ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 983 ผลงานชิ้นเอก / ตอนที่ 984 แสดงความเคารพนับถือต่อบุคคลตัวอย่าง
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 983 ผลงานชิ้นเอก / ตอนที่ 984 แสดงความเคารพนับถือต่อบุคคลตัวอย่าง
ตอนที่ 983 ผลงานชิ้นเอก / ตอนที่ 984 แสดงความเคารพนับถือต่อบุคคลตัวอย่าง
ตอนที่ 983 ผลงานชิ้นเอก
จ้าวเสวียนจิ่งเองก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร แม้ว่านิสัยของจ้าวจยาหลิงจะหยิ่งผยอง และถึงขั้นร้ายกาจเล็กน้อย แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงหน้าตาของหย่งหลินอ๋อง
ในครอบครัวของหย่งหลินอ๋องยังมีท่านหญิงอีกคนหนึ่งที่นิสัยน่ารักว่าง่าย หากพี่สาวแท้ๆ ของนางเกิดเรื่องขึ้นมา ชื่อเสียงของนางก็ต้องพลอยด่างพร้อยไปด้วย ถึงอย่างไรนางก็เป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งบิดาของเขา และยังเป็นคนในราชวงศ์ เขาก็ไม่ควรที่จะทำอะไรไร้น้ำใจเกินไป
“กลับไปเล่าเรื่องให้ท่านลุงหย่งหลินอ๋องฟังก็พอแล้ว ส่วนจะจัดการอย่างไรให้เขาพิจารณาเอาเอง” จ้าวเสวียนจิ่งไม่ได้อวดดีสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว
เมื่อก่อนเขาโดดเดี่ยว แถมยังมีมือที่พิการ กระทั่งขอลาออกจากตำแหน่งรัชทายาทด้วยตัวเอง แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาต
เขาเองก็ไม่ได้มีความสุขที่เห็นคนอื่นๆ โจมตีเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงทำอะไรลงไปแบบไร้น้ำใจอยู่บ้าง
แต่ต่อมาเขาจะแต่งงานกับเซี่ยเฉียวแล้ว
เขาก็จะต้องลดความดุดันลงหน่อย จะได้ไม่สร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น
อวี๋เซียนติดตามอยู่ข้างหลังมาตลอด นางนิ่งเงียบมาตลอดทาง เพียงแต่มองเซี่ยเฉียวด้วยแววตานับถือเต็มเปี่ยม
เวลานี้เมื่อเรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว นางเองก็พลอยโล่งใจไปด้วย และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรก “ปรมาจารย์ นางบอกไม่ใช่หรือว่าท่านหญิงจะออกไปหานักพรต นักพรตผู้นี้จะต้องไม่ซื่อตรงเหมือนท่านแน่ๆ”
“ถึงอย่างไร…เขาก็ชี้แนะให้คนอย่างเป้าอี้มีโชคเล็กๆ น้อยๆ ได้ ก็จะเห็นได้ว่าเขาไม่มีหลักการในการทำสิ่งใดเลย ข้าว่า…เขาเองก็คงไม่ใช่คนดีอะไรหรอก” อวี๋เซียนเอ่ย
“มีเหตุผล” จ้าวเสวียนจิ่งเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“นักพรตหลิวหมิงนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ครั้งหน้าหากข้าพบหยวนฉังจื่อจากวัดอวี้ซวีก็จะลองถามเขาดูหน่อย เขาอยู่เมืองหลวงก็น่าจะต้องรู้จักคนในวงการเดียวกันอยู่ไม่น้อย คงจะพอรู้อะไรบ้าง” เซี่ยเฉียวเอ่ย
