่ง แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเพียงใด พวกเขาต้องการรู้ในจุดนี้ด้วย
อีกทั้งหากพวกเขาสามารถเจรจากับหลี่จิ่วเต้าได้ด้วยดีในงานชุมนุม หลี่จิ่วเต้าอาจยินดีบอกเล่าความลับให้พวกเขา นั่นนับว่าเป็นหนทางที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
แน่นอน ความเป็นไปได้นี้ต่ำมากจนแทบไม่มีเสียด้วยซ้ำ
ความลับสำคัญเช่นนี้ ไฉนหลี่จิ่วเต้าจะยอมบอกพวกเขาโดยง่ายเล่า
แต่อย่างไรเสียก็ต้องลองดู หากไม่ลองแล้วจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร
“ดี เช่นนั่นพวกเราก็มาเตรียมตัวกันเถิด”
หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหว เลือกอาณาจักรที่มีสภาพแวดล้อมดีเยี่ยม และจัดเตรียมงานให้ออกมาอย่างดีที่สุด
เมื่อจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เหมยเทียนที่เป็นตัวแทนจึงไปหาพวกต้นหลิว พวกเขาไม่รู้ว่าหลี่จิ่วเต้าอยู่ที่ได้ ได้แต่ฝากคำพูดผ่านไปทางพวกต้นหลิวเท่านั้น
“ชุมนุม?”
ต้นหลิวเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าสิ่งมีชีวิตมิติเหล่านั้นจะจัดงานชุมนุมขึ้นมา
แต่แล้วเขาก็เข้าใจ
สิ่งมีชีวิตมิติเหล่านี้ต้องการทราบความลับมิติแห่งนี้ผ่านคุณชาย
เมื่อเห็นเช่นนั้นเหมยเทียนจึงกล่าวว่า “พวกข้าชื่นชมคุณชายหลี่มานาน กล่าวตามตรง เหตุผลในการจัดงานชุมนุมครั้งนี้ขึ้นมา จุดประสงค์หลักก็เพราะพวกเราต้องการพบคุณชายหลี่ หวังว่าท่านจะช่วยส่งต่อเรื่องนี้ถึงคุณชายหลี่ พวกเราต่างหวังว่าคุณชายหลี่จะมาเข้าร่วมงานชุมนุมได้”
“ข้าจะไปถามคุณชายให้”
ต้นหลิวจากไป และกลับสู่ลานเล็กในเมืองชิงซาน
หลี่จิ่วเต้ากำลังศึกษาสูตรโอสถในห้องหนังสือ หลังได้ยินว่าต้นหลิวมา เขาก็วางสูตรโอสถในมือลงและเดินออกไป
“คุณชาย!”
ต้นหลิวทักทายหลี่จิ่วเต้าด้วยความเคารพ จากนั้นก็บอกเรื่องงานชุมนุมให้หลี่จิ่วเต้าทราบ
“งานชุมนุมหรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ย่อมได้ ตอนนี้ข้าอ่านสูตรโอสถมากเกินไปแล้ว รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ไปร่วมงานชุมนุมเพื่อผ่อนคลายสักหน่อยย่อมไม่เป็นไร”
“ข้าจะกลับไปบอกพวกเขา”
ต้นหลิวจากไป เหมยเทียนยังคงรอเขาอยู่ที่เดิม ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็กลับไปบอกเหมยเทียนว่าคุณชายจะไปร่วมงานชุมนุม
“คุณชายหลี่จะมาเข้าร่วมหรือ นับเป็นเรื่องดีอย่างแท้จริง”
เหมยเทียนอดตื่นเต้นไม่ได้ ขอบคุณต้นหลิวครั้งแล้วครั้งเล่า “หลังจากนี้สามวัน พวกข้าจะแจ้งให้สิ่งมีชีวิตอื่นทราบ จัดงานชุมนุมยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน รบกวนท่านช่วยบอกคุณชายหลี่ด้วย”
“ได้” ต้นหลิวพยักหน้า
เหมยเทียนกล่าวอำลา ไปรวมตัวกับพวกเหลิ่งเม่ยเพื่อแจ้งเรื่องให้ทราบ
“ยอดเยี่ยม!”
