ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1209 ละกิเลส / ตอนที่ 1210 วิญญาณจะกลับสู่สวรรค์
- Home
- All Mangas
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 1209 ละกิเลส / ตอนที่ 1210 วิญญาณจะกลับสู่สวรรค์
ตอนที่ 1209 ละกิเลส / ตอนที่ 1210 วิญญาณจะกลับสู่สวรรค์
ตอนที่ 1209 ละกิเลส
เพียงแต่ลู่อวี้ผิงเองก็รู้ว่าตนเองไม่สามารถที่จะเกลี้ยกล่อมศิษย์น้องได้
แม้ว่าหลายปีมานี้นางจะอยู่ในฐานะไท่เฟยดูเหมือนมีหน้ามีตา แต่ในความเป็นจริงแล้วนางกลับเก็บเรื่องในอดีตไว้ในใจตลอดมา ยิ่งนานวันเขานางก็ยิ่งดื้อรั้นหัวแข็ง
สายตาของฮุ่ยไท่เฟยกวาดไปมองบิดาแท้ๆ ของตนเองที่ถูกมัดท่าทางน่าตกต่ำน่าสังเวชนั้นแล้ว ในใจของนางก็ยิ่งหงุดหงิดกระสับกระส่าย
นางรู้สึกปวดศีรษะรุนแรง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางทำเรื่องต่างๆ มากเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่ พอนางอายุมากขึ้น ร่างกายของจึงต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ
นางมักจะปวดศีรษะจนแทบระเบิด ท่านหมอที่มาดูอาการก็หาสาเหตุไม่ได้ ยามฝนตกร่างกายของนางก็ยิ่งเจ็บปวดรุนแรงปานว่ากระดูกจะหลุดออกมาอย่างไรอย่างนั้น
พอยิ่งเป็นอย่างนั้น ในใจของนางก็ยิ่งเคียดแค้นชิงชัง
……
ส่วนในใจราชครูกำลังถูกมัดอยู่ในเวลานี้กลับค่อนข้างสงบ
มันเป็นเวรกรรมของเขา ถ้าหากเขาติดหนี้นางก็แค่ต้องชดใช้ ชีวิตนี้ของเขาไม่มีอะไรที่ต้องเสียดายหรือต้องถวิลหาแล้ว
……
ส่วนเซี่ยผิงกั่งในเวลานี้กำลังเดือดพล่าน
เขายอมรับว่าชะตาชีวิตของราชครูจะต้องจบลงได้แล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความเขาจะทนให้คนผู้นั้นเอาตัวราชครูไปใต้จมูกเขาอย่างนี้ได้!
นอกจากนี้ หากราชครูตายไปแล้ว ก็ต้องเหลือร่างสมบูรณ์ไว้ให้ฝังอย่างสมเกียรติสิ? แต่ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า เขาหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา เขาจะไปหาได้ที่ไหน ฮุ่ยไท่เฟยผู้นั้นก็ขี้ขลาดตาขาว หลังจากที่นางให้คนมาซื้อเลือดแล้วก็ไม่โผล่หน้ามาอีกเลย ตอนนี้เขาไม่มีเบาะแสอะไรได้ตามหาได้เลยสักนิด!
เขาค้นบ้านแทบทุกหลังในเมืองหลวงนี้แล้ว…
พอเซี่ยผิงกั่งอารมณ์ไม่ดี คนในราชสำนักที่อารมณ์ไม่ดีนั้นยิ่งมีมากกว่าไปอีก
ราชครูหายตัวไป ฮ่องเต้ก็อารมณ์เสียมาก ในการประชุมเช้ามีขุนนางหลายคนที่ถูกตำหนิเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
เรื่องนั้นก็ช่างมันเถิด แต่กลายเป็นวันสองวันก่อนในท้องพระโรง ไม่รู้ลมอะไรพาให้รัชทายาทเป็นคนออกตัวขอลาออกจากตำแหน่งรัชทายาทด้วยตัวเอง…
หากจะพูดกันตามความจริง การที่รัชทายาทมีจิตสำนึกเช่นนี้ก็ทำให้ขุนนางบางส่วนรู้สึกดีใจไปพักหนึ่ง เพราะถึงอย่างไรองค์ชายสี่ที่เพิ่งจะแต่งตั้งชายาเอกไปเมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวดีออกมาอย่างเร็ว พระชายาขององค์ชายสี่กำลังตั้งครรภ์ อีกไม่กี่เดือนก็พระราชนัดดาก็จะคลอดออกมาแล้ว!
