รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว - บทที่ 1260 หมดคำบรรยาย ชาวาบที่ได้เห็น!
- Home
- All Mangas
- รู้สึกตัวอีกที ข้าก็เป็นเซียนซะแล้ว
- บทที่ 1260 หมดคำบรรยาย ชาวาบที่ได้เห็น!
บทที่ 1260 หมดคำบรรยาย ชาวาบที่ได้เห็น!
………………..
บทที่ 1260 หมดคำบรรยาย ชาวาบที่ได้เห็น!
วิหารโบราณลึกลับของปลอมจุติ สร้างความเชื่อถือให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นเพียงขั้นแรก
การหลอกล่อร่างต้นของหลี่จิ่วเต้าออกมารวมถึงร่างต้นของสิ่งมีชีวิตตนอื่นต่างหากคือประเด็นสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่พวกเขาต้องการบรรลุ
ส่วนกลอุบายนั้น พวกเขาคิดไว้แล้วตั้งแต่คราวก่อสร้างวิหารโบราณลึกลับปลอม
“ทุกท่าน มาเถิด”
ใบหน้าหานว่านเชียนมีรอยยิ้มสดใส บอกกับสิ่งมีชีวิตในวิหารโบราณลึกลับทั้งหลาย
ทว่า รอยยิ้มนั้นดูชั่วช้าน่ารังเกียจอย่างยิ่งยวด
ในห้วงลึกแต่ละจุดของจักรวาล ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’ กำลังจับตาดูสถานการณ์ที่นี่ หลังพวกเขาเห็นรอยยิ้มเช่นนี้บนใบหน้าหานว่านเชียนก็พากันกัดฟันกรอด อยากตบหานว่านเชียนสักฉาด
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในวิหารโบราณลึกลับก็ไม่ชอบใจกับรอยยิ้มนี้ของหานว่านเชียนเช่นกัน
ทว่าพวกเขาหารือกันแล้ว หานว่านเชียนคือผู้ที่ต้องออกไปเคลื่อนไหว
จากนั้นพวกเขาก็ฝืนทนกับความระคายใจ ถ่ายทอดพลังไปให้หานว่านเชียน ช่วยสร้างบารมีให้หานว่านเชียนกลายเป็นสมาชิกวิหารโบราณลึกลับสมเกณฑ์
บรรดา ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’ ที่จับตาดูสถานการณ์ตรงนี้ก็พากันลงมือ ลอบถ่ายทอดพลังไปให้
หากพวกเขาไม่ถ่ายทอดพลัง หานว่านเชียนน่ะหรือจะออกไปหลอกผู้ใดได้ ต้องถูกจับได้ในบัดดล เผยไต๋ในทันใดแน่นอน
“ประเสริฐ! บัดนี้ข้ายังคิดว่าตัวข้าเองคือสมาชิกวิหารโบราณลึกลับตัวจริง!”
หานว่านเชียนรู้สึกดีกับตัวเองเป็นหนักหนา ยิ้มออกมาอีกครา
เพียงแต่รอยยิ้มที่ว่าดูอย่างไรก็ต่ำช้าถึงขีดสุด น่ารังเกียจเป็นหนักหนา เป็นหน้าตาของคนถ่อยได้หน้าอย่างแท้จริง
ช่วยไม่ได้ หานว่านเชียนก็ไม่อยากทำเช่นนี้
ทว่า เมื่อนึกถึงเรื่องที่เขาจะกลายเป็นสมาชิกวิหารโบราณลึกลับ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องยำเกรงเคารพต่อเขา รวมถึงหลี่จิ่วเต้าที่เขาชิงชังที่สุด เขาก็อดยิ้มเช่นนี้ไม่ได้
“ระวังสีหน้าของเจ้าด้วย ออกไปแล้วอย่าได้ยิ้มเช่นนี้อีก มิฉะนั้นทุกสิ่งที่พวกเราวางแผนจะต้องย่อยยับ!”
จ้าวแดนฝังศพทนไม่ไหว เอ่ยเตือนหานว่านเชียน
เขายังกล่าวอีกด้วยว่าหากหานว่านเชียนควบคุมสีหน้าไม่ได้ พวกเขาจะเปลี่ยนคน
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็สำคัญอย่างยิ่งยวด ประกอบกับพวกเขาพยายามบากบั่นมาตั้งนาน ไม่อาจล้มเหลวเพียงเพราะหานว่านเชียนควบคุมสีหน้าไม่ได้
เช่นนั้นพวกเขาต้องสติแตกแน่!
