ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1211 เพ้อฝัน / ตอนที่ 1212 ยากมากจริงๆ
ตอนที่ 1211 เพ้อฝัน / ตอนที่ 1212 ยากมากจริงๆ
ตอนที่ 1211 เพ้อฝัน
เซี่ยเฉียวรู้สึกว่าการที่จะเกิดความคิดเช่นนี้ก็เป็นไปได้ ดังนั้นนางจึงกุมหน้าอกและไอออกมาสองครั้งภายใต้สายตาของสองพี่น้องที่กำลังมองนางอยู่ จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาทั้งสองพยุงกลับไปที่ห้อง
ก่อนจะนอนลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง
ชุนเอ๋อร์งุนงงทันที แต่นางจะไม่เปิดโปงคุณหนูของนางแน่
“พี่หญิงใหญ่ ท่านยังอยากกินอะไรหรืออยากได้อะไรไหม ข้าจะไปซื้อมาให้ท่าน…” เซี่ยผิงไหวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเพิ่มเติม “ซีเอ๋อร์จะให้เงินข้าแน่”
เซี่ยซีพยักหน้า “ข้าได้เงินเยอะ”
“ช่วงนี้…น่าเบื่อ อยากเล่นตั๊กแตนสักตัว?” เซี่ยเฉียวพูดอย่างมีแผนร้าย
“พี่หญิงใหญ่อย่าได้หยอกข้าเลย ข้าเลิกเล่นของพวกนั้นตั้งนานแล้ว” เซี่ยผิงไหวยิ้มขื่นเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้ร่างกายท่านก็ดีๆ อยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆ ถึงได้เป็นหนักหนาขนาดนี้”
“ก่อนหน้านี้หรือ อาจจะเป็นพลังเฮือกสุดท้ายกระมัง” เซี่ยเฉียวเอ่ยช้าๆ
นางไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ข้างนอกถึงลือกันไปอย่างนั้น แต่เนื่องจากพวกเขาต่างก็เป็นพี่น้องกัน ดังนั้นก็อย่าได้โทษพี่สาวอย่างนางที่หลอกพวกเขาเลย…มันน่าสนุกจริงๆ
นางเองก็ยังไม่รู้ว่าหลังจากทำพิธีแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่สู้ปล่อยให้พวกเขาเคยชินกับมันไปก่อน ต่อไปพวกเขาจะได้ไม่ต้องเสียใจมาก
หากนางไม่ตาย เพียงแค่ตาบอดก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับพวกเขาแล้ว!
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่กลัวว่าจะเป็นเรื่องอัปมงคล และเริ่มพูดจาฝากฝัง
“น้องชาย ข้าเป็นห่วงเจ้าที่สุด หลังจากที่ข้าจากไปแล้ว เจ้าจะต้องดูแลปกป้องน้องสาวของเจ้าให้ดี จะต้องตั้งใจฝึกยุทธ ทำความปรารถนาของเจ้าที่จำกราบพี่ใหญ่ให้อยู่หมัด อย่าได้เกียจคร้านนะ…”
“……”มุมปากเซี่ยผิงไหวกระตุกเล็กน้อย เขารู้สึกไม่อยากรับปาก…
ตอนนี้เขารู้ความต่างชั้นระหว่างตัวเขากับพี่ชายใหญ่แล้ว และกลัวว่าจะเอาชนะเขาไม่ได้
“ตกลง” ไม่มีทาง เขาจะปล่อยให้พี่หญิงตายตาไม่หลับไม่ได้
“ข้า แค่กๆ…ยังอยากเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่…ร่างกายข้าไม่ดีพอ…ข้าจะขอฝากฝังเจ้า… ครอบครัวของเรา หากไม่ใช่ข้าแล้ว ก็มีเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่เรียนหนังสือมากที่สุด…”
“!!!” เซี่ยผิงไหวกลืนน้ำลายด้วยความลำบากใจ เขาอยากหนีแล้วตอนนี้
นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่!
สวรรค์ เอาชีวิตเขาไปเลยดีกว่า!
อย่าเอาชีวิตพี่หญิงใหญ่ไปเลย ให้เขาตายแทนไปเถอะ น้ำหน้าอย่างเขานี่น่ะหรือ แค่การสอบถงเซิง เขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว แล้วจะให้เขาเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่จมอยู่กับหนังสือทั้งวันอย่างนั้นหรือ
พี่หญิงใหญ่ก็โหดเกิน หรือว่านางจะถูกวิญญาณตัวประหลาดอะไรเข้าสิงแล้วใช่ไหม! ความปรารถนาเช่นนี้มันเพ้อฝันชัดๆ!
