ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 689 ให้รางวัล / ตอนที่ 690 ที่บ้านบังคับสินะ
ตอนที่ 689 ให้รางวัล / ตอนที่ 690 ที่บ้านบังคับสินะ
ตอนที่ 689 ให้รางวัล
โชคดีที่ ‘แผนที่โลก’ นี้โชคดี และพวกเขาก็โชคดีพอ มิฉะนั้นสมบัติล้ำค่าเช่นนี้คงจะสูญสิ้นไปนานแล้ว!
เซี่ยเฉียวจงใจพูดคำเหล่านั้นเพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตระกูลเซี่ยไม่ได้สนใจแผนที่โลกนี้เท่าไรนัก
ขุนนางชาติกำเนิดโจรคนหนึ่งมีของเช่นนี้อยู่ในมือไม่ใช่เรื่องดีอะไร ในเมื่อต้องการมอบออกไปก็ต้องทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจด้วย ยิ่งบิดาของนางโง่เขลามากเท่าไรก็จะยิ่งดีกับฮ่องเต้มากเท่านั้น
ต่อให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะไม่ได้มีนิสัยขี้หวาดระแวง แต่ในฐานะขุนนางก็ควรประมาณตนไว้ก่อนจะดีกว่า
เซี่ยเฉียวแสร้งโง่อย่างจริงจัง
แม้แต่ในตอนนี้สายตาที่นางมองแผนที่โลกก็บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงโปรดปรานก็ถือเป็นเกียรติของหม่อมฉัน บิดาของหม่อมฉันเป็นคนเรียบง่ายไม่ซับซ้อนและคิดแต่จะถวายสิ่งที่ดีที่สุดให้ฝ่าบาทอยู่เสมอ แต่เขากลับไม่เคยรู้หนังสือ สมบัติล้ำค่าเช่นนี้จึงได้ถูกซุกไว้ก้นหีบมาหลายปี…” เซี่ยเฉียวแสร้งทำเป็นเชื่อฟังว่าง่าย นางดูรู้ความอย่างยิ่ง “บัดนี้ของสิ่งนี้ก็ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแล้ว แม้จะมีรอยยับไปบ้าง แต่ไม่ได้ถูกงูหนูมดแมลงกัดก็นับว่าโชคดีแล้วเพคะ”
เมื่อพวกอาจารย์ได้ยินคำว่างูหนูมดแมลงเหล่านี้ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดในใจ
โชคดีที่ตระกูลเซี่ยไม่ได้เป็นครอบครัวที่ลำบากยากจน…
ฮ่องเต้มองดูลูกสะใภ้คนนี้ก็เรียกได้ว่าลูกชายตนเองรักใครเขาก็รักด้วย ยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตา
เดิมทีเขายังคิดตำหนิในใจว่าเซี่ยหนิวซานนี่โง่มากที่เอาของอย่างนี้ไปซุกไว้ในหีบจนกลายเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เมื่อมาคิดดูก็รู้สึกว่าขุนนางเซี่ยผู้นี้จริงใจและบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง
เซี่ยหนิวซานก็ไม่เคยเรียนหนังสือ เขาจะไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ
อีกอย่างแม่นางคนนี้ก็ยังบอกด้วยว่าก่อนหน้านี้บนหนังแกะไม่มีอะไรเลย แต่หลังจากเอามันไปอังไฟจึงได้ปรากฏเป็นสิ่งนั้นขึ้นมา
มีเหตุผลให้อภัยได้!
ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ตาม ของสิ่งนี้ก็ส่งมาถึงมือเขาแล้วมิใช่หรือ
เวลานี้ฮ่องเต้กำลังคิดว่าจะให้รางวัลหญิงสาวอย่างไรดี
ให้ของรางวัลนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้คนคนนี้เป็นว่าที่พระชายารัชทายาทแล้ว ในเรื่องของตำแหน่งคงไม่สามารถที่จะสูงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว ดังนั้น…เขาคงต้องมองไปที่คนอื่นๆ ในตระกูลเซี่ยแทน
เซี่ยหนิวซานเป็นแม่ทัพชานเจียงนับว่ามีอำนาจแท้จริงแล้ว และเขาก็เพิ่งจะได้เลื่อนตำแหน่ง จะเลื่อนให้อีกตอนนี้ก็คงไม่ได้…
ส่วนน้องสาวน้องชายฝาแผดของหญิงสาวผู้นี้…
สายตาของฮ่องเต้เหลือบไปมองเซี่ยซีที่ยังไม่รู้จักนั้นเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ
นางอายุน้อยเกินไป จู่ๆ จะให้ผลประโยชน์อะไรตอนนี้ไปก็คงไม่ดี
คิดไปคิดมาก็มีเซี่ยผิงกั่งที่ยังพอจะขยับได้บ้าง แต่การให้เขาเลื่อนตำแหน่งเพราะถวายสิ่งของก็จะดูไม่ดี ดังนั้นเขาจะต้องครุ่นคิดเรื่องการให้รางวัลนี้ให้รอบคอบเสียหน่อย
“พี่ชายของเจ้าปีนี้อายุเท่าไหร่หรือ” จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ทรงเอ่ยถาม
“ทูลฝ่าบาท พี่ชายของข้าอายุยี่สิบปีแล้ว” เซี่ยเฉียวตอบไปตามตรง ในใจของนางก็เริ่มจะเดาอะไรออกบ้างแล้ว
“อายุยี่สิบ? วัยนี้แล้วยังไม่ได้แต่งภรรยาอีกหรือ เขาชอบพอกับแม่นางจากตระกูลไหนอยู่บ้างหรือไม่ ข้าจะได้จัดการเรื่องการแต่งงานให้” ฮ่องเต้ทรงเอ่ยถามอีกครั้ง
เซี่ยเฉียวยิ้มขื่นเล็กน้อย “ฝ่าบาท พี่ชายของหม่อมฉันมัวแต่ทำงาน ไม่ได้สนใจเรื่องการสร้างครอบครัวเลยเพคะ และ…นักพรตยังบอกว่าเขามีดวงพิฆาตครอบครัวภรรยา ยากที่จะพบคนที่มีแปดอักษรเข้ากันได้ ดังนั้นการแต่งงานจึงได้ล่าช้ามาถึงตอนนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮ่องเต้เองก็ต้องลำบากใจแล้ว
เดิมทีเขาคิดอยู่ว่าเซี่ยผิงกั่งเป็นคนที่ค่อนข้างมีความสามารถ จึงคิดจะเลือกหญิงสาวในหมู่เชื้อพระวงศ์ที่ดีๆ สักคนให้แต่งงานกับเขา เขาจะได้มีสถานะทางสังคมสูงขึ้นอีกหน่อย
แต่เรื่องดวงพิฆาตครอบครัวภรรยานี่…
ฮองเต้ไม่ได้สงสัยในคำพูดของเซี่ยเฉียวแม้แต่น้อย
หญิงสาวผู้นี้ไม่ได้โง่ ราชครูเองก็เชี่ยวชาญเรื่องนี้ หากนางโกหก แล้วภายหน้าเรื่องราวถูกเปิดเผยแน่ พอถึงตอนนั้นนางก็จะมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น
เช่นนี้แล้วเขาคงจะให้รางวัลแก่ตระกูลเซี่ยไม่ได้แล้ว หากจะให้จริงๆ ก็คงจะให้ได้แค่บรรดาศักดิ์เท่านั้นแล้ว
แต่การให้บรรดาศักดิ์นี้จะให้กันตามอำเภอใจไม่ได้
ในแง่ของการเป็นญาติ ตอนนี้ตระกูลเซี่ยก็แค่ได้ชื่อว่าจะเป็นพระชายารัชทายาทแต่ยังไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ
รอให้เซี่ยเฉียวได้ขึ้นเป็นฮองเฮาเสียก่อนแล้วค่อยแต่งตั้งตระกูลเซี่ยก็ยังไม่สาย อีกอย่างตอนนี้ตระกูลเซี่ยก็เป็นคนต่างแซ่ การแต่งตั้งให้เป็นโหวหรือปั๋วก็คงไม่เหมาะสมเช่นกันด้วยเกรงว่าในเมืองหลวงจะมีคนสร้างปัญหาขึ้นได้
ตอนที่ 690 ที่บ้านบังคับสินะ
หลังจากคำนวณทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้ว ฮ่องเต้ก็ต้องรู้สึกผิดในใจ
ลองดูตระกูลเซี่ยนี้สิ แม้ว่าจะไม่ได้มีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่ครอบครัวนี้ก็เรียบง่าย พวกเขาไม่ใช่ตระกูลใหญ่ ทั้งยังไม่ได้มีอำนาจมากมาย แต่กลับมีใจบริสุทธิ์สะอาดเสียยิ่งกว่าน้ำสะอาดเสียอีก
แต่เขาในฐานะฮ่องเต้กลับไม่สามารถให้รางวัลพวกเขาได้อย่างตรงไปตรงมา
“บิดาและพี่ชายของเจ้าล้วนแต่เป็นเสาหลักของบ้านเมือง เมื่อได้ของดีเช่นนี้มาแล้วพวกเขาก็รีบส่งมาให้ข้าทันที ข้าปลาบปลื้มใจมาก เดิมทีจึงคิดว่าจะให้กำหนดเรื่องการแต่งงานให้พี่ชายเจ้า แต่การแต่งงานจะทำอย่างรีบร้อนฉุกละหุกก็ไม่ดี เช่นนั้นก็ให้แล้วไปเถอะ อย่างไรก็ดีข้าจดจำเรื่องนี้เอาไว้แล้ว พอพี่ชายของเจ้าหาฝ่ายหญิงที่มีแปดอักษรเข้ากันได้เมื่อไร ข้าค่อยจะมีราชโองการออกไปก็ยังไม่สาย วันหลังค่อยให้บิดาของเจ้าเข้าวัง แล้วข้าจะถามดูว่าเขามีความปรารถนาอะไรหรือไม่ก็แล้วกัน” ฮ่องเต้ทรงอ่อนโยนยิ่งนัก
ขุนนางทั่วไปจะให้รับบรรดาศักดิ์เลยก็คงไม่ได้?
เซี่ยเฉียวเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ดังนั้นนางจึงไม่ได้รีบร้อนเช่นกัน
ก่อนหน้านี้บิดาของนางก็เป็นแค่แม่ทัพทำงานทั่วไปคนหนึ่ง แม้จะฟังดูไม่ใช่ตำแหน่งเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง และความเห็นของเขาก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว การจะเลื่อนตำแหน่งโดยอาศัยการถวายของล้ำค่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ตราบใดที่ฮ่องเต้ทรงจดจำเรื่องนี้ได้ก็พอแล้ว
ต่อไปหากพี่ชายของนางได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งก็จะได้เร็วขึ้นบ้าง
หากในอนาคตนางอายุสั้นและตายไป และฮ่องเต้ทรงจดจำได้ว่านางเป็นคนถวายของดีเช่นนี้ให้ พระองค์ก็อาจจะยอมละเมิดกฎ ทำให้ตระกูลเซี่ยกลายเป็นตระกูลที่มีเกียรติในเมืองหลวงนี้อย่างแท้จริงในคราวเดียวด้วยการสืบทอดบรรดาศักดิ์อะไรทำนองนั้น
ดังนั้นตอนนี้เซี่ยเฉียวจึงแสดงความขอบคุณต่อฮ่องเต้แต่โดยดี สีหน้าของนางยังแสดงความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเป็นเด็กดีเรียบร้อยคนหนึ่ง
ส่วนพวกอาจารย์ที่เคยพบเจอเซี่ยหนิวซานมาก่อน เวลานี้พวกเขาต่างก็รู้สึกหนังตากระตุกไม่หยุด
ลองดูหญิงสาวคนนี้สิ คนที่ไม่รู้ก็อาจจะคิดว่านางมาจากตระกูลใหญ่ที่ไหน มารยาทงามอย่างยิ่ง!