“ใช่แล้ว! เลิกยิ้มเช่นนี้เสียที!”
“พอเจ้ายิ้มเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่าเจ้าเป็นตัวปลอม! บารมีและบุคลิกสูงส่งที่พวกเราลำบากฟูมฟักออกมาให้เจ้าจะพังครืนในทันที!”
‘ตัวแปรผิดแผก’ อย่างพวกอสูรสีเขียวต่างพากันปริปาก
ยามหานว่านเชียนยิ้ม ช่างให้ความรู้สึกคนถ่อยได้หน้ามากจริง ๆ
สมาชิกวิหารโบราณลึกลับตัวจริงไฉนเลยจะเป็นเช่นนี้
เป็นไปไม่ได้!
พวกเขาล้วนเคยพบสมาชิกวิหารโบราณลึกลับมาก่อน เย็นชา ถือตัว มองทุกอย่างต่ำกว่าตนเอง ผู้ใดเป็นอย่างหานว่านเชียนบ้าง
เมื่อได้ยินว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องการเปลี่ยนตัวเขา หานว่านเชียนก็ร้อนใจในฉับพลัน
“ทุกท่านวางใจ ข้าไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว!”
เขารีบควบคุมสีหน้า ไม่ได้ยิ้มเช่นนั้นอีก
“ระวังตัวไว้ หลังออกไปแล้วห้ามเผยไต๋เพราะเหตุผลส่วนตัวของเจ้าเด็ดขาด หาไม่แล้วพวกเราจะหั่นเจ้าเป็นชิ้น ๆ!”
อสูรสีเขียวเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยประกายดุดัน
“ไม่อีกแล้ว”
หานว่านเชียนควบคุมสีหน้าได้ดีมาก เย็นชาไร้เยื่อใย มองทุกอย่างต่ำกว่าตนเอง
จากนั้นเขาก้าวออกไป แล้วยืนอยู่เบื้องหน้าวิหารโบราณลึกลับปลอม
แน่นอนว่าเขาปรับเปลี่ยนรูปโฉม ไม่มีทางเผยตัวด้วยดวงหน้าเดิม ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ในมิตินี้มาแสนนาน ไม่แน่ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตที่จำหน้าเขาได้ จนเป็นผลให้แผนการล้มเหลว
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเพิ่มพูนพลังให้กับหานว่านเชียน ชั่วพริบตานั้น ร่างของหานว่านเชียนปรากฏในทุกหนแห่งของมิตินี้ ไม่มีส่วนใดขาดตกไป
หลังบรรดาสิ่งมีชีวิตที่วิหารโบราณลึกลับส่งมาเห็นภาพร่างของหานว่านเชียนก็พลันเครียดขึ้นมาในบัดดล
ต่อให้เป็นพวกมั่นใจว่าตนนั้นแข็งแกร่ง คว้าชัยชนะสุดท้ายมาได้ยังไม่เหลือความโอหัง ถ่อมตัวขึ้นมากะทันหัน ก้มศีรษะให้หานว่านเชียน
“บ้าเอ๊ย อยากตบเขาสักฉาดนัก!”
“ลืมหน้าตาประหนึ่งคนถ่อยได้หน้าของเขาเมื่อครู่ไม่ได้จริง ๆ!”
ในห้วงลึกเอกภพต่าง ๆ เหล่า ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’ ก่นด่าเสียงเบา ต่อให้หานว่านเชียนควบคุมสีหน้าตัวเองได้แล้ว แต่พวกเขายังลืมสีหน้าคนถ่อยได้หน้าของหานว่านเชียนเมื่อคราวอยู่ในวิหารไม่ลง นึกแล้วอยากหวดเขาสักที
…
“การแสดงเริ่มขึ้นแล้ว…”
หลี่จิ่วเต้าหัวเราะในใจ มองเห็นทุกอย่างแต่แรก
เขานั่งดูหานว่านเชียนแสดง
นั่งดูที่ไม่ใช่การเปรียบเปรย หากแต่นั่งดูอยู่จริง ๆ
ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ในมือมีพัดกระดาษเล่มหนึ่ง ทอดมองการแสดงของหานว่านเชียนอย่างสบายใจ
“สุขุมถึงเพียงนี้เชียว!”
“ทรงพลังอย่างแท้จริง แม้แต่สมาชิกวิหารโบราณลึกลับยังไม่เห็นในสายตา!”
