ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 633 ชะตาชีวิตไม่ดี / ตอนที่ 634 โตแล้ว
ตอนที่ 633 ชะตาชีวิตไม่ดี / ตอนที่ 634 โตแล้ว
ตอนที่ 633 ชะตาชีวิตไม่ดี
เมื่อเซี่ยเฉียวได้ยินที่เซี่ยผิงกั่งพูด หัวใจของนางก็เต้นแรงแทบจะหลุดออกมา
นางมองดูเขาอย่างไร้เดียงสา “เป็นไปไม่ได้หรอก ท่านต้องได้ยินผิดไปแน่ ปรมาจารย์โม่อาวุโสกว่าท่านนะ!”
“ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ตอนนั้นข้าก็ไม่ได้สังเกต แต่โจวเว่ยจงและเด็กผู้ชายสองสามคนที่อยู่กับเขาพูดขึ้นมา พวกเขาพูดกันราวกับเป็นอย่างนั้นจริงๆ ข้าก็เลยรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาเหมือนกัน” เซี่ยผิงกั่งเกาศีรษะของเขา “ปรมาจารย์โม่ผู้นั้นด่าคนเก่งด้วย นางคงจะได้เรียนรู้พวกคำพูดในยุทธภพมาบ้างตอนที่พเนจรไปทั่ว”
ไม่อย่างนั้นเล่า
หรือนางจะเป็นน้องสาวของเขาที่หายไปนาน
เซี่ยเฉียวผ่อนลมหายใจ
นางก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่นางลืมตัวจนเกือบจะเปิดเผยตัวตนออกไปแล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านไม่กังวลหรือว่าข้าจะปลอมตัวเป็นปรมาจารย์โม่นั่น” เซี่ยเฉียวเรียกความกล้าหาญออกมา เอ่ยด้วยแววตาเป็นประกาย
เมื่อเซี่ยผิงกั่งได้ยินเช่นนั้นก็เยาะนางทันที “ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกเจ้านะ พวกเจ้ารู้แจ้งหยินหยางเหมือนกัน แต่เจ้ายังห่างชั้นจากปรมาจารย์อยู่มาก ดูเจ้าสิ แค่ได้ยินคำว่าวิญญาณคนตายอะไรพวกนี้ก็ตกใจจนหน้าซีดแล้ว แต่ปรมาจารย์ไม่เหมือนเจ้า นางไม่ตื่นตระหนกยามต้องต่อสู้ สิ่งที่นางเห็นนั้นร้ายกาจกว่าวิญญาณเร่ร่อนที่เจ้ามักจะเห็นเป็นประจำมากนัก ล้วนเป็นวิญญาณแค้นทั้งนั้น! แต่นางแค่ยกมือขึ้นเบาๆ สะบัดยันต์ออกไปต่อสู้ วิญญาณพวกนั้นก็ถูกกำจัดไปหมดแล้ว!”
“คนที่ข้าชื่นชมในชีวิตนี้ นอกเหนือจากราชครูที่รู้รอบเรื่องดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ และรัชทายาทผู้มั่นคงดุจขุนเขาและสายน้ำแล้ว ตอนนี้ก็มีปรมาจารย์โม่เพิ่มมาอีกคนหนึ่งเท่านั้น” เซี่ยผิงกั่งเสริมอีกประโยคหนึ่ง
เซี่ยเฉียวถูกชมจนรู้สึกละอาย
“ร้ายกาจขนาดนั้นเลยจริงๆ หรือ” นางเขินอายเล็กน้อย
“จริงสิ น่าเสียดายนักที่ครั้งนี้เจ้าไม่ได้ไปอำเภอสวินด้วยกัน หากได้ไปพบเห็นของจริงเข้าบ่อยๆ ไม่แน่เจ้าอาจจะเลิกขี้ขลาดขนาดนี้ไปแล้วก็ได้” เซี่ยผิงกั่งส่ายศีรษะ “ปรมาจารย์โม่ผู้นี้จับวิญญาณเก่ง ทำนายแม่นยำ คนที่ไม่เชื่อฟังนางจะมีสักกี่คนที่มีจุดจบที่ดี? ตัวอย่างเช่นจ้าวซวีจือและอนุภรรยาของเขานั่น…คนหนึ่งถูกคุมขัง ส่วนอีกคนก็ไม่ได้มีจุดจบที่ดีเท่าไร ตัวเองโง่เขลาแล้วยังไม่ฟังคำแนะนำของผู้อื่นอีก!”
