ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 583 บทกวี / ตอนที่ 584 แล้วเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่ 583 บทกวี / ตอนที่ 584 แล้วเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่ 583 บทกวี
เสียงของพ่อบ้านชราสั่นเล็กน้อยเจือแววสะอื้น ใครได้ฟังก็ต้องรู้สึกเศร้าตามไปด้วย
“ข้าน้อยเพียงหวังว่าจะสามารถจัดการชีวิตที่เหลือของคุณหนูให้เรียบร้อยก่อนข้าจะตายจากไป…” ชายชราเอ่ยอีก
จ้าวเสวียนจิ่งมองเขาด้วยท่าทางจะยิ้มก็เหมือนไม่ยิ้ม “คนที่รู้แต่ไม่รายงานมีความผิด”
ชายชราตื่นตระหนก “ข้าน้อยรู้เรื่องนี้เพียงคนเดียว คุณหนูไม่รู้อะไรทั้งนั้นนะขอรับ…”
ความหมายของเขาชัดเจนมาก คือต่อให้เขาจะมีความผิดที่ไม่ยอมรายงานทางการก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับแม่นางผังคนนั้น”
หากผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าเขานี้ไม่ตอบตกลงคำขอของเขา แล้วเขาต้องโทษเพราะความผิดที่ไม่ยอมรายงานทางการ ซึ่งเขาก็ยอมแล้ว ถึงอย่างไรอีกไม่นานเขาก็จะตายแล้ว ส่วนคดีหิ่งห้อยนี้ก็จะเป็นความลับไปตลอดกาล
จ้าวเสวียนจิ่งหัวเยาะเสียดสีเล็กน้อย
“เกรงว่าจะเจ้าคงไม่เคยเห็นการทรมานของศาลตัดสินคดีมาก่อน” จ้าวเสวียนจิ่งมีสีหน้าเย็นชาดูไร้ความเห็นใจ “เจ้าบอกว่าคุณหนูของเจ้าไม่รู้เรื่อง แล้วนางจะไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ อย่างนั้นหรือ อันที่จริงเรื่องที่รู้แต่ไม่ยอมรายงานนี้ ข้านำตัวเจ้ากลับไปศาลตัดสินคดีแล้วสอบปากคำสักหน่อยก็รู้ได้แล้ว”
ชายชราตัวสั่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “ขอท่านผู้สูงศักดิ์ได้โปรดเมตตา! คุณหนูของข้ามีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อนางพบท่านในวันนั้นก็บังเกิดความรักตั้งแต่แรก ขอแค่ท่านรับนางไว้ข้างกายเท่านั้น สำหรับท่านแล้ว ไม่มี ไม่มีอะไรเสียหาย…”
ถ้าหากเขาเป็นขุนนางธรรมดาๆ เขาคงจะไม่ยอมให้คุณหนูต้องลำบากขนาดนี้
แต่ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคนอื่นคุยกันแล้ว ดูเหมือนจะเรียกเขาว่า ‘ฝ่าบาท’
คนที่จะถูกเรียกว่าฝ่าบาทได้ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องสถานะแล้ว…
มีความเป็นไปได้มากว่าคนผู้นี้คือรัชทายาท
หากเขาเป็นรัชทายาท ต่อให้คุณหนูเป็นอนุภรรยาก็จริง อนาคตของนางจะต้องไม่ธรรมดาแน่
“โจวเว่ยจง ไปจับตัวแม่นางผังมา” จ้าวเสวียนจิ่งเห็นว่าชายชราผู้นี้ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัยจึงจัดการทันที
“เดี๋ยวก่อน! คุณหนูไม่รู้เรื่องนะ! ข้าพูด ข้าพูดแล้ว!” พ่อบ้านชรารู้สึกขมขื่นใจ
เดิมทีเขาคิดว่า ผู้สูงศักดิ์คนนี้คงจะมีผู้หญิงข้างกายไม่น้อย ก็เหมือนกับนายท่านที่ตายไปแล้วของเขา หากมีโอกาสที่จะมีอนุภรรยาเพิ่มมาเมื่อไร เขาจะต้องไม่ปฏิเสธแน่…
หน้าตาของคุณหนูเขาก็ไม่แย่ แม้ว่านางจะไม่ได้งดงามล้ำเลิศ แต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของหญิงสาวจากตระกูลเล็กๆ
นึกไม่ถึงว่า…
ชายชราหมอบคลานอยู่บนพื้น “ตอนที่เกิดคดีหิ่งห้อยนี้ขึ้นนายท่านยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นคนทำคดีนี้ และข้าก็คอยรับใช้นายท่านอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นข้าจึงได้รู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้…”
เมื่อเห็นว่าผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ยืนกรานไม่จับคุณหนูของเขาแล้ว ชายชราจึงเบาใจขึ้น
จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า “คนที่ถูกแขวนคอตายในตอนนั้นแซ่เนี่ย ชื่อว่าเนี่ยปี เขามาจากที่อื่น เป็นบัณฑิตยากจน แม้ว่าจะพอมีความรู้ความสามารถอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ เขาก็นับว่า…ธรรมดาไม่โดดเด่น”
“ตอนนั้นนายท่านของข้าสืบอยู่นานมาก แต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรเลย ประการแรกคือเนี่ยปีผู้นี้ไม่เคยสร้างศัตรูกับใคร ประการที่สอง เขาเพิ่งจะมาถึงอำเภอสวินนี้ได้ไม่นาน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ศัตรูจะตามพบเขาได้…”
“คดีนี้จึงถูกพักไว้ก่อน นายท่านของข้าชอบบทเพลงและกวีนิพนธ์มาโดยตลอด อยู่มาวันหนึ่ง ฮูหยินสามก็ไม่รู้ไปได้บทกวีที่เขียนขึ้นหลายปีก่อนมาจากที่ไหน…”
“ทันทีที่นายท่านได้ฟังบทกวีนี้ เขาก็รู้แล้วว่าปัญหาคืออะไร และรีบกลับไปหยิบแฟ้มคดีมาทันทีก่อนจะตะโกนเสียงดังออกมาว่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง…ตอนนั้น ข้าน้อยคิดว่านายท่านน่าจะรู้ต้นสายปลายเหตุของคดีนี้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใดนายท่านจึงไม่ยอมสรุปคดีนี้”
พ่อบ้านชราพูดขึ้นอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ศีรษะของเขาแทบจะมุดลงไปในรอยแยกบนพื้นอยู่แล้ว
“บทกวีอะไรเจ้าพอจะจำได้หรือไม่” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
“หลายวันมานี้ข้าน้อยลองนึกดูดีๆ แต่ก็นึกได้ไม่ครบถ้วน จำได้เพียงว่ามีคำว่า กลิ่นหอมที่หลงเหลือ…กลิ่นหอม จันทรา อะไรทำนองนี้ อย่างอื่นข้าก็นึกไม่ออกแล้ว”
จ้าวเสวียนจิ่งขมวดคิ้วมุ่น
ในเมื่อบทกวีนี้ทำให้ผังซีหยวนรู้สึกประหลาดใจได้เช่นนี้ เขาจึงคิดว่ามันคงจะขายได้ไม่ดีนัก จนถึงขนาดที่ว่ามีคนนอกน้อยคนนักที่จะรู้จัก
จ้าวเสวียนจิ่งสั่งให้โจวเว่ยจงไปตรวจสอบที่ร้านหนังสือแต่ละแห่ง
โดยเฉพาะหนังสือรวมบทกวีในปีที่เนี่ยปีตาย ยิ่งจะต้องรวบรวมมาให้ละเอียดครบถ้วน
ตอนที่ 584 แล้วเกิดอะไรขึ้น
บทกวีที่รวมเล่มแต่ละปีมีไม่น้อย พวกเขารวบรวมมาได้กองใหญ่ทีเดียว
เรื่องการอ่านหนังสือนี้จะฝากความหวังไว้ที่เซี่ยผิงกั่งและพวกโจวเว่ยจงก็คงจะไม่ได้
จ้าวเสวียนจิ่งไม่ได้เปิดหนังสืออ่านเลยทันที แต่เขาดูก่อนว่าเป็นผลงานของใคร หลังจากที่ดูไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ในบรรดาหนังสือนับร้อยเล่ม เขาก็เจอเล่มหนึ่งที่เป็นผลงานของเนี่ยปีเข้าจริงๆ
เมื่ออ่านบทกวีดู….
“กี่ยามคืนนั้นพบกันริมลำธาร กลิ่นหอมสัมผัสฆานประสาทพลัน หยกงามเนื้อเย็นใสเมฆขวยเขิน แตะยอดสมใจปรารถนาวิญญาณจันทราหลอมละลาย ในกลิ่นหอมที่หลงเหลือ สู่เบื้องลึกในห้วงฝัน ความรักโอบล้อมหมู่ดาวสะท้อนใจสองดวง”
บทกวีนี้…
นับไม่ได้ว่าเป็นผลงานที่ดี แต่ดูเหมือนว่าจะพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง
ในตอนท้ายของบทกวีนี้เขียนบอกเวลาที่เขาเขียนมันขึ้นมาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือคืนที่สองที่เนี่ยปีมาถึงอำเภอสวินนั่นเอง
ไม่นานนักเนี่ยปีที่น่าจะได้ยินเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวัดนั้นแล้วก็ออกไปค้างคืนที่นั่
น่าแปลกจริงๆ
จู่ๆ คนที่รีบเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบเช่นเขาจะเขียนอะไรที่คลุมเครือแบบนี้ออกมาได้อย่างไร
เว้นแต่…เขาจะมีคนรักอยู่ในอำเภอสวินนี่ และ…ยังมีช่วงเวลาที่ดีกับผู้หญิงคนนั้นด้วย
หลังจากที่เนี่ยปีตายไป ทางการก็สอบถามทุกคนที่เคยติดต่อพูดคุยกับเขา ในแฟ้มคดีไม่ปรากฏว่ามีผู้หญิงคนใดที่มีความเกี่ยวข้องกับเนี่ยปี