ด้านหลังหลี่จิ่วเต้า บรรดาสิ่งมีชีวิตที่ถูกรับเป็นพรรคพวกเห็นท่าทางเยือกเย็นของหลี่จิ่วเต้าแล้วต่างตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวด
ยามภาพร่างหานว่านเชียนปรากฏ พวกเขาต่างกลัวแทบตาย ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองหานว่านเชียน
ผลปรากฏว่า หลี่จิ่วเต้าไม่เห็นหานว่านเชียนในสายตาสักนิด นี่หรือคือความต่างระหว่างพวกเขากับผู้ทรงพลัง
“บ้าจริง! เก่งกล้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เริ่นอู้ตาโต ยามนี้ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าจักรพรรดินีไม่ได้หลอกเขา
เทียบกับหลี่จิ่วเต้าแล้ว เขามิได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย ห่างชั้นจนจินตนาการไม่ออก
หลี่จิ่วเต้าผู้นี้ไม่มีทางเบื่อจนปั่นหัวเขาเช่นนั้น ทั้งหมดเป็นการคิดเข้าข้างตนเองของเขาทั้งสิ้น คิดมากไปเองโดยแท้
“เรื่องนั้น…จะเป็นไปได้อย่างไร ศาสตราเหนือขอบเขตอัครอีกชิ้นแล้วหรือ! เอ่อ ไม่สิ ศาสตราเหนือขอบเขตอัครสองชิ้น! เก้าอี้โยกตัวนั้นก็อยู่เหนือขอบเขตอัครหรือ!”
หมิงอึ้งงัน แทบเชื่อไม่ลง
เมื่อคราวหลี่จิ่วเต้าเพิ่งนำพัดกระดาษออกมา เขาก็รู้สึกได้ราง ๆ ว่าพัดกระดาษนี้ไม่ธรรมดา ต่อมา เขาได้สืบเสาะพัดกระดาษอย่างละเอียด
หลังสืบจนทราบแล้วเขาก็ตกตะลึงรุนแรง!
สวรรค์ บนพัดกระดาษก็มีคลื่นริ้วจังหวะแห่งเต๋าเหนือขอบเขตอัครไหลเวียนอยู่เช่นกัน ช่างเป็นเรื่องที่เหมือนฝันไปจริง ๆ!
หลังแน่ใจแล้วว่าพัดกระดาษอยู่เหนือขอบเขตอัคร เขาก็รู้สึกได้อีกว่าเก้าอี้โยกที่หลี่จิ่วเต้านั่งก็ไม่ธรรมดา เป็นไปได้ว่าอยู่เหนือขอบเขตอัครเช่นกัน
หลังเขาตรวจสอบแล้วก็ตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น!
เก้าอี้โยกนั้นก็อยู่เหนือขอบเขตอัครด้วย!
“ศาสตราเหนือขอบเขตอัครไร้ค่าเพียงนี้เชียวหรือ มีอยู่เต็มไปหมด!”
หมิงเอ่ยด้วยความขมขื่นเต็มกลืน
‘นอกจากนี้ พี่ชาย เก่งส่วนเก่ง แต่อย่าล้างผลาญเช่นนี้ได้หรือไม่! เครื่องชายังไม่ต้องกล่าวถึง เข้าใจว่าอาจชอบดื่มชา จึงอยากลิ้มรสประสบการณ์ดื่มชาที่ดีที่สุด’
เขาคิดในใจอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ ‘พัดกระดาษยังพอรับได้ ผู้ที่ใช้พัดเป็นอาวุธก็มีไม่น้อย! ทว่าเก้าอี้โยกนี่มันเรื่องบ้าอะไร ที่จริงเก้าอี้โยกไม่จำเป็นต้องเป็นของฟุ่มเฟือยผลาญกำลังเช่นนี้ ไม่เห็นต้องฟูมฟักจนอยู่เหนือขอบเขตอัคร! อะไรกัน หากไม่ใช่เก้าอี้เหนือขอบเขตอัครแล้วนั่งไม่ได้ เจ็บก้นหรืออย่างไร’
บอกตามตรง เขาอยากคุกเข่าให้หลี่จิ่วเต้าเหลือเกิน
เก้าอี้โยกยังต้องฟูมฟักจนอยู่เหนือขอบเขตอัคร น่ากลัวว่าหลี่จิ่วเต้าคงเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์กระมัง!
