ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 989 อีกหนึ่งสหายพี่ชายกลายเป็นรุ่นน้อง ....................
- Home
- All Mangas
- ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80
- ตอนที่ 989 อีกหนึ่งสหายพี่ชายกลายเป็นรุ่นน้อง ....................
ตอนที่ 989 อีกหนึ่งสหายพี่ชายกลายเป็นรุ่นน้อง
………………..
ตอนที่ 989 อีกหนึ่งสหายพี่ชายกลายเป็นรุ่นน้อง
เฉินเจียซิ่งไม่เห็นหยางหงเสีย เขาจึงถามหลินเซี่ย “พี่สะใภ้ใหญ่ครับ หงเสียไปไหนหรือ?”
หลินเซี่ยตอบว่า “หล่อนไปหาแม่น่ะ น่าจะออกมาเดี๋ยวนี้แหละ นายรอสักครู่นะ”
หลินเซี่ยพูดจบก็หันไปทางหลินจินซาน “พวกเราไปกันก่อนเถอะ”
“ได้ งั้นเจียซิ่งรออีกสักพักนะ”
หลินจินซานขับรถพาทุกคนกลับบ้านตระกูลเซี่ย
ทันทีที่เข้าประตู คุณแม่เซี่ยและหลิวกุ้ยอิงก็เดินเข้ามาต้อนรับ
หู่จือเข้าเรียนแล้ว ส่วนเสี่ยวหูมองกลุ่มคนที่เข้ามา เขาก็โผเข้าหาแต่หลินจินซานเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ เขาไม่ยอมให้แตะตัวเลย
“โอ้โห ดูสองสาวของเราสิ ออกไปครั้งเดียวเปลี่ยนไปมากเลย ดูทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ”
หลิวกุ้ยอิงมองดูลูกสาวที่มีผิวขาวผ่องและบุคลิกโดดเด่นตรงหน้า หล่อนจับมือลูกไว้ ดวงตาเริ่มชื้นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่ใช่ ตอนนี้หล่อนคือคนในเมืองแล้ว
หลิวกุ้ยอิงมองสำรวจชุนฟางด้วยความห่วงใย แล้วเอ่ยปากขึ้นว่า “ชุนฟาง ฉันรู้สึกว่าเธอผอมลงนะ พวกเธอไม่ได้กินข้าวดีๆ ใช่ไหม?”
ชุนฟางพยักหน้าอย่างจริงใจ “แม่ ผอมลงจริงๆ ค่ะ พวกเราไม่ชินกับอาหารที่นั่น สุดท้ายก็ซื้อหม้อมาต้มบะหมี่กินเอง”
เซี่ยเหลยได้ยินดังนั้นก็พูดพร้อมรอยยิ้มว่า “รีบไปล้างมือกันเถอะ อาหารเสร็จแล้ว คืนนี้กินให้เยอะๆ หน่อย ต่อไปนี้อยู่บ้านกินข้าว ให้แม่ของเธอบำรุงให้ดีๆ แค่ไม่กี่วันก็จะกลับมาเหมือนเดิมแล้ว”
คุณแม่เซี่ยมองดูลู่เจิ้งอวี่ที่กำลังช่วยหลินเยี่ยนจัดกระเป๋าเดินทางด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและเอ็นดู “เจิ้งอวี่ก็ผอมลงนะ เป็นเพราะที่หนานเฉิงมีงานเยอะหรือเปล่า”
“คุณย่าครับ ไม่ใช่หรอกครับ งานของผมค่อนข้างสบายๆ”
ตอนนี้ เซี่ยไห่กับลินดาก็กลับมาแล้ว ด้านหลังยังมีเฉินเจียเหอที่บังเอิญเจอกันที่หน้าประตูตามมาด้วย
พวกเขาเห็นชุนฟางกับหลินเยี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ก็พากันชื่นชมกันใหญ่
พอเซี่ยไห่กลับมาถึง คุณแม่เซี่ยก็ถามคำถามเดิมที่ต้องถามทุกวันอีกครั้ง “เมื่อไหร่ละครของพี่สาวแกจะถ่ายเสร็จ?”
“เร็วๆ นี้แล้ว อีกสองวันก็จะกลับมาแล้ว ฉากที่เหลืออีกไม่กี่ฉากต้องเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำ พักสักหน่อยแล้วค่อยถ่ายต่อ คุณใจเย็นๆ รอหน่อยนะ อย่าถามทุกวันเลย”
คุณแม่เซี่ยถอนหายใจ “ครั้งนี้หล่อนคงเหนื่อยมากเลย ฉันเป็นห่วงสุขภาพของหล่อนจริงๆ”
“คุณไม่ต้องกังวลหรอก กองถ่ายดูแลหล่อนอย่างดี พ่อสามีของหล่อนก็เป็นคนเขียนบทละครเองนะ เขารู้จักขีดจำกัดหล่อนดี”
เซี่ยไห่นั่งลงบนโซฟา กะเทาะเมล็ดแตงโม แล้วยิ้มถามหลินเยี่ยน “เสี่ยวเยี่ยน เมืองเซี่ยงไฮ้ดีกว่าเมืองไห่เฉิงของเราใช่ไหม?”
