ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 659 จะดีหรือชั่ว / ตอนที่ 660 ตูมใหญ่ทีเดียว
ตอนที่ 659 จะดีหรือชั่ว / ตอนที่ 660 ตูมใหญ่ทีเดียว
ตอนที่ 659 จะดีหรือชั่ว
เซี่ยเฉียวไม่ได้คิดอะไรมาก ถนนเส้นนี้มีของกินค่อนข้างมาก แค่หาร้านไหนสักร้านนั่งก็ได้แล้ว ส่วนวิญญาณที่อยู่ข้างๆ นางก็มีสีหน้าพอใจ
“ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่เคยเสียเงินให้บ่อนพนันนี้ไปหลายอีแปะ ในที่สุดตอนนี้ก็นับว่าได้กลับคืนมาแล้ว!” แม้ว่าเขาจะไม่ได้ชนะพนันด้วยตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนเลือกแทงสูงแทงต่ำเอง!
ร้านอาหารนี้มีรายการอาหารให้เลือกด้วย ส่วนราคาก็ไม่ได้ถือว่าแพงมาก
เซี่ยเฉียวสั่งอาหารดีๆ มาเต็มโต๊ะตามความต้องการของวิญญาณตนนั้น
เสี่ยวเอ้อตกตะลึงไปเล็กน้อย
“ท่าน…มากันกี่คนหรือ” พวกเขามีกันแค่สองคนไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้กลับสั่งอาหารที่กินได้ถึงสิบกว่าคนแล้ว!
“เอาอาหารมาก็พอ” เซี่ยเฉียวหยิบแท่งเงินออกมาวางบนโต๊ะก่อน
“ใช่ๆๆ! ต้องทำแบบนี้แหละ! ตอนที่ข้ามีชีวิตอยู่ก็เคยมาที่ร้านนี้แล้ว เสี่ยวเอ้อชอบมองเขาด้วยสายตาดูถูกด้วยกลัวว่าข้าจะกินแล้วชักดาบ และคอยระแวงระวังอยู่ตลอดเวลา เกินไปจริงๆ!” วิญญาณโวยวายออกมา
“เห็นแล้วหรือยัง ข้าก็มีเงินนะ!”
“รู้จักปรนนิบัติข้าแล้วสินะ?!” วิญญาณนั่งลงตรงตำแหน่งหนึ่งแล้ว เขานั่งไขว่ห้างราวกับยังมีชีวิตอยู่กระนั้น
เมื่อเสี่ยวเอ้อเห็นเงินแล้ว เขาย่อมไม่พูดอะไรอีก และรีบไปเร่งอาหารในครัวทันที
ผ่านไปสักพักจ้าวเสวียนจิ่งก็กลับมาได้เสียที
เซี่ยเฉียวเงยหน้ามอง จากนั้นนางก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้จ้าวเสวียนจิ่งสวมชุดสีดำทั้งตัวชวนให้ดูสงบนิ่งและเย็นชามาก แต่ในเวลานี้เขากลับเปลี่ยนเป็นชุดสีคลุมยาวสีฟ้าน้ำแข็งปักลายใบไผ่ซึ่งทำให้เขาดูสง่างามอย่างยิ่ง และทำให้รู้สึกว่าห้องนี้สว่างขึ้นมาทันที
จนนางอยากจะยื่นมือออกไปจับ
เซี่ยเฉียวต้องยับยั้งชั่งใจเล็กน้อยและเหลือบหางตาไปมอง
อย่างไรก็ตามเวลานั้นเสี่ยวเอ้อก็รีบยกอาหารเข้ามาพอดี
ไม่นานนักอาหารก็ถูกวางลงจนเต็มโต๊ะ
วิญญาณตนนั้นลอยไปลอยมาอยู่บนโต๊ะ เขาทั้งสูดทั้งดมเพื่อดื่มด่ำกับอาหารเหล่านั้น
ตราบใดที่อาหารในร้านนี้ไม่ได้จัดวางไว้ในลักษณะของการเซ่นไหว้ ต่อให้เป็นวิญญาณที่หิวโหยก็สามารถที่จะขโมยกินได้ อาจมีบ้างบางครั้งที่พวกวิญญาณซุกซนจะมาสร้างความวุ่นวาย แอบดมสักทีสองทีเท่านั้น
ไม่มีใครขยับตะเกียบ
โจวเว่ยจงมองดูอาหารบนโต๊ะจนน้ำลายสอและรู้สึกหิวขึ้นมาเล็กน้อย
“ปรมาจารย์…พวกเรากินได้ไหม” โจวเว่ยจงสงสัย
เซี่ยเฉียวชี้ไปที่หัวปลาจานหนึ่งแล้วก็ยิ้ม “จานนี้เขากินเสร็จแล้ว เจ้าลองชิมดูได้”
โจวเว่ยจงจึงลองทันที
ถุย! เขาคายปลาออกมาทันที “ทำไมไม่มีรสชาติอะไรเลย!”
