ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 913 ถอนขนราชสีห์ / ตอนที่ 914 ปรมาจารย์โม่ไม่เหมือนกัน
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 913 ถอนขนราชสีห์ / ตอนที่ 914 ปรมาจารย์โม่ไม่เหมือนกัน
ตอนที่ 913 ถอนขนราชสีห์ / ตอนที่ 914 ปรมาจารย์โม่ไม่เหมือนกัน
ตอนที่ 913 ถอนขนราชสีห์
หลังจากมาถึงไป๋อู้เฟิง พวกเขาก็ต้องปีนเขาแล้ว ของพวกนั้นเมื่ออยู่ในรถม้าก็ยังสามารถวางไว้ตามทิศทางเดิมได้ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเดินขึ้นตามบันได ย่อมทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงให้บ่าวรับใช้ตระกูลเหมิงช่วยกันถือตะเกียงดวงดาวพวกนี้ และยังมีของใช้อื่นๆ เช่นพวกกรรไกรด้วย
บันไดที่ไป๋อู้เฟิงมีหลายขั้นมาก แม้ว่าจะรีบเร่งเดินทางมาตลอดก็ยังไม่ถึง ในที่สุดพอถึงชานพักสุดท้าย ไฟตะเกียงก็ดับลงอีกหนึ่งดวง
เขาโกรธจนรู้สึกแย่ไปหมด
“คุณชายเจียง เป็นความผิดของข้าน้อยเอง ที่นี่ชันเกินไป ขั้นบันไดมากเหลือเกินจนข้าสะดุดโดยไม่ระวัง…” บ่าวรับใช้ดูไม่สบายใจและหวาดกลัว
นายท่านผู้เฒ่าเหมิงโมโหมาก “พวกเจ้านี้มันใช้ไม่ได้! เลี้ยงไว้จะมีประโยชน์อะไร! กลับไปแล้วก็ไปรับโทษกับพ่อบ้านเสีย! ทางที่ดีพวกเราช่วยกันอธิษฐานไม่ให้คุณชายซังเป็นอะไรไปจะดีกว่า หากมันส่งผลกระทบต่อชีวิตของคุณชายซังจริงๆ ก็เอาชีวิตพวกเจ้ามาชดใช้เถอะ!”
นายท่านผู้เฒ่าเหมิงยังโกรธเสียยิ่งกว่าเจียงจิ้นลู่เสียอีก
ทำเอาเจียงจิ้นลู่รู้สึกละอาย “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น…พวกเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ…”
เขาและองครักษ์ซย่าพยายามปกป้องอีกสองดวงที่เหลืออย่างเต็มที่ก็พอแล้ว
เขาหวังว่าหมอเทวดาผู้นี้จะเก่งอย่างที่ล่ำลือกัน และเป็นการดีที่สุดหากเขาสามารถทำให้ศิษย์พี่ซังหายจากอาการป่วยได้!
“นี่เป็นน้ำใจของผู้วิเศษโม่ แต่มันกลับถูกทำลายโดยพวกไม่ได้เรื่องเหล่านี้ ข้าต้องขออภัยจริงๆ…” นายท่านผู้เฒ่าเหมิงถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาของเขาอดมองไฟตะเกียงสองดวงที่เหลืออยู่ไม่ได้
น้ำมันตะเกียงยังเผาไหม้ดีอยู่
ลมบนไป๋อู้เฟิงเองก็ค่อนข้างแรง มันพลิ้วไหวไปมาตลอดทาง แต่ดวงไฟก็ยังไม่ดับลง
เหมิงเซี่ยนเต๋อนึกไม่ถึงว่าหลีซื่อเหยี่ยนคนนี้จะมีลูกศิษย์เป็นนักพรต แม้แต่ตะเกียงดวงดาวที่หล่อเลี้ยงชีวิตแบบนี้ก็ยังมี มันเกือบจะทำลายงานใหญ่ของเขาเสียแล้ว
“รบกวนนายท่านผู้เฒ่าไปพบหมอเทวดา ส่วนพวกเราจะไปรอในเรือนด้านหน้าก่อน ขอบคุณมาก” เจียงจิ้นลู่สุภาพกับชายชรามาก
เหมิงเซี่ยนเต๋อส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ของตนก่อนจะเดินไปตามหาหมอเทวดาที่ด้านหลัง
เจียงจิ้นลู่เดินขึ้นบันไดมาหลายขั้นขนาดนี้ ความจริงแข้งขาของเขาก็อ่อนลงไปบ้าง
ปากแห้งคอแห้ง
เวลานั้นเองบ่าวรับใช้ของตระกูลเหมิงก็เทน้ำจอกหนึ่งจากถุงน้ำแล้วเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง “คุณชายเจียง ท่านกระหายน้ำแล้วใช่หรือไม่ ดื่มนี่ก่อน…อ๊ะ!”