“อารอง ฉันรู้สึกว่าอยู่บ้านดีที่สุดค่ะ” หลินเยี่ยนมองดูครอบครัวที่ใกล้ชิดทั้งบ้าน น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “ตอนที่ฉันอยู่ที่นั่น ฉันคิดถึงบ้านมาก คิดถึงแม่ คิดถึงย่า……”
หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น พูดไม่ออกด้วยความเศร้า
ไม่มีใครรู้ว่าครั้งแรกที่หล่อนออกจากบ้านไปไกลขนาดนั้น หล่อนคิดถึงแม่มากแค่ไหน
ทุกครั้งที่โทรศัพท์ หล่อนให้พี่สะใภ้คุยกับทุกคน ส่วนหล่อนแทบจะไม่พูดอะไรเลย หล่อนได้ยินเสียงแม่บ่นทางโทรศัพท์ว่าตนใจร้าย ออกจากบ้านไปแล้วไม่โทรหาเอง พอโทรไปก็ไม่ยอมคุยกับคนอื่นดีๆ
ความจริงแล้วหล่อนไม่กล้ารับสาย
ทันทีที่ได้รับสายจากทางบ้าน หล่อนก็รู้สึกเศร้าเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้
ชุนฟางเอ่ย “เสี่ยวเยี่ยนในสองวันแรกยังปกติดี แต่หลังจากนั้นก็คิดถึงบ้านมาก หล่อนเฝ้านับวันที่จะได้กลับบ้านอยู่ทุกวันเลยค่ะ”
หล่อนเอ่ยพลางเช็ดน้ำตาตัวเองไปด้วย
ในเมื่อลูกสาวคิดถึงบ้าน แล้วหล่อนจะไม่คิดถึงลูกสาวได้อย่างไร?
หลินจินซานมองชุนฟางที่มีท่าทางสบายๆ ด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“เสี่ยวเยี่ยนคิดถึงบ้านมากจนร้องห่มร้องไห้ แต่คุณไม่คิดถึงผมบ้างเลยเหรอ?”
ชุนฟาง “…”
“เสี่ยวเยี่ยนยังเด็กอยู่ ส่วนฉันอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?” ชุนฟางเอ่ยอย่างสงบ “ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองได้”
เซี่ยไห่จ้องมองลู่เจิ้งอวี่ที่ทำท่าอยากจะปลอบหลินเยี่ยนแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จากนั้นก็หัวเราะและเอ่ยเย้า “เจิ้งอวี่เองก็ป่วยเป็นไข้ใจเหมือนกัน หนุ่มสาวอย่างพวกเธอนี่ช่างไม่รู้จักควบคุมอารมณ์กันเลย”
ในฐานะเจ้านายผู้มีมนุษยธรรม เซี่ยไห่ก็โบกมือและเอ่ยขึ้น “ในเมื่อเสี่ยวเยี่ยนกลับมาแล้ว นายก็ควรย้ายกลับมาที่นี่นะเจิ้งอวี่ เรื่องกิจการห้องเต้นรำในเมืองหนานเฉิง ฉันจะส่งคนอื่นไปรับผิดชอบที่นั่นแทน”
ลู่เจิ้งอวี่ละสายตาจากใบหน้าของหลินเยี่ยนแล้วเอ่ยถาม “ผมไม่ไปประจำที่นั่นจะไม่เป็นไรเหรอครับ?”
“อืม…ถ้าเป็นไปได้…ผมก็หวังจะอยู่ในไห่เฉิงน่ะครับ” ลู่เจิ้งอวี่เผยความคิดของเขาอย่างระมัดระวัง
“ถูกต้องแล้ว ต่อให้ไม่มีนาย ห้องเต้นรำที่หนานเฉิงของฉันจะดำเนินกิจการอย่างราบรื่นไม่ได้เชียวเหรอ? นายเกรงใจคนอื่นเกินไปแล้ว”
ลู่เจิ้งอวี่เกาศีรษะ และตอบรับ “ขอบคุณครับพี่ไห่”
“ถ้านายเรียกฉันว่าพี่ไห่ ฉันเตะนายเอาตายแน่ นายเชื่อไหม?”เซี่ยไห่จ้องหน้าลู่เจิ้งอวี่ด้วยสีหน้าแข็งกร้าว “นายจะเรียกฉันอย่างนั้นก็ได้ แต่พูดกับหลานสาวฉันก็พอ”
ลู่เจิ้งอวี่ผุดลุกขึ้นฉับพลัน “อารอง”
น้ำเสียงตื่นตระหนกร้อนใจของลู่เจิ้งอวี่ตอนที่เรียกว่า “อารอง” ทำให้ทุกคนหัวเราะครืน
คุณแม่เซี่ยมองเซี่ยไห่อย่างคาดโทษ เอ่ยขึ้น “อย่าทำให้เขาตกใจสิ ดูสิเด็กมันตกใจขนาดไหนแล้ว”
เซี่ยไห่ยิ้มแล้วโบกมือให้ลู่เจิ้งอวี่ “เอาล่ะ นั่งลง จะเปลี่ยนสรรพนามว่าพี่ไห่เป็นอารองได้เมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของนายแล้ว”
ลู่เจิ้งอวี่เอ่ยความคิดของเขาออกมาทันที “ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ครับ”
เซี่ยไห่มองลู่เจิ้งอวี่กับเฉินเจียเหออดีตสหายพี่น้องทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงนั้นที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นรุ่นน้อง เมื่อคิดว่าพวกเขาอดรนทนไม่ไหวที่จะเรียกเขาว่าอารองเพียงใด เขาก็หัวเราะออกมา “พวกนายนี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ”
เรื่องนี้เกี่ยวกับเขาตรงไหนกัน?
