ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 793 ปรมาจารย์ร่ำรวย / ตอนที่ 794 มีกินมีใช้ไปครึ่งปี
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 793 ปรมาจารย์ร่ำรวย / ตอนที่ 794 มีกินมีใช้ไปครึ่งปี
ตอนที่ 793 ปรมาจารย์ร่ำรวย / ตอนที่ 794 มีกินมีใช้ไปครึ่งปี
ตอนที่ 793 ปรมาจารย์ร่ำรวย
หยวนฉังจื่อมีความอดทนค่อนข้างมาก เวลานี้เขาจึงอธิบายให้ใต้เท้าต่งฟัง “ข้าจะบอกความจริงแก่ท่านก็ได้ ต่อให้ท่านไม่ไป ข้าก็จะไปพูดคุยกับปรมาจารย์โม่ก่อนอยู่ดี ถึงอย่างไรเรื่องนี้ปรมาจารย์โม่ก็เป็นคนลงมือ ข้าจำเป็นจะต้องไปถามเหตุผลดูเสียหน่อย แล้วค่อยพิจารณาว่าจะลงมือกำจัดโชคร้ายคราวนี้หรือไม่ ถึงอย่างไรปรมาจารย์โม่ก็ต้องเป็นคนรับผลกรรมนี้ไว้ หากข้าลงมือไปตามอำเภอใจจะเป็นการไม่เหมาะสม”
แม้จะดูเหมือนว่าปรมาจารย์โม่ใช้แค่น้ำตาวัว แต่จริงๆ แล้วมันนับเป็นการขีดเส้นอาณาเขต
เรื่องของตระกูลต่งไม่ใช่เรื่องที่นักพรตคนอื่นจะเข้ามายุ่งวุ่นวายได้ง่ายๆ
หากสิ่งที่ปรมาจารย์โม่ทำเป็นแค่เรื่องชั่วร้าย เขาจะต้องรับผิดชอบในการกำจัดปีศาจและปกป้องคุณธรรม
แต่พฤติกรรมของปรมาจารย์โม่ยังไม่สามารถนับได้ว่าเป็นเช่นนั้น บวกกับตัวผู้เคราะห์ร้ายเองก็แปดเปื้อนเลือดด้วย มันต้องมีเหตุผลอื่นอยู่ในเรื่องนี้แน่ๆ เขาไม่สามารถปิดหูปิดตาผดุงความยุติธรรมได้
อย่างไรก็ตาม ใต้เท้าต่งกลับโกรธจัดจนรู้สึกอึดอัดไปหมด “นักพรตปีศาจนั่นถึงกับใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้…”
“ใต้เท้าต่ง เกรงว่านักพรตปีศาจที่ท่านเรียกนี้นั้นเป็นอย่างไรกันแน่ท่านก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อน” หยวนฉังจื่อกล่าวโดยสงบ “หากนางต้องการที่จะทำร้ายบุตรสาวของท่านจริง คงจะไม่ใช้แค่น้ำตาวัวหยดเดียวนี้หรอก”
แค่ใช้อาวุธวิเศษประกอบกับค่ายกลบางอย่าง และใช้เส้นผมนิดหน่อยก็สามารถทำให้แม่นางน้อยผู้นี้ตายอย่างเงียบๆ ได้แล้ว
แน่นอนว่านักพรตในใต้หล้ามีเป็นพันเป็นหมื่น ผู้วิเศษที่หาตัวจับได้ยากก็มีไม่น้อย พวกเขาต่างก็จับตามองอยู่ทั้งนั้น
แม้ว่าปกติแล้วพวกเขาจะไม่ลงจากเขาก็จริง แต่ถ้าหากมีนักพรตปีศาจจริงๆ แล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะต้องออกหน้ามาขจัดเภทภัยให้ชาวบ้านแน่ๆ
ใต้เท้าต่งไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
อย่างไรก็ตามเขาเป็นถึงนักพรตจากวัดอวี้ซวี เขาจะไม่ใส่ใจคำพูดพวกนี้ก็ไม่ได้
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านนักพรต…ถามปรมาจารย์โม่ด้วยว่า เหตุใดถึงต้องพุ่งเป้าเล่นงานบุตรสาวของข้า นางอายุยังน้อย หากมีตรงไหนที่ล่วงเกินนางไปก็ต้องขออภัยด้วย อย่างมากข้าก็แค่ไปขอขมานางด้วยตัวเอง” ใต้เท้าต่งยอมวางศักดิ์ศรีของตนเองลงแล้วเพื่อบุตรสาวของตนเอง