“พี่ต้องทำได้แน่! พี่หญิงใหญ่วางใจได้” เซี่ยซีที่อยู่ข้างๆ ปักมีดเข้ามาอีกที
เซี่ยเฉียวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ข้าต้องเชื่อใจพวกเจ้าอยู่แล้ว”
สำหรับเซี่ยซีนั้น เซี่ยเฉียววางใจในตัวนางอยู่แล้ว
นางดูเหมือนโง่ แต่จริงๆ แล้วนางเป็นคนโปร่งใสและมีเหตุผลมากกว่าใครๆ ในบ้าน สิ่งเดียวที่เซี่ยเฉียวจะกังวลต่อไปก็คือการแต่งงานของนาง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เพราะตระกูลเซี่ยมีผู้ชายอกสามศอกตั้งสามคน และไม่มีใครน่าหาเรื่องด้วยสักคน
“หากต่อไปเจ้ามีเรื่องน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่ได้รับความยุติธรรมอะไรก็บอกพวกเขา เจ้าเองก็เรียนรู้กระบวนท่าบางอย่างแล้วใช่หรือไม่ ถ้าหากมีใครรังแกเจ้าก็ให้สู้กลับไป ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น” เซี่ยเฉียวเป็นเพียงการสร้างความฮึกเหิมให้แก่เซี่ยซีเท่านั้น ให้นางกล้าหาญขึ้นบ้าง
ใครบอกว่าผู้หญิงต้องอ่อนแอ เหลวไหลทั้งเพ
ถ้าหากเซี่ยเฉียวเกิดมากมีสุขภาพร่างกายที่ดี นางก็จะเรียนวรยุทธ์และเป็นชาวยุทธคนหนึ่งที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าใครทั้งนั้น
น้องชายและน้องสาวของนางร้องไห้และฟังนางพูดจนจบ
บางครั้งตอนที่เซี่ยเฉียวเกือบจะหายใจไม่ออก พวกเขาก็คิดว่านั่นจะเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของนางแล้ว แต่เดี๋ยวเดียวมันก็ผ่านไป นางก็กลับมาพูดพล่ามต่อ
ทั้งสองฟังไปก็รู้สึกงุนงงไป
ในหัวก็คิดอะไรยุ่งเหยิง
พี่หญิงใหญ่พูดมานานแค่ไหนแล้วนะ
หนึ่งชั่วยามแล้วกระมัง? นางไม่คอแห้งบ้างหรือ ยังไม่หมดลมอีกหรือ คนที่ใกล้จะตายทำไมยังพูดได้เก่งกว่าพวกเขาอีก…
ตอนที่ 1212 ยากมากจริงๆ
จะดีจะชั่วอย่างไรเซี่ยผิงไหวก็เล่าเรียนกับเซียวอวี้หรงมานานขนาดนี้ อายุเขาก็มากขึ้นแล้ว สมองจึงมีไหวพริบขึ้นมากว่าแต่ก่อน
หลังจากที่พวกเขาออกจากจวนรัชทายาทมาด้วยความหนักใจ เขาก็มองน้องสาวที่ตาแดงด้วยความเสียใจ ใจเขาเต้นแรง “ซีเอ๋อร์ ข้ารู้สึกว่าพี่หญิงใหญ่หลอกข้าเล่นอีกแล้ว…”
“ทำไมท่านว่าพี่หญิงใหญ่อย่างนี้” เซี่ยซีตาแดงก่ำ
“ข้าแค่รู้สึกว่าพี่หญิงใหญ่แปลกๆ ท่าทางไม่เหมือนคนจะตายเลยสักนิด อีกอย่างนะ เจ้าไม่เห็นหรือว่าคนในจวนรัชทายาทไม่มีใครที่มีสีหน้าโศกเศร้าเลย? สายตาที่พี่ชุนเอ๋อร์มองข้าก็เหมือนจะรังเกียจที่ข้าโง่อย่างไรอย่างนั้น…” เซี่ยผิงไหววิเคราะห์อย่างจริงจัง
“ไม่สักหน่อย พวกเรามาเยี่ยมพี่หญิงใหญ่ แต่ไม่มีของขวัญอะไรติดมือมาเลยนะ…” เซี่ยซีเสียใจมาก
หลังจากที่นางรู้ข่าว นางก็ไม่เชื่อและรีบเดินทางมาทันทีจนลืมเรื่องของขวัญไปเสียสนิท!
“ก่อนหน้านี้พี่หญิงใหญ่ก็เคยตายมาก่อน ถึงขนาดฝังดินลงไปแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ยังมีชีวิตและยืนอยู่ตรงหน้าพวกเราได้?” เซี่ยผิงไหวคิดถึงสายตาของเซี่ยเฉียวก็รู้สึกคุ้นเคยมาก
มันเหมือนกับตอนที่หญิงใหญ่เคยโกหกเขาก่อนหน้านี้เลย
“ท่านมีอคติกับพี่หญิงใหญ่ชัดๆ!” เซี่ยซีไม่สนใจเขา
พี่หญิงใหญ่จิตใจดีอย่างนี้ จะเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกนางได้อย่างไร!
พี่หญิงใหญ่ดีกับนางที่สุดแล้ว!