คุณแม่เซี่ยถลึงตามองเซี่ยไห่ ก่อนเอ่ยแก้ “แกพูดอะไรกัน? เจียเหอออกจะเก่งกาจ ในหมู่พวกแกเนี่ย เจียเหอน่าเชื่อถือที่สุดแล้ว”
ทุกคนต่างเห็นด้วยกับคำพูดของคุณแม่เซี่ย
เซี่ยเหลยเองก็รู้ดีเกี่ยวกับลักษณะงานของเฉินเจียเหอ
“เจียเหอ ได้ยินว่าอีกหน่อยเธอก็ต้องกลับไปวิจัยและพัฒนาอีกแล้วเหรอ?”
เฉินเจียเหอตอบ “พ่อ มันคือการดัดแปลงของเก่าน่ะครับ บางอย่างก็ต้องปรับแก้ตามคุณสมบัติพื้นฐานของรถด่วนพิเศษโดยดูจากลักษณะรางและภูมิภาคต่างๆ คามเร็วก็ต้องปรับตามลักษณะรางและภูมิประเทศด้วยครับ”
“ปรับยังไงบ้างเหรอ? แล้วมันจะเร็วกว่ารถที่วิ่งๆ อยู่บนรางตอนนี้ไหม?” หลินจินซานถามอย่างใคร่รู้
“ผมบอกรายละเอียดบางอย่างไม่ได้หรอกครับ เอาเป็นว่าคอยดูข่าวดีแล้วกัน”
เซี่ยไห่มองหลินจินซานคนปากเปราะอย่างดูถูก “นายเข้าใจเรื่องข้อมูลที่เป็นความลับหน่วยงานบ้างไหมเนี่ย? ถามคำถามอะไรออกไป?”
“อ้อ”
เฉินเจียเหอกำลังทำงานที่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพและเป็นความลับ ซึ่งคนนอกอย่างพวกเขาไม่อาจถามอะไรได้มากนัก
พอคิดถึงเฉินเจียซิ่งแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เกิดจากแม่คนเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมถึงมีช่องว่างห่างกันได้ขนาดนี้นะ?”
“ช่องว่างอะไรคะ?” ชุนฟางถามอย่างสงสัย
“หมายถึงเฉินเจียซิ่งน่ะ…เฮ้อ”
หลินจินซานเอ่ยถึงชื่อเฉินเจียซิ่งแล้วก็รู้สึกตัว รีบกลบเกลื่อนในทันที “ไม่มีอะไรๆ”
เขากลัวว่าทุกคนจะถามคำถามอื่นกับเขาอีก จึงรีบเปลี่ยนประเด็นไปเอ่ยถึงเฉินเจียวั่ง “น้องเขย ในอนาคตเจียวั่งจะไปทำงานในสถาบันสถาปัตยกรรมหรือเปล่า?”
เฉินเจียเหอตอบ “น่าจะนะ ยังไม่แน่ใจ เขาอาจจะมีแผนอื่นก็ได้”
“น้องเขย งานคุณกับเจียวั่งช่างโดดเด่นเหลือเกิน ดูยิ่งใหญ่สูงส่งกันหมด”
มีแต่เฉินเจียซิ่งที่ไม่เข้าพวก
ลู่เจิ้งอวี่เอ่ย “งานของพี่เจียซิ่งก็ไม่เลวนะ ถ้าเขาบริหารร้านถ่ายรูปดีๆ ในอนาคตเขาก็อาจกลายเป็นช่างภาพดังเหมือนอาจารย์ซานเหย่ได้เหมือนกัน”
“บริหารร้านถ่ายรูป?” เฉินเจียเหอกับหลินเซี่ยมองลู่เจิ้งอวี่อย่างงุนงง และถามอย่างพร้อมเพรียงกัน
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ความแตกแล้วมั้งเจียซิ่ง คราวนี้ไม่ได้มาจากคนปากโป้งอย่างจินซานนะ
ไหหม่า(海馬)
………………..