เดิมทีเซี่ยเฉียวคิดว่า หากเรื่องนี้ไม่ราบรื่น นางก็จะค้างคืนที่นอกเมือง แต่ดูแล้วหากกลับไปตอนนี้ ประตูเมืองก็คงยังไม่ทันปิด
นางจึงรีบเร่งเดินทางทันที
หลังจากกลับเข้าเมืองไปแล้ว จ้าวเสวียนจิ่งก็กลับไปที่สำนักศึกษาหลวง
เซี่ยเฉียวอิจฉาเขาอยู่บ้าง
ในฐานะรัชทายาท ปกติแล้วเขาต้องอยู่ในวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันต่างๆ และเพื่อให้รากฐานของบ้านเมืองมั่นคง
แต่จ้าวเสวียนจิ่ง…กลับถูกตามใจจน ‘ไม่ต้องเคารพกฎ’ เขาสามารถไปทำงานที่ศาลตัดสินคดีเพื่อฆ่าเวลาได้ แล้วก็ยังสามารถมีบ้านพักอยู่ในสำนักศึกษาหลวงได้อีก ช่างมีอิสระเสรีจริงๆ
ด้วยการปรนเปรอและความโปรดปรานของฮ่องเต้ที่มีต่อเขาเช่นนี้ หากสุดท้ายแล้วเขาไม่สามารถเป็นอ๋องเต้ได้ก็น่าจะเป็นเพราะเขาไม่ก้าวหน้าเองมากกว่า
หลังจากแยกย้ายกันแล้วเซี่ยเฉียวก็ยังไม่สามารถนอนหลับอย่างสงบได้
นางยังมีงานที่ต้องทำ
คนตระกูลไป๋หลี่ยังรอนางอยู่ที่หอส่องชะตา นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่นางไม่กล้าปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานออกไป
ตั้งแต่ที่นางกลับมาจากป้อมเหมิงจยา นางก็ยังไม่มีเวลากลับบ้านไปดูน้องๆ ทั้งสองคนเลย ชีวิตของนางไม่ง่ายเลยจริงๆ ลำบากยิ่งนัก
ไป๋หลี่จี้ทำเหมือนว่าที่นี่เป็นบ้านของตนเองจริงๆ ไปแล้ว
ตอนที่นางจะจากไปในตอนเช้า นางเผาหนังสือสองสามเล่มไปให้เขาเป็นพิเศษ ดังนั้นตอนนี้เขาจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้ของนาง ดื่มชาและอ่านหนังสือไปพร้อมกัน สุขกายสบายใจ เขาดูไม่เหมือนคนที่ลูกหลานหายไปเลยจริงๆ
“ปรมาจารย์กลับมาแล้วหรือ” ไป๋หลี่จี้ยังไม่ลืมทักทายเมื่อเห็นนางกลับมา “เจ้ามีหนังสือดีๆ เล่มอื่นอีกไหม เล่มนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร คนเขียนยังเขียนสู้เด็กน้อยบ้านข้าพวกนั้นไม่ได้เลย”
“…” เซี่ยเฉียวตะลึงไปแล้ว
สู้ไม่ได้ แน่นอนสิ!
ตระกูลไป๋หลี่เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในตอนนั้น พวกเขาสะสมความมั่งคั่งและความรู้มาหลายปีจนทำให้แม้แต่พวกเสเพลไม่เอาไหนในบ้านเขาก็ยังเป็นพวกที่เรียนหนังสือเก่งกว่าคนทั่วไปอยู่ดี!
กระทั่งว่าในราชสำนักตอนนั้นยังมีคนตระกูลไป๋หลี่รับราชการอยู่ไม่น้อย!
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจากที่ตระกูลไป๋หลี่ถูกกวาดล้างจนหมดแล้วก็มีบางคนที่เริ่มก่อกบฏ!