เซี่ยผิงกั่งกำลังพูดถึงแม่นางผังผู้นั้น
เขาได้ยินมาว่าเดิมทีจ้าวซวีจือต้องการจะรับนางเป็นอนุภรรยา ถึงกับรับนางเข้าเมืองหลวงมาแล้ว
แต่ตอนนี้จ้าวซวีจือถูกจับแล้ว คนในจวนหนิงเป่ยอ๋องก็ยังนับว่าสุภาพต่อแม่นางผังผู้นั้น พวกเขาต้องการส่งนางกลับให้เรียบร้อย
แต่แม่นางผังผู้นั้นไม่ยินดี อย่างไรก็ตามแม้นางจะไม่ยินดีก็ทำอะไรไม่ได้
“นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในสองวันที่ผ่านมา ข้าได้ยินมาว่าเพื่อที่จะเข้าจวนอ๋องให้ได้ แม่นางผังผู้นั้นได้ขายทรัพย์สินของครอบครัวที่เหลือทั้งหมด แม้แต่สูตรเครื่องหอมของตระกูลไป๋ก็ขายออกไปด้วยเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองกองโตก่อนจะลากมาเมืองหลวง นี่นางเพิ่งจะมาถึงเมืองหลวงได้แค่ไม่นานก็ต้องกลับไป แต่นางเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น เมื่อไม่มีคนที่น่าเชื่อถืออยู่ข้างกาย นางคงจะรักษาเงินนั้นไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน!”
หนิงเป่ยอ๋องเป็นคนดี เขาจึงให้องครักษ์ในวังส่งนางกลับไปด้วยตนเอง
ดังนั้นโอกาสที่เงินจะสูญหายระหว่างทางจึงเป็นไปได้น้อย
แต่เซี่ยผิงกั่งรู้ดีว่า ในยุคสมัยนี้เด็กสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีที่ถือเงินสองสามแสนตำลึงอยู่ในมือ และข้างกายไม่มีคนที่ไว้ใจได้สักคน จะสามารถรักษาเงินนี้ไว้ได้นานแค่ไหน!
ต่อให้เป็นชายชราที่อยู่ข้างกายนางซึ่งเคยจงรักภักดี แต่ต่อไปภายหน้าเล่า
เมื่อเขากลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งแล้ว คนในครอบครัวจะไม่เป่าหูอะไรเขาบ้างเลยหรือ
แม้ว่าเขาจะซื่อสัตย์ภักดี แต่เขาเป็นแค่คนแก่คนหนึ่งจะทำอะไรได้
ดังนั้นเมื่อคนคนนี้กลับไปถึงอำเภอสวินแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะมีหมู่ผึ้งแมลงและคนชั่วพุ่งเข้าหานางมากแค่ไหน!
นอกจากนี้พวกโจรขโมยใต้หล้านี้มีน้อยเสียที่ไหน
สรุปว่าชะตาชีวิตที่เหลืออยู่ของหญิงสาวผู้นั้นจะต้องไม่ค่อยดีแน่ๆ
“แม่นางผังที่ข้าพูดถึงนี้เจ้าก็ไม่เคยรู้จัก เจ้าย่อมไม่เข้าใจ ปรมาจารย์โม่ลึกลับและร้ายกาจขนาดนี้ ถือเป็นโชคดีของเจ้าที่มีโอกาสได้บำเพ็ญเพียรอยู่ในวัดเดียวกันกับปรมาจารย์โม่ เจ้าควรพยายามเรียนรู้จากนางให้มากที่สุด ให้พอจะมีความสามารถคุ้มครองตัวเองได้บ้างก็ดีเหมือนกัน!”