แต่รัชทายาทเล่า!
ไม่มีอะไรทั้งนั้น
มีลูกได้หรือไม่กันแน่
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ยอมรับที่รัชทายาทจะเป็นฮ่องเต้แล้ว มือพิการก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรก็คงล้มเขาไม่ได้ และรัชทายาทเองก็มีคุณธรรมและความสามารถไม่เลว เมื่อพวกเขายอมรับรัชทายาทแล้ว แต่พอหันไปมองพระชายารัชทายาท พวกเขากลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจ
ภูมิหลังของนางไม่สูง ไม่นับว่าสง่างาม
สุขภาพร่างกายก็ไม่ดี นางแต่งงานมานานขนาดนี้แล้วแต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีทายาทเลย
ถึงนางให้กำเนิดบุตรไม่ได้ก็น่าจะมีเหตุผลบ้าง นางค่อยปล่อยให้รัชทายาทมีพระชายารองหรือมีสนมด้วยสิ? อย่างไรก็ตาม…พวกเขาได้ยินมาว่าในจวนรัชทายาทนั้นกลับสะอาดมาก แม้แต่สาวใช้ที่ปีนขึ้นเตียงก็ยังไม่มี!
พวกเขาเป็นกังวลแต่ก็ไม่กล้าพูด
เพราะรู้ว่าไม่สามารถที่จะยั่วโมโหรัชทายาทได้
กระทั่งมีพวกหัวโบราณบางคนที่คิดว่า ต่อไปหลังจากที่รัชทายาทขึ้นครองราชย์แล้ว หากผ่านไปสิบยี่สิบก็ยังไม่มีทายาท คงจะต้องรับพระญาติมาเป็นทายาทแทน องค์ชายสี่จะต้องมุ่งมั่นตั้งใจมีบุตรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมออกมาให้ได้สักหลายๆ คน…
พวกเขาคิดไปไกลถึงขนาดนั้นแล้ว แต่กลับนึกไม่ถึงว่ารัชทายาทจะลาออกจากตำแหน่งเอง
เหนือไปกว่าความดีใจแล้ว พวกเขากลับรู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อยประหนึ่งเหยียบอยู่บนสำลี และอดรู้สึกกังวลไม่ได้จนนอนไม่หลับเลยทีเดียว…
ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่พยายามสืบหาสาเหตุทั้งในทางลับและทางแจ้ง
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาสืบไม่ได้อะไรเลย
ได้แต่ต้องคาดเดากันเอง
มีบางคนคิดว่ารัชทายาทคิดได้แล้วว่าตนเองมีพิการไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ก็เป็นส่วนน้อย เพราะถึงอย่างไรรัชทายาทก็มีปัญหาที่มือมาตั้งแต่ตอนอายุสิบสองสิบสามปีแล้ว หลายปีมานี้เขาก็ไม่เคยมีจิตสำนึกอะไรขนาดนั้น