…
ท่ามกลางอวกาศ
ร่างหนึ่งกำลังบากบั่นมุ่งหน้าไปยังวิหารโบราณลึกลับ
หลังเงาร่างหานว่านเชียนปรากฏ เขาชะงักฝีเท้า จ้องมองภาพหานว่านเชียนอยู่อย่างนั้น
“หมอนี่โหงวเฮ้งเหมือนโจร ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี! เอาละ เขานี่แหละ! ท่านพ่อบุญธรรม บุตรบุญธรรมของท่านมาแล้ว!”
เขาคลี่ยิ้มกว้าง รุดหน้าไปยังวิหารโบราณลึกลับอย่างรวดเร็ว อยากให้หานว่านเชียนเป็น ‘บิดาบุญธรรม’ คนใหม่ของเขา
ใช่แล้ว เขามิใช่ใครอื่น เจ้าหลวงนั่นเอง
ยามวิหารโบราณลึกลับปรากฏ เขาก็หมายหัวเอาไว้ อยากไปข่มดวงผู้คนในวิหารโบราณลึกลับให้ย่อยยับ
บัดนี้ เขาเลือกเป้าหมายไว้แล้ว ได้ ‘บิดาบุญธรรม’ เรียบร้อย!
…
เบื้องหน้าวิหารโบราณลึกลับปลอม
หานว่านเชียนดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้เหลือเกิน
ยามนี้เขามีพลังน่าพรั่นพรึงผนวกกับตัว มองออกไปปราดเดียวก็เห็นไปทั้งมิติอย่างทะลุปรุโปร่ง เห็นทุกอากัปกิริยาของสิ่งมีชีวิตที่วิหารโบราณลึกลับส่งมา
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนเคารพนบนอบต่อเขาอยู่เต็มเปี่ยม แทบจะก้มศีรษะคำนับเขาทั้งหมด ไม่กล้ามองหน้า
เรื่องเดียวที่น่าเสียดายคือเขาไม่เห็นหลี่จิ่วเต้า
เดิมเขายังอยากเห็นท่าทางยำเกรงต่อเขาเหลือคณาของหลี่จิ่วเต้า ในความคิดของเขา นั่นต้องน่ามองมากแน่ ๆ
“บัดซบ อยากแทงเขาสักดาบ จำได้เพียงวางมาด ไม่ยอมลงมือทำเรื่องสำคัญเสียที!”
“บ้าเอ๊ย พูดสิ!”
ภายในวิหารโบราณลึกลับปลอม อสูรสีเขียวและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จ้องมองเงาร่างหานว่านเชียนด้านนอก ต่างอยากแทงหานว่านเชียนสักดาบ ให้เขาตายใต้ดาบทั้งหลาย
หลังหานว่านเชียนออกไปก็เสพติดการวางมาดอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมพูดจา เอาแต่ยืนอยู่อย่างนั้น พวกเขาเห็นแล้วร้อนใจกันถ้วนหน้า โทสะปะทุ
ยังดีที่ในที่สุดหานว่านเชียนก็ได้สติ เลิกวางมาดและเริ่มกล่าววาจา
“กาลเวลาอันไร้ขอบเขต การฝึกตนอันยาวนาน ล้วนเพื่อก้าวสู่ความสูงอีกระดับ บัดนี้ ยอดเขาสูงอันแท้จริงจักเปิดกว้างต่อพวกเจ้า!”
“ทว่าน่าเสียดาย ยอดเขาสูงเป็นของคนส่วนน้อย หากทุกคนล้วนยืนอยู่บนยอดเขาสูง เช่นนั้นยอดเขาสูงคงไม่สูงอีก หากแต่กลายเป็นพื้นราบ”
“เพราะฉะนั้น สู้สุดชีวิตเข้า ย่ำศพผู้อื่นขึ้นมายังยอดเขาสูงที่เป็นของเจ้า ก้าวสู่จุดเริ่มต้นใหม่!”