มือของเขาสั่นจนน้ำหก
เจียงจิ้งลู่ตกตะลึงไปทันที เขารีบซ่อนยกตะเกียงดวงดาวหลบออกไปเล็กน้อย
การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทำให้เปลวไฟของตะเกียงดวงดาวสั่นไหวชั่วขณะและกำลังจะดับลงในพริบตา โชคดีที่หลังจากเขาหยุดแล้ว ดวงไฟเล็กๆ นั้นก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เขามองดูไฟดวงนั้นด้วยความสับสนเล็กน้อย “ก็ไม่รู้ว่า…ถ้าจุดตะเกียงดวงดาวที่ดับไปแล้วขึ้นมาใหม่จะมีประโยชน์ไหม…”
“คุณชายเจียง ท่านทำให้ปรมาจารย์โม่ขุ่นเคืองด้วยการเอาของไปแล้ว ข้าแนะนำว่าอย่าโกหกดีกว่า เมื่อฝ่าบาทถามเรื่องนี้ในภายหลัง ข้าคงต้องพูดความจริง” องครักษ์ซย่าที่อยู่ข้างๆ รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อย
หากไม่ใช่เพราะคนตระกูลเหมิงมีจำนวนมาก และพวกเขาจะต้องขึ้นเขามาเพื่อตามหาหมอเทวดา เขาคงไม่ยอมให้พวกเขาแตะสิ่งของของปรมาจารย์โม่แน่!
สิ่งสำคัญคือคุณชายเจียงผู้นี้ เขายืนยันที่จะหาหมอเทวดาเพื่อช่วยชีวิตคน ซึ่งพวกเขาเองก็ห้ามไม่ได้
เจียงจิ้นลู่ยิ้มอย่างละอาย “ข้าก็แค่คิดเท่านั้น ข้าไม่ทำอย่างนั้นหรอก”
เมื่อบ่าวรับใช้เห็นว่าไฟดวงนั้นยังไม่ดับ สีหน้าของเขาก็กังวลร้อนใจ
บ่าวรับใช้คนหนึ่งจึงเปิดหน้าต่างไว้ด้านหนึ่ง
เนื่องจากลมพัดเข้า ลมจากหน้าต่างจึงแรงกว่าข้างนอก
ดวงไฟพลิ้วไหว
“ปิดซะ รีบปิด” เจียงจิ้นลู่รีบตะโกนออกมาทันที เขาครุ่นคิดเล็กน้อย เขาไม่วางใจ “พวกเจ้าอยู่ให้ห่างๆ ข้าหน่อย แม้ว่าข้าจะไม่อยากให้พวกเจ้าถูกลงโทษ แต่พวกเจ้าประมาทเลินเล่อ ตอนนี้เหลือแค่ไฟสองดวงนี้เท่านั้น หากพวกมันดับไปจนหมด ข้าคงต้องคุกเข่าคลานกลับไปแล้ว”
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าอาจารย์รักศิษย์พี่ใหญ่มากแค่ไหน ตอนนี้เขาก็ถอนขนราชสีห์ออกมาแล้ว ในเมื่อถอนออกมาแล้วก็ต้องเก็บไว้ให้ดี เขาจะทำมันหายไปอีกไม่ได้!