“เจ้าไม่มีผลงานชิ้นเอกที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นเลยหรือ เผามันมาให้ข้าเปิดหูเปิดตาหน่อยได้ไหม” ไป๋หลี่จี้เอ่ยอีก
ตอนที่ 984 แสดงความเคารพนับถือต่อบุคคลตัวอย่าง
เซี่ยเฉียวได้ยินที่ไป๋หลี่จี้พูดก็ใจสั่นไปหมด นางแทบจะบ้าแล้ว
“ผลงานชิ้นเอกที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น?” เซี่ยเฉียวสงบนิ่งไม่ไหวแล้ว “หากข้ามีของดีก็ย่อมต้องเก็บไว้เพื่อส่งต่อไป…เมื่อเผาก็ไม่เหลืออะไรแล้วสิ”
“เฮ้อ ก็จริง…หากอย่างนั้นพอจะคัดลอกให้ข้าได้หรือไม่…คนครอบครัวข้าล้วนแต่เป็นบัณฑิตกันทั้งนั้น หลายปีมานี้ก็กลัวว่าตนเองจะลืมความสามารถที่มี ก็เลยเรียกวิญญาณเด็กๆ มาสอนหนังสืออยู่เสมอจะได้จำได้ไม่ลืม” ไป๋หลี่จี้เอ่ย
เซี่ยเฉียวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “หากข้ามีเวลาจะไปจ้างคนมาคัดลอกให้ รอให้ตามหาทายาทของท่านพบ แล้วข้าค่อยเผาไปให้”
เมื่อลงไปถึงปรโลกแล้ว พวกเขาย่อมไปเกิดใหม่ไม่ได้ในทันที เมื่อมีหนังสือให้อ่านก็จะสามารถฆ่าเวลาได้
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณเจ้าแล้ว” ไป๋หลี่จี้ค่อยข้างเมตตานางอยู่บ้าง “วันนี้ข้าได้ยินผู้ดูแลร้านที่อยู่ข้างล่างพูดว่า เจ้าเป็นศิษย์ของปราชญ์หลีซื่อเหยี่ยนด้วย? เช่นนั้นก็เยี่ยมยอดมาก ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยได้ยินมาว่าหลีซื่อเหยี่ยนผู้นี้เป็นผู้มีความสามารถมาก”
“แม้ว่าอาจารย์ของข้าจะเก่งกาจ แต่เขาก็ให้ความเคารพนับถือผู้อาวุโสรุ่นก่อนอย่างท่าน” เซี่ยเฉียวพูดความจริง
ไป๋หลี่จี้คนนี้นับเป็นคนที่เก่งกาจที่สุดในตระกูลไป๋หลี่แล้ว
เขาเป็นคนที่สร้างสรรค์ ‘แผนที่โลก’ ขึ้นมาคนแรก เป็นผู้นำของเชื้อสายตระกูลไป๋หลี่ทั้งหมด
จะธรรมดาได้หรือ
“เราสองคนก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์ของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วความสามารถของเจ้าเองก็คงไม่ธรรมดา เจ้าลองวาดภาพมาให้ข้าดูสักภาพสิ” ไป๋หลี่จี้ร้องขอทันทีโดยไม่เกรงใจ
เซี่ยเฉียวเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะทำตามคำขอในที่สุด
อันที่จริงนางรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
ประเดี๋ยวนางต้องเตรียมตัวสำหรับการเรียกวิญญาณ แถมวันนี้นางยังวิ่งไปโน่นมานี่ทั้งวัน และตอนนี้นางก็รู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย
แต่คนที่อยู่ตรงหน้านี้คือไป๋หลี่จี้
นางเรียนหนังสือมาและได้ยินเรื่องของตระกูลไป๋หลี่จี้มากมายตั้งแต่เด็ก อาจารย์ยังได้เอาผลงานของตระกูลไป๋หลี่ให้นางดู มันเป็นผลงานที่น่าชื่นชมและนางก็ชอบมันมาก