คนส่วนใหญ่คิดว่ารัชทายาทเป็นพวกคลั่งรัก
สาเหตุจะต้องเป็นเพราะร่างกายของพระชายารัชทายาทนั้นใช้การไม่ได้แล้ว รัชทายาทจึงได้รับความสะเทือนใจอย่างหนัก จึง…ละกิเลสได้แล้วกระมัง
ตอนที่ 1210 วิญญาณจะกลับสู่สวรรค์
ทุกคนต่างก็รู้กันทั่วรู้ว่ารัชทายาทรักใคร่เอ็นดูพระชายา
ของบำรุงทั้งในวังในเมืองหลวงนานาชนิดล้วนมีอยู่ในจวนรัชทายาททั้งนั้นเพื่อให้พระชายารัชทายาทบำรุงร่างกาย
หากไม่ใช่เพราะรัชทายาทหลงใหลมาก รัชทายาทจะทำเรื่องฟุ่มเฟือยเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อก่อนเขาก็คนง่ายๆ มากคนหนึ่ง…
“พวกเจ้าว่า ถ้าหากพระรัชทายาทสิ้นไปแล้ว รัชทายาท…จะตามไปด้วยไหม” ขุนนางกลุ่มหนึ่งสุมหัวกันพูดคุยเรื่อยเปื่อย และแล้วก็มีใครบ้างคนอดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้
พอได้ยินอย่างนั้นทุกคนก็รู้สึกหนาวเหน็บในใจกันไปหมด
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระมัง…”
“ข้าว่าก็มีความเป็นไปได้นะ สองวันมานี้สีหน้ารัชทายาทไม่ค่อยจะดีเท่าไรเลย ข้าได้ข่าวมาว่าเมื่อเร็วๆ นี้จวนรัชทายาทตามหาน้ำจากสวรรค์ไปทั่ว คงจะเอาไปทำยาเม็ดเพื่อช่วยชีวิตกระมัง”
“ใช่ๆ สองวันมานี้ดูเหมือนรัชทายาทจะไปสวนวรรณศิลป์และคัดลอกคัมภีร์เต๋าเพื่ออธิษฐานขอพรด้วยตัวเอง…ยังว่ากันว่า…ใช้เลือดแทนหมึกด้วยนะ…”
“นี่มันไม่ใช่การทำร้ายร่างกายอันสูงส่งหรอกหรือ! ร่างกายของโอรสสวรรค์จะมาทำเหลวไหลอย่างนี้ได้อย่างไร”
“เรื่องเหลวไหลน้อยเสียเมื่อไร รัชทายาทก็ทำอะไรแบบนี้มาตลอด พระชายารัชทายาทเป็นแก้วตาดวงใจของพระองค์ เพื่อนางแล้ว พระองค์ถึงกับไม่สนใจร่างกายของตัวเอง ถ้าหากพระชายารัชทายาทเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ข้าว่านะ…” ผู้พูดส่ายศีรษะ และไม่ได้พูดท่อนหลังออกมา
แต่ทุกคนต่างก็เข้าใจเป็นอย่างดี
หากรัชทายาทได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ ต่อให้ไม่ปลิดชีพตามไปก็อาจจะออกบวชได้
“รัชทายาทจะต้องเป็นราชาที่มีคุณธรรมแน่…” แม้จะมีความบกพร่องเล็กน้อย แต่ก็ไม่อาจปิดบังจุดเด่นแบบได้นี่!