หยวนฉังจื่อไม่ได้พูดอะไรมาก
พักเรื่องน้ำตาวัวไปก่อนชั่วคราว วิญญาณที่อยู่ในห้องนี้…
จะต้องไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์โม่แน่นอน
หยวนฉังจื่อครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะให้ยันต์เอาไว้เพื่อปกป้องหญิงสาวผู้นี้ไว้ก่อนชั่วคราว
แม่นางน้อยผู้นี้จะได้ไม่ถูกทรมานจนตายไปเสียก่อนที่เขาจะถามเหตุผลรู้เรื่อง
หลังจากที่เขาให้ของไว้แล้ว ใต้เท้าต่งก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการเปล่าประโยชน์ที่เชิญเขามา จึงได้ส่งเขาออกไปด้วยความสุภาพ
หยวนฉังจื่อจากไปแล้วก็ไปที่หอส่องชะตาเพื่อเยี่ยมพบปรมาจารย์โม่ทันที
แต่น่าเสียดายที่วันนี้เซี่ยเฉียวกำลังตั้งใจเรียนอย่างหนักที่สำนักศึกษา นางจึงไม่อยู่ที่นั่น
หยวนฉังจื่อรู้สึกว่าตนเองก็ไม่มีอะไรทำจึงได้รออยู่ที่นั่น เขานั่งขัดสมาธิอยู่ที่นั่นโดยไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวคล้ายกับกำลังบำเพ็ญตนกระนั้น ผู้ดูแลฉังคิดว่าเขาเป็นผู้วิเศษคนหนึ่ง จึงไม่กล้าที่จะเข้าไปรบกวน แต่ก็อดที่จะเป็นกังวลไม่ได้
กรุ๊งกริ๊ง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกแล้ว
หยวนฉังจื่อไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของเขาได้
ปรมาจารย์โม่…ร่ำรวยจริงๆ
กระดิ่งเรียกวิญญาณนี้ค่อนข้างพิเศษเลยทีเดียว ในห้องนี้ยังมีอาวุธวิเศษอยู่อีกหลายชิ้น ไม่ว่าจะทำจากทอง หยก หรือไม้ก็มีทั้งนั้น ที่ทำจากไม้ก็มีมากกว่าครึ่ง!
การทำอาวุธวิเศษนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องจุดธูปเผาเครื่องหอมสักการะต่อเทพด้วยความเคารพบูชา และยังต้องสวดท่องคัมภีร์ให้มากพอ สวดท่องคัมภีร์มากพอแล้ว ตอนที่ท่องก็ต้องใช้ความจริงใจให้มากขึ้น และยังต้องขอพรจากยันต์เหลืองด้วย…
แม้แต่ที่วัดอวี้ซวีของเขาก็ยังมีอาวุธวิเศษดีๆ ไม่มากเท่านี้
ของที่มอบให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านการปลุกเสกแล้วเท่านั้น คุณภาพ…ไม่ได้ดีเท่าของปรมาจารย์โม่
ปรมาจารย์โม่น่าจะมีเวลาว่างมากเหมือนกันนะ…
สมแล้วกับที่เป็นคนในสำนักเดียวกับโม่หลิงจือ พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นคนที่พิเศษจริงๆ
เขานั่งอยู่อย่างนั้นจนผู้ดูแลร้านกระสับกระส่ายทั้งเช้าไม่เป็นอันทำอะไร เขามักจะรู้สึกว่านักพรตผู้นี้จะทำลายข้าวของอยู่เสมอ จึงได้เฝ้ามองดูเขาอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าเขาจะขโมยและปล้นของที่นี่ และทำให้ท่านเจ้าของต้องสูญเสียอย่างหนัก!