เซี่ยผิงไหวท่าทางเหมือนมีอะไรที่อยากจะพูด แต่ในที่สุดเขาก็เก็บคำพูดเอาไว้ไม่พูดมันออกมา
เซี่ยซีโง่เกินไป นางยังไม่เคยถูกพี่ชายใหญ่กับพี่หญิงใหญ่ขัดเกลา จึงยังไร้เดียงสาอยู่ แต่เขาต่างออกไป เขาเห็นฉากพวกนี้มาเยอะแล้ว เรื่องที่พี่หญิงใหญ่จะตายทำนองนี้…เขายิ่งไม่เชื่อมากขึ้นทุกที กระทั่งรู้สึกว่าคนที่หลอกคนเก่งแบบพี่หญิงใหญ่นี้จะต้องอยู่ก่อความหายนะไปอีกเป็นพันปีเป็นแน่!
หลังจากที่เซี่ยเฉียวหลอกสองพี่น้องจนกลับไปได้แล้ว นางก็ลุกขึ้นมาจากเตียง
นางสั่งให้คนไปที่บ้านตระกูลเมิ่งและเชิญเมิ่งจี๋ฟังมา
ได้เวลากราบอาจารย์แล้ว
ฉวยโอกาสตอนที่ยังอยู่ดีรับเขาเข้าสำนักเสียก่อน และให้เขาได้เปิดหูเปิดตาตอนนางจะทำพิธีคราวนี้ด้วย
ช่วงนี้เมิ่งจี๋ฟังกำลังรู้สึกห่อเหี่ยวอยู่เลย หลังจากที่เขาต้องคอยขอโทษคนอื่นไปทั่วแล้ว โม่ชูเซิงก็ส่งหนังสือมาให้เขาอ่านสองเล่ม และบอกว่าต่อไปจะมีการทดสอบ
เขาเปิดออกดูและแทบจะโยนหนังสือทิ้งไปทันที
เล่มแรกเป็นหนังสือภาพเล่มหนาพร้อมภาพวาดเหมือนจริงของวิญญาณทุกชนิด!
บางตนตัวเนื้อขาดวิ่น บางตนเนื้อตัวเหวอะหวะโชกเลือด บางตนก็ดูโศกเศร้าสลดใจและมีน้ำสีเขียวไหลออกมาจนสามารถได้กลิ่นเหม็นผ่านหนังสือเลยทีเดียว!
ด้านหลังหนังสือภาพยังเขียนลักษณะของวิญญาณต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ บ้างก็ตายอย่างไม่เป็นธรรม บ้างก็ตกน้ำจมน้ำตาย วิธีตายทุกรูปแบบ ความคับแค้นใจสารพัดที่เขาต้องจดจำ
แล้วก็มีหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับ…วิญญาณที่นางเคยช่วยตลอดหลายปีที่ผ่านมา และคำร้องขอแปลกๆ ของวิญญาณพวกนั้น!
นางบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของตกทอดและไม่อนุญาตให้ผู้อื่นดู
แม้ว่าเขาจะเป็นพวกสารเลว แต่เขายังมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง ของที่ ‘ยอดเยี่ยม’ เช่นนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถดูได้!
ตั้งแต่ที่เขาได้อ่านเรื่องพวกนี้ เขาก็รู้สึกว่าตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืนข้างกายเขาไม่เคยสะอาดอีกเลย!
และเรื่องที่เขาจะกราบอาจารย์ก็เป็นที่รู้กันทั่วแล้ว
เขาคือเมิ่งจี๋ฟัง เขาไม่ควรทำตัวเป็นคนไม่เอาไหนที่ไม่รักษาคำพูด
แต่อย่างไรก็ตาม เขาฝันร้ายมาหลายวันแล้ว…
การเป็นนักพรตในยุคสมัยนี้ยากมากจริงๆ…
เมิ่งจี๋ฟังยังคงหน้ามุ่ยอยู่ที่บ้าน พอได้ยินบ่าวรับใช้บอกว่าปรมาจารย์โม่เชิญให้เขาไปที่จวนรัชทายาท หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าก็ซีดลงอย่างฉับพลันทันที
เขาแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเดินออกไป
แล้วก็ได้พบว่าท่านพ่อท่านแม่ของเขาเก็บข้าวของของเขาให้เรียบร้อยแล้ว
“ลูกเอ๋ย ปรมาจารย์โม่ให้คนมาบอกว่า คราวนี้นางจะรับเจ้าเป็นศิษย์ทันที ต่อไปนางจะไปไหน เจ้าก็ต้องติดตามไปด้วย ทางบ้านเรา พ่อก็ได้บอกคนอื่นเอาไว้แล้ว ต่อไป…เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก เรื่องวาสนาทางโลกนี้ก็ควรที่จะตัดขาดไปเสีย” เมิ่งโหวคิดเพื่อบุตรชายตนเองอย่างรอบคอบ