ตอนที่ 914 ปรมาจารย์โม่ไม่เหมือนกัน
หากจะให้เปิดหน้าต่างอีกตอนนี้ก็คงไม่ง่ายแล้ว บ่าวรับใช้ทั้งหลายต่างก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
นายท่านผู้เฒ่าสั่งมาว่าพวกเขาไม่ควรทำเรื่องนี้ให้โจ่งแจ้งเกินไป
อันที่จริงพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมนายท่านผู้เฒ่าถึงสั่งเช่นนั้น แต่คนที่สามารถติดตามนายท่านผู้เฒ่ามาที่นี่ได้ในวันนี้ล้วนแต่เป็นบ่าวรับใช้ในบ้านที่ได้รับความไว้วางใจจากนายท่านผู้เฒ่าและเป็นพวกปิดปากสนิทกันทั้งนั้น เมื่อมองจากมุมนี้ พวกเขาจึงเข้าใจเองว่าสิ่งที่นายท่านสั่งไว้นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก
ใครก็ตามที่ทำได้ต่อไปก็จะถูกใช้งานอีก แม้เบื้องหน้าจะมีการลงโทษ แต่เบื้องหลังจะได้รับรางวัลมากกว่า
หลังจากที่พวกเขาคิดได้ดังนั้นแล้ว บ่าวรับใช้แต่ละคนก็เริ่มคิดหาวิธีการ
ก็แค่ไฟสองดวงเท่านั้น พวกเขาจะดับมันไม่ได้เชียวหรือ
ผ่านไปสักพักบ่าวรับใช้ที่เอาผ้าห่มมาห่อตัวให้ซังโหยวก็หน้าเปลี่ยนสีไปทันที “คุณชายเจียง ท่านมาดูนี่หน่อย คุณชายซังหมดลมไปแล้วใช่หรือไม่…”
ทันทีที่สิ้นเสียงของบ่าวรับใช้ เจียงจิ้นลู่ก็หน้าซีด เขารีบวางไฟตะเกียงลงแล้วพุ่งเข้าไปดูทันที
เขาพยายามทดสอบลมหายใจด้วยมือที่สั่นเทา แล้วอึดใจหนึ่งหลังจากนั้นเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ยังมี…ลมหายใจบางเบามาก…พวกเจ้าสักคนไปเร่งหน่อย ช่วยคนต้องรีบหน่อย ไปเชิญหมอเทวดามาเร็ว”
เขาเพิ่งจะพูดจบ ฉากบังลมในห้องก็ล้มลงมาทันที
แม้ว่ามันจะไม่ได้โดนตะเกียงดวงดาว แต่ลมที่ก่อตัวขึ้นในขณะที่มันหล่นลงมาทำให้ไฟตะเกียงที่เขาวางไว้ดับลง
“…” เจียงจิ้นลู่เองก็มึนงงไปหมด
ถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่แสงเทียน มันเปราะบางเกินไป
“คุณชายเจียง ท่านรู้สึกไหมว่า…” องครักษ์ซย่ามองดูคนเหล่านั้น และเหมือนจะเห็นท่าทางแปลกๆ ของบ่าวรับใช้คนหนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาและลากคุณชายเจียงไปข้างๆ แล้วก่อนจะเอ่ย “ข้ารู้สึกว่าพวกเขาตั้งใจทำ”
“จงใจดับไฟตะเกียงดวงดาว?” เจียงจิ้นลู่เองก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
แม้ว่าแสงเทียนจะเปราะบาง แต่พวกเขาก็มีตั้งเจ็ดดวง!
