ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 495 ตัวสั่นทำไม / ตอนที่ 496 ล่มเมืองและทำร้ายประชาชน
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 495 ตัวสั่นทำไม / ตอนที่ 496 ล่มเมืองและทำร้ายประชาชน
ตอนที่ 495 ตัวสั่นทำไม / ตอนที่ 496 ล่มเมืองและทำร้ายประชาชน
ตอนที่ 495 ตัวสั่นทำไม
ขณะที่เซี่ยผิงไหวกำลังจะลงมือทรมาน หัวหน้าของเขาก็เข้ามา
เมื่อได้เห็นว่าเซี่ยผิงกั่งจับใครมา เขาก็โกรธแทบบ้า “เซี่ยผิงกั่ง! เจ้าจับใครมารู้หรือไม่! คนผู้นี้กำลังจะเข้าสอบ!”
“ข้าน้อยรู้ ดังนั้นจึงได้จับเขามา ข้าสงสัยว่าเป็นจะเป็นตัวปลอม!” สีหน้าของเซี่ยผิงกั่งดูสงบอย่างยิ่ง
จับก็จับมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องสอบให้รู้แน่ชัด
หากเขาปรักปรำชายคนนี้ก็เอาหัวเขาไปได้เลย
และในเมื่อเขากล้าที่จะจับกุม แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงเพราะคำพูดพวกนั้นของเซี่ยเฉียว แต่เป็นเพราะเขาเองก็คิดได้ถึงสิ่งผิดปกติมากมาย
ตัวอย่างเช่น ตอนที่พบกันครั้งแรกในหอโคมเขียว ในเวลานั้นเวินหลันเฉิงได้มอบบทกวีใหม่ให้กับหญิงสาวเหล่านั้น หญิงสาวพวกนั้นก็มองเขาด้วยความชื่นชม และถามเขาว่าบทกวีนั้นหมายความว่าอย่างไร เขาพูดว่าอะไรเล่า
คำพูดที่เขาอธิบายในตอนนั้นเหมือนกับ…
เหมือนกับเขากำลังท่องหนังสืออยู่กระนั้น!
ไม่มีชีวิตชีวาเลยแม้แต่น้อย และยังหยุดชะงักเป็นครั้งคราวด้วย!
นอกจากนี้เขายังเคยเห็นท่าทีของบัณฑิตคนอื่นๆ ยามพวกเขาพูดถึงบทกวีของตนเอง แต่ละคนราวกับได้กินยาชูกำลังเข้าไป พวกเขาพูดไม่หยุดและมั่นใจในตนเองอย่างที่สุด!
แม้แต่คนที่ค่อนข้างเก็บตัวก็ยังเผยความคลั่งไคล้ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง
ชายคนนี้แตกต่างจากบัณฑิตคนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด!
ยังมีอีกเรื่อง ก่อนหน้านี้พวกเขาดื่มเหล้าด้วยกัน แล้วชายคนนี้สั่งให้คนยกชามาให้หนึ่งกา
ตอนที่ชาลวกมือของเขา นอกจากความเจ็บปวดแล้วเขาก็ไม่แสดงความกังวลออกมาแม้แต่น้อย…
การสอบในฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน ปกติผู้เข้าสอบจะให้ความสำคัญกับมือของพวกเขามาก แต่เขากลับไม่สนใจเลย อากาศก็หนาว สองมือของเขาแดงไปหมดเพราะความหนาว แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะซ่อนมันเอาไว้…
เรื่องราวทั้งหมดนี้…
เมื่อประกอบกับสิ่งที่เซี่ยเฉียวพูดทั้งหมด ทำให้เขากล้าที่จะจับคนมา
เพียงแต่มันไร้ประโยชน์ที่เขาจะพูดเรื่องเหล่านี้ออกมา เพราะมันเป็นความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียว ผู้บังคับบัญชาของเขาคงจะคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว
“รีบปล่อยเขาไปเร็ว ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายขนาดไหนแล้ว เจ้าเตรียมตัวที่จะโดนคนถวายฎีกาฟ้องร้องในท้องพระโรงพรุ่งนี้แล้วหรือ!” ผู้บังคับบัญชาเอ่ย
เขาไม่กล้าที่จะยั่วโมโหเซี่ยผิงกั่ง เพราะถึงอย่างไรเขาก็มีรัชทายาทคอยหนุนหลังอยู่
เขากำลังคิดถึงรัชทายาท รัชทายาทก็มาทันที
เท้าที่สวมรองเท้าสีดำดิ้นทองของเขาก้าวเข้าไปในห้องทรมาน หลังจากที่เหลือบมองเซี่ยผิงกั่งเขาก็ถามขึ้น “คนนี้มีความผิดอะไร”
เซี่ยผิงกั่งสำรวมอย่างยิ่งยามอยู่ต่อหน้ารัชทายาท “ฝ่าบาท ผู้เข้าสอบคนนี้ไม่เหมือนกับบัณฑิตทั่วไป กระหม่อมจึงนำตัวเขามาสอบถามเล็กน้อย”
จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้า
จากนั้นเขาก็มองดูเวินหลันเฉิงที่อยู่ตรงหน้า “คีรีห่างไกลทอดทิว ศิขรินเมฆพลิ้วสับสน บรรพตยามอรุณรุ่งเขียวขจี จะต่ออย่างไร”
“…” หลังจากผ่านไปนาน ชายที่ถูกมัดไว้ก็ยังไม่พูดอะไร
“บทที่สามของชุดเหวินเสียน ท่องสิ” จ้าวเสวียนจิ่งพูดขึ้นมาอีก
“…” ชายที่อยู่ตรงข้ามยังคงเงียบ เขาอ้าปากของเขาขึ้น แต่กลับทำท่าทางราวกับมันยากที่จะพูด
จ้าวเสวียนจิ่งแค่นเสียงเยาะ “ดีมาก ขุนนางเซี่ยมีสายตาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าสอบสวนชายผู้นี้ให้กระจ่างชัด ต่อให้ไม่ได้เป็นตัวปลอม ก็จะต้องมีการทุจริตในการสอบอย่างแน่นอน หากเขาไม่ยอมพูดออกมาภายในหนึ่งชั่วยามก็ค่อยๆ ตัดนิ้วเขาออกมาทีละนิ้วเป็นอาหารให้เขา หากยังไม่ตายภายในสองวันก็ให้ตัดหัวยัดลงท้อง แล้วโยนให้หมาป่ากิน”
“…” เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างๆ ตัวสั่นเทาขึ้นมาเล็กน้อย
“อ้อ!” เซี่ยผิงกั่งรีบตอบรับด้วยความตื่นเต้นทันที
เมื่อครู่เขากำลังคิดจะให้คนนำหนังสือมาให้สักสองสามเล่ม แล้วให้เขาท่องอยู่พอดี!
ดีที่รัชทายาทสมองดี ไม่ต้องใช้หนังสือก็ถามเขาได้เลย ร้ายกาจ!
“ฝ่าบาท…” เจ้าหน้าที่คนนั้นรู้สึกลำบากใจ
“เจ้าตัวสั่นทำไม มีข้าอยู่ ย่อมคุ้มครองความปลอดภัยให้เจ้าแน่” สีหน้าจ้าวเสวียนจิ่งราบเรียบ เขาเหลือบมองผู้ต้องหาด้วยแววตาลึกซึ้ง
ตอนที่ 496 ล่มเมืองและทำร้ายประชาชน
ทันทีที่เกิดเรื่องผู้เข้าสอบนี้ กลุ่มคนที่ไม่ชอบรัชทายาทก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที
คนที่ต้องเข้าวังก็เข้าวัง คนที่เขียนฎีกาก็เขียนฎีกาไป
ทุกคนต่างก็ยุ่ง
แน่นอนว่า เซี่ยผิงกั่งก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกฟ้องร้องด้วยเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น จ้าวเสวียนจิ่งก็ถูกเรียกตัวเข้าวังไปพร้อมกับเซี่ยผิงกั่งทันที
เซี่ยผิงกั่งในฐานะขุนนางเล็กๆ ขั้นหกไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าเฝ้าในท้องพระโรงเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกของเขา
เซี่ยผิงกั่งคุกเข่าต่อหน้าราชสำนัก เขาคนเดียวกินพื้นที่ของคนสองคน แต่ไม่มีความขลาดกลัวใดๆ เขาคุกเข่าลงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตอนที่ทำความเคารพ ปราณในช่องท้องของเขาเต็มเปี่ยม มองไม่เห็นความไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย
“ฝ่าบาท เซี่ยผิงกั่งจับกุมผู้เข้าสอบมาตามอำเภอใจโดยไม่แยกแยะถูกผิด น่าสงสารที่ผู้เข้าสอบคนนี้มาสอบตามลำพังคนเดียวโดยไม่มีบิดามารดาหรือพี่น้อง หากไม่ใช่เพราะว่าความสามารถที่โดดเด่นของเขาเป็นที่ประทับใจของผู้คน และเขาต้องมาตายอยู่ในศาลตัดสินคดีตอนนี้ ก็คงไม่มีใครออกหน้าแทนเขา!” ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งยืนขึ้น “ขอให้ฝ่าบาทมอบความยุติธรรมให้แก่เวินหลันเฉิงด้วยพ่ะย่ะค่ะ คืนความบริสุทธิ์ให้แก้เขา ลงโทษฆาตกรอย่างหนัก!”
“ผู้เข้าสอบนี้ล้วนถือเป็นกระดูกสันหลังของบ้านเมือง จะปล่อยให้เขาถูกดูหมิ่นเหยียดหยามเช่นนี้ได้อย่างไร! ฝ่าบาท นิสัยโจรของเซี่ยผิงกั่งยากที่จะกำจัด ไม่เหมาะสมที่จะเป็นขุนนาง ขอให้ฝ่าบาทปลดเขาเสียเพื่อคืนความสะอาดบริสุทธิ์ให้แก่ราชสำนักนี้!”