“ข้าก็กลัวว่าเขาจะไม่มา หากเป็นเช่นนั้นคงลำบากแย่”
พวกเหลิ่งเม่ยแย้มยิ้ม พากันพูดอย่างดีอกดีใจ ตราบใดที่หลี่จิ่วเต้ามาก็เป็นอันใช้ได้ กลัวแต่เพียงหลี่จิ่วเต้าจะเมินเฉยและไม่ยอมมา
จากนั้นพวกเขาต่างแยกย้ายออกไปแจ้งให้สิ่งมีชีวิตตนอื่นทราบ
งามชุมนุมครั้งนี้ยิ่งมีผู้เข้าร่วมมากเท่าใดยิ่งดีเท่านั้น สิ่งมีชีวิตจำนวนมากหมายถึงพวกเขาเคารพหลี่จิ่วเต้ามาก ทำให้หลี่จิ่วเต้ารู้สึกซาบซึ้ง
…
“พวกเขาระมัดระวังตัวมากเกินไปแล้ว!”
“เฮ้อ ไยพวกเขาไม่กล้าสู้กับหลี่จิ่วเต้าเล่า?”
สิ่งมีชีวิตจากสองมิติเอ่ยไม่หยุด
พวกเขามองเห็นเหตุการณ์ภายในมิติต้นกำเนิด และรู้ว่ากำลังเกิดเรื่องอันใดขึ้น
พวกเขาผิดหวังนัก หาได้ต้องการเห็นงานชุมนุม แต่ต้องการเห็นสิ่งมีชีวิตจากทุกมิติร่วมมือกันเพื่อจัดการหลี่จิ่วเต้า
หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าแพ้หรือชนะ พวกเขาล้วนมีความสุขแน่นอน
เนื่องจากหากทุกมิติชนะ พวกเขาย่อมไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป สามารถเข้าไปยังมิติต้นกำเนิดได้
ส่วนหากทุกมิติพ่ายแพ้ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร พวกเขายังคงยินดีเช่นกัน
เพราะพวกเขาจะมีเพื่อนร่วมชะตา คราวนี้ทุกมิติจะถูกขับไล่ออกมา ไม่ได้มีเพียงพวกเขาที่โดนแบ่งแยก
น่าเสียดายที่พวกเขาทำได้เพียงแค่คิด
พวกเขาไม่อาจเข้าไปในมิติต้นกำเนิดได้ และไม่อาจทำหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
…
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยามรุ่งสาง ดวงตะวันกำลังขึ้น หลี่จิ่วเต้าก็ตื่นเรียบร้อยแล้ว
ลั่วสุ่ยเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ในมือมีอุปกรณ์ล้างหน้าอยู่
“อรุณสวัสดิ์”
ทันทีที่หลี่จิ่วเต้าล้างหน้าเสร็จ ลั่วสุ่ยก็ยื่นผ้าที่เตรียมไว้ให้
นางทำเช่นนี้ทุกวันจนกลายเป็นความคุ้นชินไปเสียแล้ว
“ลั่วสุ่ย ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ข้ายังหนุ่มนัก มีมือมีเท้า ยังไม่ถึงเวลาให้คนมาคอยปรนนิบัติ ข้าล้วนทำด้วยตนเองได้”
หลี่จิ่วเต้าเอ่ยอย่างอับจนหนทาง
ในฐานะผู้ที่มาจากดาวเคราะห์สีฟ้า แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมได้แทรกซึมอยู่ในใจตั้งแต่แรก เขาไม่อาจเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกยามถูกคนปรนนิบัติได้จริง ๆ
เขาบอกกับลั่วสุ่ยหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด วันนี้ยามเขาตื่นนอนมักเห็นลั่วสุ่ยยืนรอเขาล้างหน้า
“เข้าใจ ครั้งหน้าจะไม่มีอีกแล้ว”
ลั่วสุ่ยหัวเราะคิกคัก “คุณชาย ข้าไปทำข้าวเช้าแล้ว”
ครั้งหน้าไม่มีอีก?