“เพราะเขากินเสร็จแล้ว เจ้ามากินอีก…ก็ไม่ต่างอะไรกับการเคี้ยวขี้ผึ้ง” เซี่ยเฉียวอธิบายเรียบๆ
โจวเว่ยจงวางตะเกียบลงอย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คนทั้งสามเดินไปมาอยู่เป็นเวลานาน พวกเขาเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงได้สั่งอาหารมาเพิ่มอีกสองสามจานต่างหากก่อนจะวางลงบนโต๊ะข้างแล้วก็ค่อยๆ กินอย่างช้าๆ
“ปรมาจารย์ วิญญาณนี้เป็นวิญญาณที่ทำความชั่วมาก่อน พวกเราทำความตามความปรารถนาของเขาเช่นนี้จะดีหรือ จะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับคุณชายหรอกใช่ไหม” โจวเว่ยจงอดถามขึ้นมาไม่ได้
“เขาไม่ใช่เป้าหมาย” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยตรงไปตรงมา
โจวเว่ยจงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่า ปรมาจารย์ออกมาเพื่อตามหาคนร้ายที่จับตัวแม่นางตระกูลหยวน
“ข้ามีหน้าที่ทำความปรารถนาของวิญญาณให้สำเร็จแล้วส่งพวกเขาไปเกิดใหม่ จะทำดีหรือชั่วมาก่อนข้าไม่สนใจทั้งนั้น” เซี่ยเฉียวเอ่ยเรียบง่าย
นางไม่มีทางที่จะลงมือทำให้วิญญาณพวกนี้แตกสลายไปเพียงเพราะพวกเขาก่อกรรมทำชั่วมาก่อนได้ มันจะเป็นการสูญเสียพลังมากไปและทำเกินหน้าที่
จะทำผิดหรือไม่ เมื่อพวกเขาลงไปยังปรโลกแล้วก็จะมีการตัดสินเองที่นั่น จะต้องลำบากทนทุกข์ทรมานหรือมีจุดจบที่เลวร้ายในชาติหน้าก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น
สำหรับนางแล้ว…
อย่างมากก็แค่สวดส่งวิญญาณแบบไม่ค่อยเต็มใจให้วิญญาณพวกนั้นหน่อย และไม่มีการทำบุญไปให้ทีหลังก็เท่านั้น
ตอนที่ 660 ตูมใหญ่ทีเดียว
อย่างเช่นวิญญาณตรงหน้านี้ หากเขาเชื่อฟังคำ แล้วอีกประเดี๋ยวก็บอกเรื่องที่ตนเองรู้ออกมาดีๆ นางก็จะเก็บวิญญาณเขาไว้ก่อน พอถึงเวลาก็ส่งเขาลงไปเกิดใหม่ แต่เพราะว่าวิญญาณตนนี้น่ารังเกียจเล็กน้อย ดังนั้นตอนที่นางสวดมนต์ก็จะงดเว้นบทสวดที่จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้นหน่อยไปเสีย
แต่หากเขาไม่เชื่อฟัง
จุดจบของเขาก็อาจจะน่าอนาถหน่อย
เซี่ยเฉียวดูอ่อนโยนมากในเวลานี้จนหางของวิญญาณตนนั้นแทบจะลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว
ผ่านไปสักพักเขาก็เรอออกมา “กินดื่มอิ่มแล้วพวกเราก็ไปที่หอโคมเขียวกันสักครั้งเถอะ! ด้วยเงินทั้งหมดนี่ข้าจะเรียกผู้หญิงมาให้มากที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้!”