หลังจากที่เขาทนอยู่นาน เจ้าของร้านที่เขาตั้งตารอก็มาในที่สุด
“ปรมาจารย์โม่ ไม่ได้พบท่านนานเลย ทำไมท่านไม่ลองไปที่วัดอวี้ซวีที่ข้าอยู่บ้างเล่า นับตั้งแต่แยกย้ายกันวันนั้น ข้าก็รอท่านอยู่ที่วัดมาตั้งนานสองนาน…” หยวนฉังจื่อพุ่งเข้าไปหานางไวกว่าผู้ดูแลร้านเสียอีก
เพียงแต่ว่าเขาอยู่ในเสื้อคลุมแบบนักพรตทั้งตัว เคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่ใบหน้าของเขายังคงดูผ่อนคลายเบาสบายเท่านั้น
ตอนที่ 794 มีกินมีใช้ไปครึ่งปี
ผู้ดูแลฉังรู้สึกมึนงงไปหมด
นักพรตในใต้หล้านี้ล้วนแต่มีความสามารถทำหน้านิ่งแบบนี้กันหมดหรืออย่างไร
นายท่านเจ้าของร้านเป็นแบบนี้ นักพรตจากวัดอวี้ซวีก็เป็นแบบนี้!
ทั้งๆ ที่รอคนมาตั้งนานก็น่าจะร้อนใจแล้ว แต่กลับยังหน้าด้านทำท่าทางทักทายอย่างใจเย็นใจได้อีก!
เซี่ยเฉียวตกใจอย่างยิ่งกับการปรากฏกายอย่างกะทันหันของนักพรตที่อยู่ตรงหน้านี้
เมื่อนางเห็นว่าผู้มาเป็นใครก็สงบใจที่เต้นแรงลงได้
“ข้ายุ่งอยู่กับการทำมาหากิน ไม่มีเวลาว่าง วันหน้าหากมีโอกาสข้าจะแวะไปเยี่ยมเยือน” สีหน้าเซี่ยเฉียวไม่เปลี่ยนแปลง
หยวนฉังจื่อเองก็แค่ถามเพื่อหาเรื่องคุยไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ต้องการที่จะบีบบังคับให้ปรมาจารย์โม่ไปที่วัดอวี้ซวีหรอก แต่เมื่อได้พูดคุยกันแล้ว เรื่องต่อไปก็จะพูดง่ายขึ้นแล้ว
“ร้านค้าของนักพรตโม่นี้ไม่เลวเลย ทำเลก็ดี กิจการคงจะดีมากใช่หรือไม่” หยวนฉังจื่อเอ่ยถามไปเรื่อย
“ก็พอใช้ได้” เซี่ยเฉียวพยักหน้า
นางไม่ได้อาศัยการค้าขายอาวุธวิเศษเพื่อเลี้ยงชีพ ยันต์สีเหลืองพวกนี้ก็ไม่ได้มีราคาสูง ต้นทุนของวัสดุก็ไม่มาก แต่ความพยายามที่นางทุ่มเทลงไปนั้นเป็นสิ่งที่คนปกติไม่เข้าใจ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้มีกำไรอะไรขนาดนั้น
แหล่งที่มาของเงินของนางส่วนใหญ่คือจากพวกวิญญาณและตระกูลใหญ่ อย่างเช่น หนิงเป่ยอ๋องและตระกูลหลี่พวกนั้นต่างหาก
ลูกค้าแค่ไม่กี่คน แต่นางสามารถมีกินมีใช้ไปครึ่งปี
หยวนฉังจื่อพบว่า หากเขาพูดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไร้สาระกับปรมาจารย์โม่ก็คงจะทำให้บรรยากาศเย็นชาไปเท่านั้น
เขาแอบถอนหายใจในใจและคิดว่าตนเองมีเรื่องอะไรจะพูดก็พูดไปเถิด
“ปรมาจารย์โม่ ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะเรื่องของตระกูลต่ง…เมื่อวานกลางดึกใต้เท้าต่งส่งคนไปหาข้าที่วัดอวี้ซวี และบอกว่าบุตรสาวของตนถูกวิญญาณตามหลอกหลอน พอวันนี้ข้าลองไปดูกลับพบว่าเป็นการใช้น้ำตาวัวแตะที่เปลือกตา ไม่ทราบว่า…มีเหตุผลอะไรสำหรับเรื่องนี้หรือไม่” หยวนฉังจื่อเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