ตอนที่ 634 โตแล้ว
แม้ว่าเซี่ยผิงกั่งจะรำคาญเซี่ยเฉียว แต่เขาก็เข้าใจได้ว่าน้องสาวของเขาอายุยังน้อย ปรมาจารย์โม่นั่นก็อายุสามสี่สิบปีแล้ว นางได้รู้ได้เห็นมามากก็สมควรแล้วที่จะสงบนิ่งกว่า
ส่วนเวลานี้เซี่ยเฉียวก็ยิ่งขี้ขลาดมากขึ้นไปอีก
ทำไมโม่ชูเซิงจงได้สงบนิ่งมั่นคงเหมือนคนแก่น่ะหรือ
นั่นเป็นเพราะนางมีการแต่งหน้าหนาเตอะน่ะสิ ดังนั้นแม้ว่านางจะรู้สึกกลัว แต่ก็ไม่มีใครมองออก!
ตอนนี้พี่ใหญ่ของนางอวดโม้เรื่องปรมาจารย์โม่ใหญ่โตเช่นนี้ หากวันหนึ่งเขารู้ความจริงเข้า…
เขาคงจะฆ่านางตายแน่!
เซี่ยเฉียวยิ้มให้เซี่ยผิงกั่งด้วยความอ่อนโยนอย่างยิ่ง นางดูเหมือนกระต่ายน้อยที่กำลังตกใจก็ไม่ปาน
เซี่ยผิงกั่งไม่เข้าใจจิตใจของผู้หญิง เขาแค่คิดว่าเซี่ยเฉียวกำลังรู้สึกเคารพนับถือโม่ชูเซิง
“ที่ข้าให้เจ้าเรียนรู้จากปรมาจารย์โม่ก็เพียงเพื่อต้องการฝึกความกล้าหาญของเจ้าเท่านั้น ต่อไปเจ้าจะเป็นพระชายาของรัชทายาท จะไปโน่นมานี่ไปทั่วเหมือนปรมาจารย์โม่ก็คงไม่ได้” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยอีก
เซี่ยเฉียวยังคงเชื่อฟังอย่างคนรู้ความ
…
เมื่อฮ่องเต้มีราชโองการลงมาแล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เว้นแต่ว่าตระกูลเซี่ยจะทำความผิดร้ายแรง มิฉะนั้นโดยพื้นฐานแล้วฮ่องเต้ก็จะไม่ยกเลิกพระประสงค์ คนที่ยังคงคาดเดาและสงสัยก่อนหน้านี้จึงรู้สึกตกใจราวกับถูกฟ้าผ่าในเวลานี้
ภายในบ้านตระกูลต่ง ต่งซีอวิ๋นฉีกชุดแต่งงานที่กำลังเตรียมปักลายอยู่จนขาดทันที
คุณหนูรองตระกูลต่งอีอวิ๋นกำลังเข้าไปพอดี นางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นความยุ่งเหยิงนั้น “พี่หญิงใหญ่”
สีหน้าของต่งซีอวิ๋นแข็งทื่อเล็กน้อย จากนั้นนางก็เหลือบมองต่งอีอวิ๋นก่อนจะเอ่ยอย่างไม่แสดงอารมณ์ใดๆ “เจ้ามาทำไม จะอวดข้าที่ตระกูลเซี่ยได้ขึ้นสวรรค์แล้วหรือไง!
ต่งอีอวิ๋นหน้าแดงทันที นางโกรธเล็กน้อย “พี่หญิงใหญ่พูดเหลวไหลอะไร หากคำพูดของท่านลือออกไปข้างนอก ข้าไม่ต้องแขวนคอตายด้วยผ้าขาวเลยหรือ!”
ต่งซีอวิ๋นก็รู้ว่าตนเองโมโหมากเกินไป จึงได้หุนหันพลันแล่น
แต่นางไม่คิดเลยจริงๆ ว่า เซี่ยเฉียวนั่นจะได้กลายเป็นพระชายารัชทายาท!
ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ยังเป็นคนพระราชทานสมรสด้วยพระองค์เองเลยด้วย นางได้ยินจากท่านพ่อของนางว่า กรมพิธีการและหอดูดาวต่างก็เริ่มดูฤกษ์ดูยามกันแล้ว แม้แต่ราชครูก็ถูกเชิญตัวไป จะต้องกำหนดฤกษ์ที่ดีไปหมดทุกด้านให้ได้!
เห็นได้เลยว่าฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับพระชายารัชทายาทมาก!
แล้วนางล่ะ? นางก็ได้ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายเหมือนกัน ตอนนี้เป็นเพียงการตัดสินใจภายในเท่านั้น และยังไม่มีการพระราชทานสมรสเลย!
จิตใจของฮ่องเต้ไม่รู้จะคดเคี้ยวไปถึงไหน!
เดิมทีนางคิดว่าตำแหน่งพระชายารัชทายาทจะเป็นของนักพรตเฒ่านั่นเสียอีก ที่แท้จ้าวซวีจือนั่นก็ปล่อยข่าวลือแบบมั่วๆ!
“ข้าก็แค่ไม่พอใจนิดหน่อย เจ้าก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเซี่ยนั่นจงใจเล่นงานข้าที่สำนักศึกษาก่อนหน้านี้ จนทำให้ข้าถูกทุกคนเย้ยหยัน!” ต่งซีอวิ๋นกัดฟันด้วยความโกรธ
ต่งอีอวิ๋นถอนหายใจ “พี่หญิงใหญ่ อันที่จริง…หากท่านคิดให้น้อยลงหน่อยก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้น รัชทายาทเป็นลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก ต่อให้ฮ่องเต้ทรงรักใครโปรดปรานมากแค่ไหนก็ล้วนสมเหตุสมผล พระชายารัชทายาทจึงพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ไม่ใช่ว่าพี่หญิงใหญ่สู้แม่นางตระกูลเซี่ยไม่ได้เสียหน่อย”
แต่ไหนแต่ไรมาพี่หญิงใหญ่ของนางมักจะดูถูกรัชทายาทและมององค์ชายสี่เป็นเป้าหมายของตนอยู่เสมอ นางรู้เรื่องนี้ดี
แต่ในความเห็นของนาง รัชทายาทต่างหากจึงเป็นผู้ที่สูงส่งล้ำค่าที่สุด
แม้แต่ท่านพ่อของนางก็ยังพูดว่าฮ่องเต้ทรงลำเอียง แต่…ก็สมควรลำเอียงไม่ใช่หรือ
นางเป็นลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเอก หากวันหนึ่งลูกที่เกิดจากอนุภรรยาในครอบครัวของนางมีหน้ามีตากว่า กระทั่งได้รับมรดกส่วนใหญ่ของครอบครัว นางก็คงจะไม่ยินยอมเป็นแน่?!
น่าเสียดายที่พี่หญิงใหญ่มักจะคิดไม่ได้
ทั้งๆ ที่ตนเองก็เป็นลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเอก แต่นางก็มักจะไปขลุกอยู่กับแม่เล็ก และทำตัวห่างเหินกับแม่เลี้ยงของพวกนางซึ่งมันไม่ถูกต้องจริงๆ
ความเกลียดชังวาบผ่านสายตาของต่งซีอวิ๋น
“เจ้าชอบแม่น่างเซี่ยคนนั้นมากใช่ไหมเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นน้องสาวของเซี่ยผิงกั่ง” จู่ๆ ต่งซีอวิ๋นก็พูดออกมาตรงๆ “น้องเองก็โตแล้วนะ ตอนนี้ข้ามีกำหนดแต่งงานแล้ว ก็ควรจะเป็นเป็นตาของเจ้าบ้างแล้ว อยากจะให้ท่านพ่อส่งคนไปถามตระกูลเซี่ยดูไหมล่ะ”