“ฝ่าบาทสืบอะไรได้แล้วบ้าง” เซี่ยเฉียวเองก็มาร่วมชมความครึกครื้นด้วย
เซี่ยผิงกั่งบอกนางแล้วว่า รัชทายาทใช้ให้พวกเขาไปค้นหาหนังสือมากองโตทีเดียว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่เข้าใจคำกลอนบทกวีพวกนั้นเลยจึงไม่สามารถช่วยอะไรได้ ได้แต่ต้องปล่อยให้รัชทายาทต้องรับภาระอยู่คนเดียว ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
ส่วนนาง…
ศิษย์พี่ของรัชทายาท
บางทีนางอาจเข้าใจบทกวีมากกว่ารัชทายาท พวกเขาจึงเชิญนางมาดู
จ้าวเสวียนจิ่งเอาบทกวีหน้านั้นให้เซี่ยเฉียวอ่าน
เซี่ยเฉียวขมวดคิ้ว “เนี่ยปีคนนี้ก่อนจะตาย…ยังไปพบผู้หญิงคนหนึ่ง…แล้วเกิดอะไรขึ้น”
ลองดูประโยคนี้สิ ก้อนเมฆเปลี่ยนเป็นเขินอาย วิญญาณจันทราหลอมละลาย…จันทรานี้หมายถึงผู้หญิงคนนั้นใช่หรือไม่ หากแปลตรงๆ ก็น่าจะ…
จิตวิญญาณที่สงบของหญิงสาวก็เตลิดเพลิดไป…
กลิ่นหอมนี้กลายเป็นกลิ่นของอดีต พริบตาก็เข้าสู่ห้วงฝัน…
ต้องเป็นฉากหลังจากที่ชายหญิงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแน่นอน?
ไม่ใช่ว่าปกติแล้วจะเขียนบทกลอนแบบนี้ออกมาไม่ได้ เพียงแต่บัณฑิตทั่วไปที่เขียนกลอนและวิจารณ์บทกวีล้วนใส่ใจเรื่องความรู้สึกกันทั้งนั้น!
เนี่ยปีออกเดินทางมานานมากแล้ว หากเขาไม่ได้เพิ่งจะเคยสัมผัสมันมา ไหนเลยจะมาทอดถอนใจเช่นนี้
เซี่ยเฉียวไม่ได้พูดด้วยความระมัดระวังมากนัก แววตาของนางยิ่งดูเปลือยเปล่า เปิดเผย เปิดเผยจนบ่งบอกถึงอะไรบางอย่าง จ้าวเสวียนจิ่งตกตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาของเขาก็เลื่อนลงต่ำเล็กน้อย และรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
“เพียงแต่การตามหาผู้หญิงคนนี้เกรงว่าจะไม่ง่าย…” เซี่ยเฉียวถอนหายใจ นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “คดีนี้มีเหยื่อทั้งหมดสามคน และพวกเขาทั้งหมดเป็นบัณฑิตสินะ?”
จ้าวเสวียนจิ่งเหลือบมองนางอย่างชื่นชม
จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันหาดูว่าบัณฑิตอีกสองคนทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้บ้างหรือไม่
น่าเสียดายที่หลังจากผ่านไปสักพักพวกเขาก็ยังไม่พบสิ่งใดเลย
“ผังซีหยวนคนนี้สามารถรู้ตัวฆาตกรได้โดยอาศัยบทกวีนี้ เกรงว่าเขาน่าจะรู้อยู่บ้างว่าคนที่ถูกบรรยายในบทกลอนนี้คือใคร” จ้าวเสวียนจิ่งครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะหันไปเอ่ยกับเซี่ยเฉียว
เซี่ยเฉียวพยักหน้ารัวราวกับไก่กำลังจิกข้าว
ถูกต้อง
น่าเสียดายที่ผังซีหยวนเสียชีวิตไปนานแล้ว ตระกูลผังก็เหลือแค่เจ้านายและบ่าวรับใช้เพียงสองคนเท่านั้น
“ไปพาตัวชายชรามาที่นี่หน่อย” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยคำสั่ง
ไม่นานนักชายชราก็มาถึง
ชายผู้นี้ค้อมหลังตลอดเวลา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยร่องลึก ในแง่ของการเป็นบ่าวรับใช้ คนผู้นี้มีความจงรักภักดีอย่างแน่นอน แม้ครอบครัวของเจ้านายจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว แต่เขาก็ไม่ยังลืมที่จะดูแลแม่นางผังคนนี้ให้ดี
“มารดาผู้ให้กำเนิดของแม่นางผังเป็นเพียงนางข้างห้องเท่านั้นหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถามทันใด
เมื่อชายชราได้ยินเช่นนั้นร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ใช่ขอรับท่านผู้สูงศักดิ์ มารดาผู้ให้กำเนิดคุณหนูของเรามีภูมิหลังที่ไม่ดี นายท่านก็ไม่ชอบนาง จึงไม่ได้ยกนางขึ้นเป็นอนุ…”