มันจะมีเหตุบังเอิญมากเกินไปหน่อยแล้ว
“ข้าคิดว่าเป็นอย่างนั้น” องครักษ์ซย่าครุ่นคิด
“แต่ทำไมเล่า…มันก็เป็นแค่แสงเทียน…” เจียงจิ้นลู่รู้สึกแปลกใจ ทำไมต้องทำลายของสิ่งนี้ด้วย? ต่อให้เป็นเขาเองที่สงสัยในความสามารถของศิษย์พี่ใหญ่ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะเป็นปรปักษ์กับนาง
หากไม่ใช่เพราะมีหมอเทวดาอยู่ที่นี่…
“คุณชายเจียง ปรมาจารย์โม่ไม่ได้ไร้ความสามารถอย่างที่ท่านคิด ปรมาจารย์มีความสามารถจริงๆ” องครักษ์ซย่าเองก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงเช่นกันที่เห็นว่าเจียงจิ้นลู่ตื้นเขินเช่นนี้
“หากจะบอกว่าศิษย์พี่ใหญ่เชี่ยวชาญเรื่องพิณ หมาก อักษร และภาพวาด ข้าเชื่อหรือจะบอกว่านางฉลาดอย่างไม่มีใครเทียบได้ในโลกนี้ก็ว่าได้ แต่มีเรื่องเทพเซียนวิชาวิเศษนี้เท่านั้น…” เจียงจิ้นลู่ส่ายศีรษะ “นี่องครักษ์ซย่า ท่านรู้หรือไม่ว่าแม่หมอที่บ้านเกิดข้านั้นทำให้คนตายไปกี่คน…”
“ตั้งแต่ข้ายังเด็ก หากมีคนในหมู่บ้านป่วย พวกเขาต่างก็ไปหาแม่หมอ ซึ่งก็จะได้สมุนไพรง่ายๆ มาเพียงหยิบมือ ร่ายคาถาสองสามคำ แล้วก็โยนคนป่วยทิ้งไว้รอความตายอยู่ที่นั่น หากรอดก็แปลว่ามีเทพเซียนคอยคุ้มครอง ถ้าเกิดตายขึ้นมาก็แปลว่าพวกเขามีบาปกรรมทำชั่วมาก่อน” เจียงจิ้นลู่ยิ้มอย่างขมขื่น
“ที่แห่งนั้นก็แค่ไม่มีอารยธรรมเท่านั้น ปรมาจารย์โม่ไม่เหมือนกันหรอก…” องครักษ์ซย่าเอ่ยขึ้นทันที
“จะต่างกันอย่างไร พอท่านแม่ของข้าตายจากไป ข้าก็จากที่นั่นมา แม้ว่าต่อมาข้าจะกราบอาจารย์แล้ว แต่ในใจก็ยังมีความสงสัยอยู่ตลอดเวลา หลายปีที่ผ่านมาข้าได้ไปเยี่ยมชมวัดพุทธและวัดเต๋านับไม่ถ้วน ข้าได้เห็นชาวบ้านพวกนั้นมีความทุกข์ยากลำบาก พวกเขากราบไหว้โขกศีรษะก็แล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะมีเทพเซียนที่ไหนมาปรากฏให้เห็น ข้าก็เห็นว่าพระภิกษุพวกนั้นก็แค่ชี้แนะเรื่องทางโลก กลับไม่เคยเห็นพวกเขาติดต่อกับภูตผีวิญญาณอะไรเลย ข้ารู้ว่า เดิมทีคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพระภิกษุหรือนักพรตก็แค่คนธรรมดาเท่านั้น ที่ช่วยเรื่องความทุกข์ยากลำบากได้ก็แค่ทางจิตใจ ไม่ใช่ช่วยชีวิต”
สิ่งที่คนทั่วไปแสวงหาคือความสบายใจ สิ่งที่พระภิกษุและนักพรตทำคือทำให้สบายใจเท่านั้น
ส่วนที่เหลือ…
น้ำยันต์ คาถาศักดิ์สิทธิ์…พวกนั้นล้วนเป็นกลอุบายเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีอยู่จริงใช้หลอกลวงผู้คนเท่านั้น