ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 965 งานใหญ่ / ตอนที่ 966 ความนัย
ตอนที่ 965 งานใหญ่ / ตอนที่ 966 ความนัย
ตอนที่ 965 งานใหญ่
กระดิ่งหน้าหอส่องชะตาดังไม่หยุด
ผู้ดูแลฉังอยากจะเอามือปิดหูแล้ว ใบหน้าแก่ชราของเขาไม่รู้ว่ากำลังตื่นเต้นหรือหวาดกลัวกันแน่ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ และยังคงจ้องมองไปที่ประตูไม่วางตา
เซี่ยเฉียวยืนอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “เป็นวิญญาณแล้วก็ไม่น่าจะมีการแบ่งชนชั้นแล้วนี่ ทำไมถึงได้…มีวิญญาณที่ยอมเป็นบ่าวรับใช้อยู่อีก”
มันไม่สมเหตุสมผลเลยนี่?
“ตระกูลไป๋หลี่ของข้ามีชื่อเสียงที่ดี ยังมีคนจำนวนมากเซ่นไหว้เราทุกปี แต่ก็ล้วนเป็นพวกเหล้าและอาหารบางส่วน เราจึงแบ่งให้พวกเขาด้วย นอกจากนี้ ตอนที่วิญญาณเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่พวกเขาก็ไม่รู้หนังสือ ตระกูลไป๋หลี่ของข้าให้ความสำคัญกับความสามารถโดยไม่สนว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ก็เลยสอนอะไรพวกเขาไปบ้าง” ไป๋หลี่จี้เอ่ยราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
มุมปากเซี่ยเฉียวกระตุกเล็กน้อย
เมื่อมีทักษะความสามารถติดตัวจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องกังวลจริงๆ หรือนี่?
“เข้ามาเถอะ เพียงแต่พวกท่านมีจำนวนมากเกินไป หากไม่มีอะไรก็ให้พวกท่านไปอยู่ในขวดเก็บวิญญาณของข้าก่อน และผลัดกันออกมาสูดอากาศบ้างก็แล้วกัน” เซี่ยเฉียวเองก็สงบนิ่งไม่ไหวแล้ว
หากนางส่งวิญญาณทั้งหมดนี้ลงไปเบื้องล่างเพื่อเกิดใหม่ได้…
มันจะเป็นบุญกุศลมากแค่ไหนกันนี่!
ดวงตาของเซี่ยเฉียวแทบจะลุกเป็นไฟด้วยเปลวไฟเล็กๆ นางแทบอยากจะส่งทุกคนลงไปทันที!
อย่างไรก็ตาม นางก็ยังรู้มารยาท ไป่หลี่จี้ผู้นี้ขอให้นางตามหาวิญญาณแค่ไม่กี่ตนเท่านั้น เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้แลกกับการที่จะส่งวิญญาณจำนวนมากขนาดนี้ลงไป มันก็ไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรนัก ดังนั้นหลังจากที่นางตามหาวิญญาณกลับมาได้แล้ว นางคงต้องพยายามทำความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาเหล่านี้ให้สำเร็จด้วย เพื่อให้พวกเขาจากไปด้วยความเต็มใจ นางก็จะได้รู้สึกสบายใจด้วย
แม้แต่เค่อเดียวเซี่ยเฉียวก็รอไม่ได้แล้ว
ในห้องบนชั้นสองของนางมีชั้นวางของหลายแถวเหมือนตู้หนังสือ แต่ละชั้นจะแบ่งออกเป็นช่องเล็กๆ หลายช่องซึ่งมีขวดสำหรับเก็บวิญญาณอยู่ด้านใน
ทุกครั้งที่นางเก็บวิญญาณก็จะต้องแปะชื่อไว้ด้านนอกขวดเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ตอนนี้นางจึงปล่อยให้พวกเขาหาขวดเปล่าด้วยตัวเอง
นางไม่ได้แปะยันต์สีเหลืองหรือทำพิธีต่างๆ วิญญาณเหล่านี้สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกักขัง
หลังจากที่เซี่ยเฉียวจัดการพวกเขาเรียบร้อยแล้ว นางก็ไปหาจ้าวเสวียนจิ่งที่สำนักศึกษาหลวงทันที
เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเล็กน้อยแล้ว เดิมทีนางวางแผนที่จะกลับบ้านในคืนนี้ แต่ตอนนี้การสะสมบุญมีความสำคัญมากกว่า
หลีซื่อเหยี่ยนอาจารย์ของนางเองก็มีคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมือหลวงเช่นกัน แต่เนื่องจากตอนนี้ลูกศิษย์ของเขาทั้งหมดยกเว้นเซี่ยเฉียวต่างก็พำนักอยู่ในสำนักศึกษาหลวง อาจารย์ผู้เฒ่าก็เลยพำนักอยู่ในสำนักศึกษาหลวงด้วย เขายังมีมิตรสหายมากมายที่อยู่ที่นั่นซึ่งสามารถสนทนาปราศรัยด้วยได้
ตอนที่เซี่ยเฉียวตามหาจ้าวเสวียนจิ่ง เขากำลังรับคำอบรมสั่งสอนจากอาจารย์อยู่พอดี
เมื่อเขารู้ว่านางมาจึงไปที่เรือนตะวันออก
จ้าวเสวียนจิ่งสาวเท้ารีบเร่งแต่เบากริบกลับไปอย่างสง่างาม
“อย่าหาว่าข้ามีเรื่องดีๆ แล้วไม่คิดถึงเจ้านะ” เซี่ยเฉียวเห็นเขาแล้วก็เอ่ยขึ้นทันทีด้วยดวงตาเร่าร้อน “วันนี้ข้ารับงงานมางานหนึ่ง จำเป็นต้องตามหาพู่กันด้ามหนึ่ง”
หากจ้าวเสวียนจิ่งช่วยนางตามหาพู่กัน เขาก็จะได้รับบุญกุศลไปด้วยส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ หากต่อไปนางมีเรื่องอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาก็จะให้เขาช่วยนางให้มากๆ หน่อย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนของนาง นางก็ยังหวังว่าเขาจะดีขึ้นเรื่อยๆ
“พู่กันอะไรถึงทำให้ศิษย์พี่ต้องลำบากมาถึงที่นี่ได้” ดึกขนาดนี้แล้วแต่นางก็ยังรีบเร่งเดินทางมาที่นี่
มันจะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง
“พู่กันชื่อจิงลั่วไป๋เสวี่ย เป็นของที่ราชวงศ์ก่อนทิ้งไว้ เจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่ หากเจ้าไม่เคยได้ยินก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เจ้าเข้าวังไปดูให้หน่อยได้หรือไม่ว่าพู่กันนั้นยังอยู่ในคลังหรือว่ามอบให้ใครไปแล้ว…” น้ำเสียงของเซี่ยเฉียวเร็วขึ้นเล็กน้อย
จ้าวเสวียนจิ่งเห็นท่าทางกังวลร้อนใจของนางก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้สำคัญมาก
“เหมือนจะเคยได้ยิน แต่มันก็เป็นเรื่องที่นานมากๆ แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะให้ฝ่ายกิจการภายในตรวจสอบดู ท่านไม่ต้องร้อนใจ” จ้าวเสวียนจิ่งรีบเอ่ยทันที
ตอนที่ 966 ความนัย
เซี่ยเฉียวนั่งรถม้ามาตลอดทาง แต่รถม้าโคลงเคลงส่ายเอนไปมา และหลังจากที่นางเข้าไปในสำนักศึกษาแล้ว นางก็ยังรีบเดินอย่างรวดเร็วไปตลอดทาง ใบหน้าของนางมีเลือดฝาด หน้าผากของนางก็มีเหงื่อซึม
ไม่ค่อยเหมือนนางเท่าไรนัก
จ้าวเสวียนจิ่งเชิญให้นางนั่งลงและรินชา “พู่กันด้ามนี้มีไว้ทำอะไรหรือ”
เซี่ยเฉียวหยิบถ้วยขึ้นมาจิบชา “ไป๋หลี่จี้ขอให้ข้าช่วยตามหาวิญญาณของลูกหลาน ข้าต้องการกระดูกนำทาง หลังจากคิดไปคิดมา ในเมืองหลวงนี้ก็มีเพียงพู่กันด้ามนั้นเท่านั้นที่มีกระดูกของพวกเขาอยู่”
“…” ร่างกายของจ้าวเสวียนจิ่งแข็งเกร็งไปชั่วขณะ “กระดูก?”