ครั้งหน้ายังมีอีกจึงจะถูก!
หลี่จิ่วเต้ามีสีหน้าอับจนหนทาง ลั่วสุ่ยกล่าวทุกรอบว่าครั้งหน้าไม่มีอีก แต่ทุกเช้าที่เขาตื่นมาก็ล้วนเห็นลั่วสุ่ยรอเขาล้างหน้า
ยังมีเรื่องการทำข้าวเช้าอีก
ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเขาที่ทำอาหารเช้า แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไป ลั่วสุ่ยรับหน้าที่ทำอาหารเช้าแทน
ลั่วสุ่ยแอบเรียนการทำอาหาร ทั้งยังทำได้อร่อยนัก เป็นรองเพียงเขาเท่านั้น
เขาส่ายหน้า เรื่องทำอาหารเช้าเขาก็บอกลั่วสุ่ยอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้ผลสักครั้ง เช้าวันต่อมาลั่วสุ่ยก็จะรีบไปทำอาหารเช้าอยู่เสมอ
จากนั้นชายหนุ่มก็ออกไปรำมวยไทเก๊กในลานเล็ก ขยับมือเท้าฝึกฝนร่างกาย
ยามนี้ร่างกายทุกด้านของเขาไม่ธรรมดา หากไม่ออกกำลังก็ไม่เป็นอันใด แต่เขาติดคุ้นชินมานานแล้ว หากไม่ได้รำมวยไทเก๊กในตอนเช้า ก็มักรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางสิ่งขาดหายไป
เต่าชราตนนี้คือเต่าที่ติดตามซีเดินทางมาโดยตลอด หลังจากนั้นก็อาศัยอยู่ในลานเล็ก
ครั้งแรกที่ได้พบกับหลี่จิ่วเต้า มันดูแคลนและคิดว่าหลี่จิ่วเต้าเป็นเพียงปุถุชนผู้หนึ่ง
หลังจากนั้นมันก็ตระหนักได้ว่าตนเองคิดผิดมหันต์ หลี่จิ่วเต้าทรงพลังอย่างไม่อาจหยั่งถึง
หลังหลี่จิ่วเต้ากลับมายังลานเล็ก มันก็ตื่นมารำมวยทุกเช้ากับอีกฝ่าย ทว่าก็ยังไม่อาจเรียนรู้จนถึงแก่นแท้ได้ มวยของหลี่จิ่วเต้าดูเรียบง่าย แท้จริงแล้วกลับลึกล้ำไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด ไม่อาจเรียนรู้โดยง่าย มันทำได้เพียงเข้าใจแบบผิวเผินเท่านั้น
หลังหนึ่งคนหนึ่งเต่ารำมวยจนเสร็จสิ้น เต่าชราก็คลานกลับเข้าไปในบ่อน้ำ ส่วนหลี่จิ่วเต้านั้นเดินไปยังศาลา
ลั่วสุ่ยเตรียมข้าวเช้าเอาไว้บนโต๊ะเรียบร้อย
พวกเขานั่งลงทานข้าวเช้า
ซีไม่ได้อยู่ที่นี่
“ระหว่างเจ้ากับซีเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ยามทานข้าวเช้า หลี่จิ่วเต้าอดถามลั่วสุ่ยไม่ได้
เนื่องจากนี่เป็นเรื่องที่แปลกยิ่ง
ซีและลั่วสุ่ยมักหายตัวไปอย่างลึกลับเสมอ ไม่ซีหายก็เป็นลั่วสุ่ยที่หาย ระยะเวลาหายไปก็ไม่นานนัก เพียงประมาณห้าหรือหกวันเท่านั้น
อีกทั้งเรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
ครั้งนี้ซีหายตัวไปสองวันแล้ว
“อ้อ ไม่มีเรื่องอันใด” ลั่วสุ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
นี่ย่อมเป็นผลพวงของรางวัล
นางและซีได้รับรางวัลจำนวนมาก พวกนางต่างใช้รางวัลเพื่ออยู่ลำพังกับหลี่จิ่วเต้า
“พวกเจ้า…”
หลี่จิ่วเต้าเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง เขาเคยถามกับซี แต่ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน
ตอนนั้นเองซีก็กลับมา
“สองวัน เจ้าอย่าได้จำผิด!”