“ข้าไม่สามารถใช้น้ำตาวัวนี้ได้หรือ“ เซี่ยเฉียวกลับไม่ได้ตอบคำถาม
“ย่อมใช้ได้ เพียงแต่…แม้ว่าข้าจะเป็นผู้บำเพ็ญตนคนหนึ่งก็ยังต้องรู้สึกสั่นสะท้านเมื่อได้เห็นวิญญาณเร่ร่อน แล้วนับประสาอะไรกับคนธรรมดา หากแม่นางน้อยผู้นั้นไม่ได้มีจิตที่แข็งแกร่งพอ ก็เกรงว่านางจะตกใจตายไปแล้ว…เมื่อเป็นอย่างนั้น ท่านนักพรตเองก็ต้องเป็นคนรับผลกรรมนี้ไป ไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญตนของท่านเลยนะ?” หยวนฉังจื่อเอ่ย
เซี่ยเฉียวเองก็รู้ว่าหยวนฉังจื่อมีเจตนาดี
โดยเฉพาะเมื่อนางได้เห็นเขาอีกในคราวนี้ เขาดูลึกล้ำขึ้นกว่าเมื่อครั้งที่พบกันที่คฤหาสน์ของหนิงเป่ยอ๋องเล็กน้อย สภาพจิตใจของเขามีความเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ความทะนงตนน้อยลง และมีความเป็นเซียนมากขึ้น
“คนผู้นี้มีความแค้นบางอย่างกับข้า เรื่องนี้ข้ารู้ดีว่าทำได้แค่ไหน ข้าไม่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเปล่าๆ หรอก” เซี่ยเฉียวเอ่ย
เมื่อหยวนฉังจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พูดถึงเรื่องน้ำตาวัวอีก
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญตนก็ยังเป็นคนธรรมดาที่มีอารมณ์ความรู้สึก
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มลงมือทำร้ายคนอื่น แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นมารังแกได้ตามอำเภอใจ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เพียงแต่วันนี้ข้าไปที่บ้านตระกูลต่งและพบว่าที่บ้านตระกูลต่งมีวิญญาณตนหนึ่ง หากปล่อยไว้ต่อไปเกรงว่าจะกลายเป็นวิญญาณแค้นและทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้ ไม่ทราบว่าปรมาจารย์โม่มีวิธีแก้ไขหรือไม่ ถ้าหากท่านไม่สนใจเรื่องนี้ และตระกูลต่งเชิญข้ามาแบบนี้ ข้าคงจะนิ่งดูดายไม่ได้” หยวนฉังจื่อเอ่ยต่อ
นี่ต่างหากที่เป็นจุดประสงค์หลักของเขา
“ข้าจะเป็นคนสวดส่งวิญญาณตนนี้เอง ที่ข้าใช้น้ำตาวัวก็เพื่อที่จะระบายโทสะให้นางเท่านั้น นี่เป็นงานของข้า ท่านอย่าได้แย่งจะดีกว่า” เซี่ยเฉียวเองก็ไม่ได้ปิดปัง
ตอนที่ต่งอีอวิ๋นยังมีชีวิตอยู่ นางก็รับเงินและทำงานสำเร็จไปแล้ว ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันอีก แต่หลังจากที่นางตายไป เซี่ยผิงกั่งก็นำเงินมาให้นางเพื่อทำพิธีสวดส่งวิญญาณก็เท่ากับมีผลผูกมัดแล้ว
“ไอแค้นของวิญญาณตนนี้ไม่ใช่น้อยเลย ข้าเกรงว่าจะไม่ง่าย? วันนี้ไอแค้นนั้นแข็งแกร่งรุนแรงจนทำให้แม่นางผู้นั้นเจ็บปวดจนอยากตายเลยทีเดียว…ปรมาจารย์รู้หรือไม่ว่า วิญญาณตนนี้มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงได้มีความแค้นใหญ่หลวงกับแม่นางต่งผู้นี้ได้