ที่พวกเขาจู้จี้จุกจิกตลอดเวลาก็เพราะภาระหน้าที่สำหรับบัลลังก์นี้ใหญ่หลวงนัก พวกเขากลัวว่าชาวบ้านจะไม่พอใจ กลัวว่าคนรุ่นหลังจะวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อบัดนี้รัชทายาทปลงได้ด้วยตัวเอง พวกเขากลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
เรื่องที่พวกเขาซุบซิบกันนี้ไม่รู้ว่าเล็ดลอดออกไปได้อย่างไร
หลังจากผ่านไปสองวันก็มีข่าวลือว่าเซี่ยเฉียวนอนนิ่งอยู่บนเตียง ลุกไปไหนไม่รอด เหลือเพียงลมหายใจรวยริน จนแม้แต่หมอหลวงก็ช่วยไม่ได้แล้ว…
เซี่ยผิงกั่งกำลังยุ่งกับการตามหาคนอยู่ เขาจึงไม่สนใจข่าวลือพวกนี้เลย
แต่เซี่ยผิงไหวและเซี่ยซีไม่เหมือนเขา พวกเขากังวลร้อนใจมากจนร้องไห้และรีบเดินทางไปยังจวนรัชทายาทเพื่อไปหาพี่สาว หลังจากที่พวกเขาลงจากรถม้า ดวงตาแดงด่ำและท่าทางกังวลเช่นนั้นยืนยันเรื่องที่ว่าวิญญาณของพระชายารัชทายาทกำลังจะกลับสวรรค์ยิ่งขึ้นไปอีก
เซี่ยเฉียวบำรุงพลังปราณอยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำพิธี
นางไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
ตอนที่น้องสาวและน้องชายของนางรีบพุ่งเข้ามาในห้องด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ นางยังคิดว่าตระกูลเซี่ยเกิดเรื่องอะไรเสียอีก
“พี่หญิง! สุขภาพร่างกายของท่านเป็นอย่างไรบ้าง!” เซี่ยผิงไหวรีบก้าวเข้าไปทันที สีหน้าของเขามีความกังวลมาก แต่กลับไม่ได้ดูหุนหันพลันแล่นเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
ตอนต้นปีเซี่ยผิงไหวเข้าสอบถงเซิงและผ่านมาได้แล้ว
เพราะมันเป็นแค่การสอบถงเซิง และชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ เช่นนั้นไม่มีค่าอะไรในเมืองหลวงแห่งนี้ พวกเขาจึงไม่ได้เผยแพร่เรื่องนี้ออกไป
ที่สำคัญกว่านั้น เนื่องจากพวกเขากลัวว่าเซี่ยผิงไหวจะหยิ่งผยองเกินไป หลังจากที่รู้ผลการสอบแล้ว พวกเขาทั้งครอบครัวจึงแค่กินข้าวด้วยกันมื้อหนึ่งเพื่อให้กำลังใจเขาโดยไม่ได้จัดงานเฉลิมฉลองอะไรให้มันใหญ่โตเกินไป
“เกิดอะไรขึ้น” เซี่ยเฉียวดูงุนงง “สุขภาพร่างกายของข้าก็ดีนี่ โดยเฉพาะช่วงนี้ ข้ามีพลังเต็มเปี่ยมทีเดียว”
นางพูดจริง นางได้ตัดสินใจแล้วว่า ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปนางจะทำพิธีติดต่อกันเก้าวัน นางต้องประหยัดพลังงานเพื่อใช้ในภายหลัง จ้าวเสวียนจิ่งเป็นคนไปคัดลอกพระคัมภีร์ ที่สวนวรรณศิลป์เต็มไปด้วยพลังบุ๋น จึงได้ผลดียิ่งขึ้น นางอยู่ที่บ้านเพื่อวาดยันต์เตรียมไว้และมีอาจารย์คอยช่วยเหลือนางด้วย”
“ท่านไม่ต้องโกหกพวกเราหรอก ข้างนอกเขาพูดกันมากมาย ว่าท่านลมหายใจรวยริน มีแต่ลมหายใจเข้า แต่ไม่มีลมหายใจออกแล้ว” เซี่ยผิงไหวมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล “พี่หญิงใหญ่ ท่านเหลวไหลเกินไปแล้ว ร่างกายท่านเป็นหนักถึงขนาดนี้ก็ต้องนอนดีๆ สิ ทำไมต้องลุกขึ้นมาเพื่อพบพวกเราด้วย”
โอ๊ะ..
เซี่ยเฉียวอดเลิกคิ้วไม่ได้
พูดรู้เรื่องเป็นแล้ว!
คำพูดของเขาฟังแล้วช่างสบายใจจริงๆ…หากอย่างนั้น…นางทำตัวว่าง่าย นอนลงไปดีไหม