ใครจะคิดว่าบิดาของนางก็คือเซี่ยหนิวซาน!
เวลานี้คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็มองเซี่ยเฉียวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา
แม่นางเซี่ยผู้นี้โชคดีจริงๆ
ทั้งๆ ที่ข้างนอกลือกันหนาหูว่าหญิงสาวผู้นี้มีดวงพิฆาต แต่ฮ่องเต้กลับปฏิบัติต่อนางอย่างเป็นกันเองเช่นนี้ ทรงไม่กลัวว่าดวงนางจะพิฆาตรัชทายาทจนตายบ้างหรือ!
ผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือของต่งซีอวิ๋นแทบจะถูกนางฉีกจนขาดแล้ว
เซี่ยเฉียวกลับมานั่งที่เดิมอย่างช้าๆ ต่งซีอวิ๋นจับจ้องนางไม่วางตา “แม่นางเซี่ยนี่คมในฝักจริงๆ?”
“กลิ่นเปรี้ยว[1] แรงจังเลย มาจากไหนกันนี่?” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว นางสูดสมหายใจทำท่าดมอย่างจริงจังครั้งสองครั้ง
“…” เวลานี้ต่งซีอวิ๋นอยากจะด่าคนขึ้นมา
“แม่นางเซี่ย ต่อไปเจ้ากับข้าก็จะใกล้ชิดกันไม่เหมือนคนนอกแล้ว เจ้านำแผนที่โลกนี้มาด้วย เรื่องใหญ่เช่นนี้ทำไมไม่บอกข้าก่อนเล่า หากรู้อย่างนี้ข้าคงไม่เอาไข่มุกแสงจันทร์ออกมาหรอก เทียบกับแผนที่โลกของเจ้าแล้วมันเป็นของเล็กน้อยมากจริงๆ” น้ำเสียงของต่งซีอวิ๋นสนิทสนมราวกับว่านางกับเซี่ยเฉียวเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันกระนั้น
เซี่ยเฉียวหัวเราะออกมาทันที “ไข่มุกแสงจันทร์ของเจ้านับว่าเล็กน้อยจริงๆ หากจะให้พูดมันก็แค่หินที่ส่องแสงได้เท่านั้น และยังมีขนาดเล็กกว่ากำปั้นเสียอีก แต่กลับเอาออกมาถวายต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ เจ้าคงลำบากใจไม่น้อย คงจะถูกที่บ้านบังคับมาสินะ?”
“!!!” ต่งซีอวิ๋นมองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ที่บ้านยากจนก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก เพียงแต่พวกเขาเลี้ยงเด็กผู้หญิงอย่างเจ้าให้มีความสุขสบาย คนที่บ้านของเจ้ารู้จักความยากจนที่เจ้าไม่เคยได้สัมผัสเช่นนี้อยู่แล้วก็แล้วไปเถอะ แต่ท่านพ่อของเจ้ากลับบังคับให้เจ้าต้องแสดงออกมาต่อหน้าคนจำนวนมากเช่นนี้…เฮ้อ ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารจริงๆ” สีหน้าของเซี่ยเฉียวใจดีมีเมตตาราวกับต่งซีอวิ๋นและนางเป็นญาติกันกระนั้น
ก็แค่การแสดงละครมิใช่หรือ เรื่องนี้นางคุ้นเคยดีอยู่แล้ว!
“…” ต่งซีอวิ๋นไม่เคยเห็นคนหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน
ก่อนหน้านี้ปกติแล้วเมื่อนางพูดอะไรคนแบบซย่าหย่าอวิ๋นก็มักจะคล้อยตามนางไปทุกเรื่องหรือไม่ก็มีปฏิกิริยารุนแรง ซึ่งทำให้นางดูสงบและมีเหตุผลมากขึ้น
พูดได้คำเดียวว่าไม่มีวันเหมือนเซี่ยเฉียวที่…ที่สารเลวเช่นนี้!
[1] กลิ่นเปรี้ยว เปรียบเปรยถึงความอิจฉา