หานว่านเชียนส่งเสียง ดังกึกก้องไปทั่วมิติ
เขามีประกายเจิดจ้าอาบไล้ทั่วตัว สุ้มเสียงยังเจือไว้ด้วยบารมีและแรงทะลุทะลวงบางอย่าง ราวกับเป็นตัวตนสูงส่งเหนือสรรพสิ่งอย่างแท้จริง
แน่นอนว่านี่เป็นผลจากฝีมือของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบวกกับ ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’
หากไม่ได้พลังจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้และ ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’ คอยค้ำจุน หานว่านเชียนไม่มีทางอยู่ในรูปลักษณ์สูงส่งมหัศจรรย์เช่นนี้
‘วางมาดเกินจำเป็น ผู้ทรงพลังล้วนวางตัวเรียบง่าย โดยเฉพาะตัวตนสูงส่งแท้จริง อย่างเช่นบรรพจารย์ฝู’
หลี่จิ่วเต้าออกความเห็นในใจ ‘เจ้าแสดงไม่เหมือนสักนิด เล่นใหญ่เกินไป กลับกลายเป็นเสียภาพพจน์ความสูงส่งไร้ใดเปรียบ การแสดงนี้ของเจ้า ข้าบอกได้เพียง…ว่าแย่มาก กระนั้นข้ายังตั้งตารอการแสดงของเจ้าหลังจากนี้ หวังว่าการแสดงของเจ้าหลังจากนี้จะไม่ใช่แบบนี้ รอให้สร้างความรู้สึกตื่นตะลึงกับข้าได้’
นี่อยู่ในจุดออกความเห็นแล้วหรือ
ซ้ำยัง…มองว่าแย่อีกด้วย?
นี่ก็เพราะหานว่านเชียนไม่รู้ หากหานว่านเชียนรู้ต้องตวัดดาบสู้ตายกับหลี่จิ่วเต้าแน่
“ยอดเขาสูงที่แท้จริง ศึกตัดสินที่แท้จริง ไม่ได้หวังพึ่งเคล็ดลับลูกไม้ต่าง ๆ หากแต่หวังพึ่งพลังความสามารถอันแท้จริงของตนเอง!”
เวลานั้น หานว่านเชียนเอ่ยปากอีกครา “พวกเราจักมองดูการต่อสู้ของพวกเจ้า รอดูผู้ทรงพลังที่สุดถือกำเนิด!”
“สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องมายังสมรภูมิด้วยร่างต้นเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้!”
“หากร่างต้นไม่มา คิดฉวยโอกาสใช้ลูกไม้เก็บตกในตอนท้าย จักสูญเสียสิทธิ์การต่อสู้ และถูกสังหารทันที!”
หานว่านเชียนตวาดเสียงเย็น ประกาศกฎเกณฑ์
เขาแผ่บารมีออกไปรุนแรง บารมีนี้ขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยการค้ำจุนจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในวิหารและ ‘ตัวแปรผิดแผกเฒ่า’ ปกคลุมไปทั้งมิติ
ชั่วขณะนั้น สิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนหายใจไม่ออก ราวกับถูกบีบคอไว้แน่น หน้าตาซีดเผือด!
บรรดาสิ่งมีชีวิตที่วิหารโบราณลึกลับส่งมาก็เช่นกัน มิอาจต้านทานแรงกดดันเช่นนี้
สถานการณ์ด้านหลี่จิ่วเต้าก็ไม่ต่าง
กระทั่งสิ่งมีชีวิตด้อยพลังบางตนล้มลงกับพื้น ตัวสั่นไม่หยุด ส่วนลึกในจิตใจถูกความหวาดกลัวมหาศาลครอบงำ
“หืม?”
หลี่จิ่วเต้าขมวดคิ้ว ยกมือเรียกร่มกระดาษมันออกมา
ชั่วขณะนั้น ร่มกระดาษมันขยายตัวตามลม ปกคลุมด้านพวกเขาสกัดบารมีแรงกดดันนั้น สิ่งมีชีวิตที่นี่กลับสู่สภาพปกติทั้งหมด
“กำลังรบที่กระจัดกระจายนี่ไม่ไหวจริง ๆ”
หลี่จิ่วเต้าถอนใจ
นี่ยังไม่ทันเปิดศึก แค่มีใครบางคนก้าวออกมาแผ่บารมี สิ่งมีชีวิตที่นี่ส่วนใหญ่ก็รับไม่ไหว ต้านไม่อยู่ ความห่างชั้นนั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
“คุณชายสุดยอด!”
“คุณชายไร้เทียมทาน!”
แรงกดดันถูกยับยั้ง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดกลับเป็นปกติ พวกเขาพากันกู่ร้องทันที ตื้นตันกันเหลือคณา
หลี่จิ่วเต้ากล้าแกร่งยิ่งนัก!