ดังนั้นแม้ว่าไป๋หลี่จี้จะไม่ได้จ่ายอะไรให้นางเลย แต่นางก็จะช่วยเขา
นี่นับว่าเป็นการ…แสดงความเคารพต่อบุคคลตัวอย่างของนางได้เช่นกัน
“สุขภาพร่างกายของข้าไม่ดี วันนี้ก็เหนื่อยมาทั้งวัน การลงพู่กันอาจจะไม่ค่อยมั่นคงเท่าไร” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นก่อนจะลงมือ
ไป๋หลี่จี้พยักหน้า “ไม่เป็นไร ให้ข้าดูก่อน”
หากว่าปรมาจารย์โม่ที่อยู่ตรงหน้าเขานี้มีศักยภาพ ต่อให้นางนอนอยู่บนเตียงและหลับตาอยู่ แล้ววาดภาพออกมาได้เหมือนไส้เดือนตามหาแม่ เขาก็ยังมองออกอยู่ดีว่าคนผู้นี้มีฝีมือจริงหรือไม่
เซี่ยเฉียวครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นก็วาดภาพกล้วยไม้ออกมา
แม้ว่ากล้วยไม้ภาพนี้จะดูธรรมดา แต่สามารถทดสอบความสามารถในการควบคุมพู่กันได้
หลังจากที่นางขยับพู่กันแล้ว ไป๋หลี่จี้ก็อึ้งงันไปทันที
เดิมที่เขาคิดว่าปรมาจารย์ท่านนี้จะไม่เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่นึกไม่ถึงว่านางจะใช้พู่กันยอดเยี่ยมเช่นนี้ ลายเส้นประณีต ท่วงท่าของนางก็สบายๆ ไร้กังวลราวกับก้อนเมฆ ซึ่งทำให้ผู้มองรู้สึกสบายใจมาก!
เป็นต้นกล้าที่ดีจริงๆ!
“ความสามารถของเจ้าไม่เลวเลย ต่อให้เป็นเด็กน้อยไม่เอาไหนที่บ้านข้าพวกนั้นก็คงมีแค่ไม่กี่คนที่สามารถสู้เจ้าได้…” ไป๋หลี่จี้อิจฉาแล้ว
ตอนแรกเขาค่อนข้างภูมิใจในตัวเอง แต่ตอนนี้เมื่อเขาได้เห็นภาพที่เรียบง่ายเช่นนี้แล้ว เขาก็รู้สึกว่าตนเองตายไปนานเกินไป โลกเปลี่ยนไป?
แม้แต่นักพรตก็วาดแบบนี้ได้แล้ว?
เซี่ยเฉียวยังกล่าวถึงบทกวีเอาไว้ข้างๆ ด้วยบทหนึ่ง
ไป๋หลี่จี้ยิ่งเงียบเข้าไปอีก
“ฝีมือของเจ้าไปไม่ธรรมดาจริงๆ ฝีแปรงก็มั่นคง แค่ยังมองออกว่าพลังของเจ้าไม่พอ อาจเป็นเพราะเจ้าเหนื่อย นั่นก็ไม่โทษเจ้า หากจะให้พูดถึงจุดบกพร่อง…การปรับหมึกของเจ้ายังไม่ค่อยดี น้ำหมึกไม่สม่ำเสมอพอ แล้วก็น้ำหมึกนี้ยังค่อนข้างแย่ เจ้าต้องซื้ออุปกรณ์ชั้นดีหน่อยมาใช้ และให้คนฝนหมึกที่เชี่ยวชาญมาคอยฝนหมึกให้ สรุปแล้ว หากจะให้เทียบกับข้าแล้ว ฝีมือของเจ้ายังเด็กไปหน่อย แต่เนื่องจากเจ้ายังอายุน้อย เท่านี้ก็พอแล้ว”
ไป๋หลีจี้ไม่ประหยัดคำชมตัวเองเลยสักนิด
“ภาพวาดใบนี้ของเจ้าน่าจะขายได้ราคาไม่น้อย ทำไมเจ้าถึงยังจนขนาดนี้” ไป๋หลี่จี้อดถามไม่ได้
ในความเป็นจริงอุปกรณ์การวาดภาพที่ปรมาจารย์โม่ใช้นั้นไม่เหมาะสม มันแตกต่างจากปรมาจารย์ด้านการเขียนพู่กันและการวาดภาพที่ร่ำรวยคนอื่นๆ ซึ่งจู้จี้จุกจิกให้ได้ในสิ่งดีที่สุด เพื่อให้คู่ควรกับผลงานของพวกเขา