เซี่ยเฉียวยังคงยืนขึ้นอย่างสงบและสะบัดแส้ปัดออกไป “เอาล่ะ สิ่งสุดท้ายที่ต้องทำก็คือไปที่หอโคมเขียวและเรียกผู้หญิงมา ไปกันเถอะ”
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วทันที
“ต้องทำอะไรก็บอกข้ามาให้ละเอียด ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ก็พอ” จ้าวเสวียนจิ่งคว้าแขนเพื่อหยุดนางไว้ทันที น้ำเสียงของเขาเฉยชา และสายตาล้ำลึก “บ่อนพนันน่ะช่างเถอะ แต่หอโคมเขียวไม่ใช่ที่ที่ท่านควรจะไป”
“…” จู่ๆ ก็ดุขึ้นมาอย่างนี้ เขาอยากจะให้นางตกใจตายหรือ
เซี่ยเฉียวกุมหน้าอกแล้วถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวทันที “ข้าเองก็ไม่อยากไป ไม่อย่างนั้น…เจ้า…”
“…” แววตาของจ้าวเสวียนจิ่งแสดงออกถึงความจนใจ “ตกลง”
เซี่ยเฉียวได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก นางเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น
“ข้าเชื่อฟังท่าน แค่เข้าไปข้างใน เรียกผู้หญิงมา ไม่ทำอย่างอื่นทั้งนั้น” จ้าวเสวียนจิ่งยิ้มอย่างจนปัญญา “ท่านสวมชุดนักพรตอย่างนี้ หากเข้าไปที่อย่างนั้น คนอื่นจะไม่คิดอะไรวุ่นวายไปหมดหรือ”
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่านางจะแต่งหน้าให้ตนเองกลายเป็นโม่ชูเซิงที่อยู่ในวัยสามสิบสี่สิบปี แต่นางก็ยังโดดเด่นกว่าคนอื่นอยู่ดี
นางที่มีลักษณะเช่นนี้ไปปรากฏกายในสถานที่อย่างนั้น ก็คงจะต้องถูกคนอื่นจาบจ้วงล่วงเกินเป็นแน่
ต่อให้แค่ใช้สายตาสกปรกๆ มองนางเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้
“ผู้ชายก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น” เซี่ยเฉียวพูดอะไรแปลกๆ จากนั้นนางก็เอ่ยสิ่งที่วิญญาณต้องการออกมา “ข้าไม่อยากเข้าไปที่นั่นจริงๆ ก็เลยต้องรบกวนศิษย์น้องแล้ว”
เรื่องที่รัชทายาทไปบ่อนพนันก็แล้วไปเถอะ แต่โจวเว่ยจงนึกไม่ถึงเลยว่าเขายังจะไปหอโคมเขียวอีก
ในที่ลับไม่รู้ว่ามีสายตามากน้อยแค่ไหนที่คอยจับตามองเขาอยู่ เรื่องที่เขาทำในวันนี้ก็คงจะรู้กันไปทั่วในเวลาไม่นาน
แต่ปรมาจารย์โม่ก็ยังบอกว่ารัชทายาทของเขาจะต้องสั่งสมบุญ และจะต้องทำอะไรสักหน่อย
โจวเว่ยจงเดินไปอย่างมีความสุขทีเดียว
คนที่ไม่รู้คงจะคิดว่าเขาอยากจะเข้าไปที่นั่นจนตัวสั่นน่ะสิ
เซี่ยเฉียวกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก คนที่นางเลือกมาเองย่อมไม่ใช่คนที่กินอะไรไม่เลือกเช่นนั้นแน่นอน
“ฝ่าบาท ท่านจะเข้าไปจริงๆ หรือ ยังไม่รู้เลยว่าจะได้บุญสักเท่าไร เพื่อเรื่องนี้…” ชื่อเสียงที่ต้องเสียไปจะไม่มากเกินไปหรือ!
“เรื่องบุญกุศลเป็นเรื่องรอง” จ้าวเสวียนจิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
เซี่ยเฉียวนั้นจริงจังและขี้เหนียวกับเรื่องการทำความปรารถนาของวิญญาณให้สำเร็จมากจริงๆ
ต่อให้เป็นวิญญาณโดดเดี่ยวทั่วไปที่นางบังเอิญพบบนถนน นางก็ยังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะส่งพวกเขาไปเกิดใหม่ ในสายตาของนางแล้ว นางยอมเหนื่อยตายเสียดีกว่าที่ยอมปล่อยวิญญาณที่จับมาได้ให้หลุดมือไปง่ายๆ
วันนี้นางเชิญให้เขาออกมาโดยเฉพาะ เดิมทีก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาให้เขา
แล้วเขาจะทำให้นางผิดหวังได้อย่างไร
เมื่อก่อนตอนที่เขาสืบคดีก็ใช่ว่าจะเคยเข้าไปในสถานที่ประเภทนี้ เพียงแต่…ไม่เคยเรียกผู้หญิงมาเท่านั้น
จ้าวเสวียนจิ่งก้าวเข้าไปข้างในอย่างมั่นคง
ใบหน้าโจวเว่ยจงร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อแม่เล้าเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่ามีแขกคนสำคัญมาแล้ว นางรีบเรียกหญิงสาวมากมายออกมาห้องล้อมทันที
“รับเงินนี่ไป แล้วให้พวกนางมายืนอยู่เป็นเวลาหนึ่งเค่อก็พอแล้ว” จ้าวเสวียนจิ่งรวบรัดตัดความ
แค่หนึ่งเค่อเท่านั้น แถมยังไม่ต้องทำอะไรด้วย แล้วแม่เล้าจะปฏิเสธได้อย่างไร อีกอย่างเงินหนึ่งร้อยกว่าตำลึงนี่ก็นับว่าไม่น้อยเลย เพียงแค่ยืนให้พวกเขามองดูเล็กน้อยเท่านั้น หากคุณชายผู้ร่ำรวยคนนี้ถูกใจขึ้นมาแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าสุดท้ายแล้วนางอาจจะได้ตูมใหญ่ทีเดียวเลยก็เป็นได้!