แม้แต่แรงกดดันจากสมาชิกวิหารโบราณลึกลับยังสกัดได้ง่ายดาย!
ชั่วขณะนั้น พวกเขาต่างรู้สึกว่าติดตามถูกคนแล้ว ดูเหมือนอนาคตจะไม่ได้สิ้นหวังเพียงนั้น บางทีอาจยังมีความหวังอยู่เสี้ยวหนึ่งจริง ๆ ว่าสามารถโค่นล้มวิหารโบราณลึกลับ ได้อิสรภาพคืนมา
“!!!”
อีกด้าน หมิงตะลึงอีกครั้ง
ศาสตราเหนือขอบเขตอัครอีกชิ้น!
เขาไม่อาจทำใจเชื่อเรื่องนี้ได้จริง ๆ ศาสตราเหนือขอบเขตอัครเปรียบเสมือนผักที่ขายตามตลาดหรือไร
หลี่จิ่วเต้านำออกมาได้เป็นกอง!
เขาไม่กล้าคิดจริง ๆ ว่าหลี่จิ่วเต้ามีพลังน่าครั่นคร้ามเพียงใด!
ทว่า ศาสตราที่นำออกมาในครานี้ก็ยัง…แตกต่างจากศาสตราชิ้นอื่นอยู่บ้าง
‘ผู้ใดใช้ร่มกระดาษมันเป็นอาวุธกันเล่า พี่ชาย ท่านคือพี่ชายบังเกิดเกล้าของข้า ข้ายอมคุกเข่าให้ หยุดท้าทายขีดจำกัดของข้าเสียที ช่วยนำศาสตราเหนือขอบเขตอัครแบบปกติที่เป็นอาวุธจริง ๆ ออกมาสักชิ้นได้หรือไม่ อย่างเช่นดาบ กระบี่ ทวน และอื่น ๆ!’
เขาเอ่ยในใจอย่างอดไม่ได้
ทว่า ทันทีที่เขาเอ่ยออกมาก็ต้องตาค้าง เกือบล้มหัวฟาดพื้น
นี่เขาได้เห็นอันใดกัน?!
สวรรค์ หลี่จิ่วเต้านำศาสตราเหนือขอบเขตอัครออกมาอีกชิ้นแล้ว!
แต่นี่ไม่ใช่สาระสำคัญ!
สาระสำคัญคือนี่เป็นศาสตราเหนือขอบเขตอัครแบบพิเรนทร์อีกชิ้น ไม่ใช่อาวุธปกติ!
‘ไม้…แคะหู!!!’
เขาพูดไม่ออกจริง ๆ ชาไปทั้งตัว
หลี่จิ่วเต้าฟูมฟักไม้แคะหูเป็นศาสตราเหนือขอบเขตอัครด้วยหรือ!
ฟุ่มเฟือย สิ้นเปลืองสุด ๆ!
เขาอยากร่ำไห้ ผู้อื่นลำบากลำบน ทุ่มเทกายใจแทบตายยังไม่แน่ว่าจะฟูมฟักศาสตราเหนือขอบเขตอัครได้สักชิ้น!
สุดท้ายพอเป็นหลี่จิ่วเต้า
เครื่องชาเอย พัดกระดาษเอย เก้าอี้โยกเอย กระทั่งไม้แคะหูยังเป็นศาสตราเหนือขอบเขตอัครกันหมด!
เขาจะไม่เห็นศาสตราเหนือขอบเขตอัครในสายตาเกินไปหน่อยแล้ว!
อยากถามหลี่จิ่วเต้านักว่า อะไรกัน ขี้หูของเจ้าแคะด้วยไม้ที่ไม่ได้อยู่เหนือขอบเขตอัครไม่ออกหรือไร หรือว่าไม้แคะหูเหนือขอบเขตอัครแคะสบายกว่า?
มิหนำซ้ำเขายังอยากบอกด้วยว่าตัวตนน่าครั่นคร้ามระดับหลี่จิ่วเต้ามีขี้หูในหูด้วยหรือ
ไม่เพียงเท่านั้น เขาอยากถามศาสตราเหนือขอบเขตอัครเหล่านี้เหลือเกินว่าถูกหลี่จิ่วเต้าหลอมเป็นเครื่องใช้ประจำวันยิบย่อยเช่นนี้รู้สึกอดสูบ้างหรือไม่
เขารู้สึกว่าศาสตราเหนือขอบเขตอัครเหล่านั้นต้องรู้สึกอัปยศเป็นแน่!