ทันทีที่ซีกลับมา ลั่วสุ่ยก็รีบวิ่งไปเตือนซีทันที กลัวว่าซีจะจำระยะเวลาผิด
ก่อนหน้านี้พวกนางตกลงกันที่หกวัน เพียงแต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง ทุกคนต่างต้องการเข้าร่วมงานชุมนุม
“สองวันอันใด สองวันกับอีกหนึ่งคืน ทั้งยังเป็นเช้าตรู่!” ซีกล่าว คำนวณแจกแจงออกมา
“นับเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?”
“ไยจึงไม่ได้! เรื่องเวลาจำเป็นต้องนับให้แม่นยำ!”
“บอกได้หรือไม่ว่าพวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่?”
ขณะนั้นเอง หลี่จิ่วเต้าก็เข้ามาถามด้วยความสงสัย
“ไม่ได้!”
“ไม่ได้!”
ซีกับลั่วสุ่ยเอ่ยว่าไม่ได้ออกมาพร้อมกัน ชายหนุ่มรู้สึกผิดหวัง ได้แต่ยอมแพ้โดยดี
ทว่ายิ่งเขาคิดมากเท่าใดก็ยิ่งอารมณ์เสียมากเท่านั้น จึงเอ่ยออกมาอย่างกระฟัดกระเฟียดว่า “พวกเจ้าหาย ข้าเองก็หายด้วย! ไฉนมีเพียงพวกเจ้าที่หายไปโดยไร้เหตุผลได้! ข้าเองก็จะโผล่มาและหายไปหลายวันเช่นเดียวกัน!”
“คุณชาย!”
“พวกข้ามาแล้ว!”
ในตอนนั้นเอง หลิงอินและเซี่ยเหยียนก็มาถึงเพื่อที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมกับหลี่จิ่วเต้าด้วย
อสูรลากรถม้าทั้งหกอยู่ในลานเล็กเรียบร้อย
พวกหลี่จิ่วเต้าขึ้นไปบนรถม้า อสูรทั้งหกลากรถม้าข้ามผ่านความว่างเปล่า ออกไปจากลานเล็ก
ด้านในรถม้า หลี่จิ่วเต้ายังคงพูดถึงเรื่องตนเองหายตัวไป แต่ซีกับลั่วสุ่ยยังคงเมินเฉย นี่ทำให้เขาหงุดหงิดอย่างยิ่ง
อันใดกัน ไม่สนใจเขาถึงเพียงนี้เลย?
ชายหนุ่มรู้สึกหดหู่จนพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าการข่มขู่ของตนจะไร้ผล
ใช้เวลาเพียงไม่นาน พวกเขาก็มารวมตัวกับพวกต้นหลิว หลี่จิ่วเต้าบอกให้พวกต้นหลิวขึ้นมาบนรถม้า
ด้านในรถม้ากว้างใหญ่ยิ่ง ประหนึ่งอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บรรจุคนจำนวนมากได้โดยไร้ปัญหา
พวกเขามาถึงอาณาจักรที่จัดงานชุมนุมอย่างรวดเร็ว
อาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก เมื่ออสูรทั้งหกปรากฏตัว สิ่งมีชีวิตต่างตรงเข้ามาต้อนรับหลี่จิ่วเต้า
ภายในใจพวกเขาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่เคยพบเห็นหลี่จิ่วเต้ามาก่อน ในที่สุดตอนนี้ก็ได้พบคนผู้นี้แล้ว พวกเขาต่างเต็มไปด้วยการเฝ้ารอ
………………..