“ใช่” เซี่ยเฉียวพยักหน้าแล้วเล่าเรื่องอดีตฮ่องเต้ให้เขาฟัง
จ้าวเสวียนจิ่งถูมือนั้นของตนเองเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เสด็จพ่อรักเขา
หากมีของดีอะไรในวัง ส่วนมากก็จะให้เขาก่อนเสมอ ตอนที่เขาอยู่ในวัง เขาจะได้รับของประทานต่างๆ ทุกวันไม่ขาด ในจำนวนนี้มีพู่กัน หมึก กระดาษ และหินหมึกที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย เขาเพียงคนเดียวก็ใช้ไม่หมดหรอก ตอนที่เขายังเด็กจะให้ความสำคัญกับของที่เสด็จพ่อมอบให้ ไม่ว่าเขาจะได้รับอะไรมาก็จะต้องใช้เองอยู่ช่วงหนึ่ง
ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากที่ครั้งหนึ่งเขาจะเคยได้รับของสิ่งนี้มา และใช้มันอยู่หลายวันก่อนจะเก็บเข้าคลังส่วนตัวของเขา
ของในคลังส่วนตัว…
เพราะมีของที่สะสมไว้มากเกินไป ต่อมาเขาจึงได้รับอนุญาตจากเสด็จพ่อให้ส่งต่อให้คนอื่นได้
อย่างเช่น ตอนวันเกิดของน้องชายเขา แม้ว่าจะไม่สนิทสนมกันนัก แต่เขาก็ควรส่งของขวัญไปบ้าง โดยเฉพาะน้องสี่ที่ชอบอ่านหนังสือและแต่งกลอน อุปกรณ์เครื่องเขียนพวกนั้นจึงส่งไปที่เขาทั้งหมด
“พู่กันด้ามนี้กลับมีชื่อที่ดี” จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกจนใจ
พอนึกถึงว่าตนเองใช้พู่กันที่ทำจากระดูกคนมาแต่งกลอนวาดภาพ…
เขาก็รู้สึกขยะแขยงเล็กน้อย
“นั่นคือสาเหตุที่ฮ่องเต้ในราชวงศ์ก่อนสิ้นพระชนม์อย่างอนาถ” เซี่ยเฉียวเก็บอาการอีกครั้ง “ช่วงนี้ข้ามีเรื่องต้องทำมากมาย ระยะนี้คงไม่สามารถดูแลอาจารย์ได้ดีนัก ดังนั้นจึงต้องรบกวนศิษย์น้องที่อยู่ทางนี้แล้ว”
“ข้าสมควรทำอยู่แล้ว” จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้า
หลังจากที่เขาพูดจบ บรรยากาศก็เงียบลงเล็กน้อย
โจวเว่ยจงเฝ้าอยู่ข้างนอก และไม่มีคนอื่นอยู่ข้างในสักคน ชายโสดหญิงสาวอยู่ใกล้กันขนาดนี้ หากพวกเขาทั้งสองมาได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน เซี่ยเฉียวก็คงจะไม่คิดอะไรมาก แต่เดือนสองปีหน้าทั้งสองก็จะแต่งงานกันแล้ว
“คืนนี้ศิษย์พี่ไม่พักผ่อนที่สำนักศึกษาเสียเลยล่ะ ฟ้ามืดแล้ว จะรีบเร่งกลับไปก็ลำบาก” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยพลางมองนาง
“…” เซี่ยเฉียวมองไปรอบๆ “คงไม่เหมาะสมกระมัง?”
“แค่พักผ่อนในสำนักศึกษา ไม่ใช่ที่เรือนตะวันออกของข้าเสียหน่อย ศิษย์พี่คิดอะไรอยู่หรือ ต่อให้ท่านยอมพักผ่อนที่นี่ ข้าก็กลัวว่าแม่นางเซี่ยจะเข้าใจผิดอยู่ดี” จ้าวเสวียนจิ่งยิ้มพลางมองนางอย่างลึกซึ้ง “ใช่หรือไม่”
แม่นางเซี่ย
เซี่ยเฉียวหัวเราะออกมาทันที
“ข้ามีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ใหญ่หน่อย” จ้าวเสวียนจิ่งรินชาให้เซี่ยเฉียวถ้วยหนึ่ง
เซี่ยเฉียวกำลังฟัง
“ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ปิดบังแม่นางเซี่ยมาตลอด หากข้าไม่บอกนาง ข้าก็รู้สึกว่าตนเองจริงใจมากพอ แต่หากข้าบอกไปก็กลัวว่านางจะกังวลใจมากเกินไป จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ศิษย์พี่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน พอจะออกความคิดให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” จ้าวเสวียนจิ่งเหมือนจะหมายถึงอะไรบางอย่าง แต่ตอนที่พูดเขาก็ดูจริงใจอย่างยิ่ง
หัวใจของเซี่ยเฉียวเต้นไม่เป็นจังหวะเพราะรู้สึกร้อนตัวมาก นางรู้สึกว่ากำลังเขากำลังบอกอะไรนางเป็นนัยๆ อยู่ในขณะนี้
“ไม่ว่าเจ้าจะพูดหรือไม่…ให้เจ้าพิจารณาเอาเองก็พอ แม่นางเซี่ยไม่ใช่คนประเภทที่จะซักไซ้ไล่เรียงอะไร” เสียงของเซี่ยเฉียวแผ่วเบา
“แต่ความซื่อสัตย์จริงใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดระหว่างสามีและภรรยา หากมีความลับมากเกินไปก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน” จ้าวเสวียนจิ่งถอนหายใจ “ยกตัวอย่างเช่น ข้าเองก็หวังว่าข้าจะรู้จักแม่นางเซี่ยดีกว่าใคร รู้ถึงความชอบของนาง เข้าใจเจตนาของนาง ความคิดของนาง เช่นนั้นแล้วต่อไปข้าก็จะสามารถทำให้นางมีความสุขได้”