“องค์รัชทายาททรงเป็นรากฐานของบ้านเมือง พระองค์จะทรงอยู่ร่วมกับคนหยาบคายและบ้าบิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร วันนี้หากปล่อยให้คนคนนี้ล้อมจับผู้เข้าสอบ วันหน้าเขาจะไม่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่แผ่นดินเฉียนหยวนของเราหรือ ฝ่าบาทสูญเสียคุณธรรม ก็ควรต้องพิจารณาตัวเอง!”
“…”
หลังจากประโยคนี้จบก็มีคนกลุ่มใหญ่คุกข้าลงทันที
“ขอฝ่าบาททรงวินิจฉัย”
เสียงดังหนวกหู
เซี่ยผิงกั่งค่อนข้างตกใจเมื่อเห็นฉากนี้
รัชทายาทเกะกะลูกหูลูกตาคนพวกนี้ถึงขนาดนี้ ตอนที่มีคนบอกว่าให้ปลดเขาออก ขุนนางเหล่านี้ก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรมากมาย แต่เมื่อกล่าวถึงรัชทายาท ดูเอาเถิด ก้นของพวกเขาแทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
สีหน้าของฮ่องเต้หม่นหมอง ทรงไม่พอพระทัยอย่างมาก
ขุนนางใหญ่พวกนี้แทบจะจับตามองรัชทายาทของเขาทุกฝีเก้า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ต้องมีคำถาม!
พอรัชทายาททำอะไรที่ดูไม่เหมาะสมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาก็ทำตัวราวกับผึ้งแตกรัง ส่งเสียงน่ารำคาญยิ่งนัก!
พวกหมาหมู่โวยวายอยากจะปลดรัชทายาทอีกแล้ว!
บอกว่าเจ้าชายไร้ศีลธรรม ให้เขาพิจารณาตัวเอง? ฟังดูดี แต่เมื่อเขาพยักหน้ายอมรับ และหลังจากไตร่ตรองอยู่สองสามวัน สุนัขกลุ่มนี้จะโวยวายต่อไปอีก
สีหน้าฮ่องเต้ดูหม่นหมองยิ่งนัก “รัชทายาท เจ้าว่าอย่างไร”
รัชทายาทของเขาคนนี้อะไรก็ดีไปหมดทุกอย่าง เสียแต่เอาชนะใจคนไม่ได้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกผู้คนจำนวนมากโจมตีในขณะนี้!
เขาแทบรอไม่ไหวที่จะเปลี่ยน…เปลี่ยนคนพวกนี้ออกไปทั้งหมด!
จ้าวเสวียนจิ่งก้าวเข้าไปข้างหน้า สีหน้าของเขาเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ และดูไม่รีบร้อน ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก น้ำเสียงของพระองค์ก็อ่อนลง “หรือว่าเวินหลันเฉิงพูดอะไรอุกอาจไม่เหมาะสม แค่ผู้เข้าสอบตัวเล็กๆ กล้าทำอย่างนี้ก็สมควรตายแล้ว”
“…” ใบหน้าของขุนนางใหญ่กระตุกเล็กน้อย
พวกเขาแทบจะอกแตกตายเสียอย่างนั้น
เวินหลันเฉิงไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!
ไม่ใช่ว่าฝ่าบาทคิดจะยัดข้อหาให้เวินหลันเฉิงหรอกนะ!?
น่ากลัวจริงๆ
สมัยโบราณมีนางสนมล่มเมือง วันนี้มีรัชทายาททำร้ายประชาชน!
จ้าวเสวียนจิ่งหยิบคำสารภาพออกจากอกเสื้อของเขา และให้ขันทีมอบมันให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตร
“เสด็จพ่อทรงทอดพระเนตรเถิด คนที่ขุนนางเซี่ยจับกุมมาไม่ใช่เวินหลันเฉิงแต่เป็นหวงซง ซึ่งเดิมทีเป็นแค่ช่างฝีมือทำกระดาษเท่านั้น” รัชทายาทเอ่ยอย่างอบอุ่น
“เป็นไปไม่ได้ มีหลายคนเห็นแล้วว่าเขาคือเวินหลันเฉิงจริงๆ!” คนขององค์ชายสี่กระโดดโลดเต้นอย่างยินดีในเวลานี้
แต่พวกเขาอายุยังน้อย ทุกคนกำลังศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้เห็นความจงรักภักดีของฝ่ายสนับสนุนตนเองนี้เลยแม้แต่น้อย
เซี่ยผิงกั่งเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “กระหม่อมและรัชทายาทได้ทำการสอบปากคำตลอดทั้งคืน จนได้ตรวจสอบมาชัดเจนแล้วว่า คนผู้นี้คือหวงซง ซึ่งได้พบกันเวินหลันเฉิงในวันหนึ่ง ทั้งสองคนหน้าตาคล้ายกันแทบทุกส่วน แค่เห็นแวบแรกก็ราวกับได้พบสหายเก่า! จึงไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง แต่หวงซงนั้นโลภอยากได้ทรัพย์สินของเวินหลันเฉิง จึงได้จับเขามัดไว้และยึดครองทรัพย์สิน!”