ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ - บทที่ 99 พิธีแต่งงาน
บทที่ 99 พิธีแต่งงาน
หลังจากที่เหล่าปัญญาชนได้มาเยี่ยมชมบ้านของลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่แล้ว พวกเขาก็พากันกลับไปยังที่พักของปัญญาชนด้วยความอิจฉา
ส่วนลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็กำลังวุ่นกับการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก่อนจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องซื้อหม้อไห กระทะ จาน ชาม สำหรับบ้านใหม่แล้ว
ครั้งนี้มีของที่ต้องซื้ออยู่ไม่น้อย โชคดีที่ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยเสนอให้ซื้อหม้อใบใหญ่ เจียงจวินโม่ก็ได้ขอคูปองสินค้าอุตสาหกรรมมาเพิ่ม และคูปองเหล่านั้นพิ่งส่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน
ดังนั้นครั้งนี้มีทั้งคูปองและเงิน พวกเขาจึงซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับบ้านได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้น เจียงจวินโม่ยังไปเลือกซื้อของจากบ้านของช่างไม้ประจำหมู่บ้านมาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง เมื่อนำของเหล่านั้นเข้าไปวางในบ้าน บวกกับหีบของลู่เซี่ยที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในที่สุดภายในบ้านก็ไม่ดูโล่งอีกต่อไป
แม้กระทั่งห้องเก็บของด้านหลังที่ต่อเติมเพิ่ม พวกเขาก็เตรียมอ่างใบใหญ่ไว้สองใบ เพราะตั้งใจว่าจะดองผักกาดและผักดองเค็มไว้ทานในช่วงฤดูหนาว
เดิมทีลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพิ่งจะได้ยินคนอื่น ๆ ในที่พักของปัญญาชนพูดกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ที่นี่ไม่มีผักสดให้ทานในฤดูหนาว เพราะฉะนั้น ผักกาดดองและผักดองเค็มจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีผักกาดขาว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นกังวล รอให้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผักกาดของหมู่บ้าน พวกเขาสามารถนำคะแนนงานไปแลกมาได้ หากคะแนนงานไม่พอ ก็สามารถซื้อกับชาวบ้านได้เช่นกัน
เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินแบบนี้ เขาก็เตรียมอ่างใบใหญ่ไว้ล่วงหน้า เพราะกลัวจะไม่ทันการณ์
เรียกได้ว่าพวกเขานึกถึงทุกอย่างที่น่าจะเป็นไปได้แล้ว
เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว บ้านก็แห้งสนิท พวกเขาจึงวางแผนที่จะย้ายเข้าไปทันที
แต่ก่อนจะย้ายเข้าไป พวกเขาวางแผนที่จะเลี้ยงอาหารเหล่าปัญญาชนในที่พักของปัญญาชนก่อน
เพราะในช่วงเวลาที่ทั้งคู่กำลังสร้างบ้าน นอกจากคนในหมู่บ้าน ก็ยังมีเหล่าปัญญาชนที่คอยช่วยเหลือได้เป็นอย่างมาก ซึ่งต่างจากคนในหมู่บ้านตรงที่ เหล่าปัญญาชนต่างมาช่วยด้วยใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ดังนั้นทั้งคู่จึงควรจัดเลี้ยงอาหารขอบคุณพวกเขาสักมื้อ
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จึงได้แจ้งเรื่องนี้ให้เหล่าปัญญาชนได้ทราบในตอนเย็นวันหนึ่ง
เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่วางแผนจะเลี้ยงอาหารที่บ้านหลังใหม่ แม้ทุกคนจะบอกว่าไม่ต้องลำบาก แต่เมื่อเห็นทั้งคู่ยืนกราน ทุกคนจึงตอบตกลงด้วยความยินดี
เมื่อหล่าปัญญาชนฝ่ายหญิงได้ยินเรื่องนี้ พวกเธอก็เสนอว่าทั้งคู่ควรจะจัดงานแต่งงานไปในเวลาเดียวกัน
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสกันมานานแล้ว การจัดงานจึงดูเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
แต่คำพูดของซุนเสิ้งหนานก็ต้องทำให้เธอเปลี่ยนใจ
“คนชนบทให้ความสำคัญกับพิธีกรรม หรือจะพูดให้ถูกคืองานเลี้ยงฉลองแต่งงาน คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการแต่งงานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้จัดงานเลี้ยงแล้ว ทำให้หลายคนแต่งงานกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนสมรสมากนัก ดังนั้นการจัดพิธีแต่งงาน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นยอมรับในความสัมพันธ์ของพวกคุณได้”
ลู่เซี่ยได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจ แม้ว่าเธอและเจียงจวินโม่จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในเมื่อทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน การทำตามประเพณีของที่นี่ก็น่าจะดีกว่า อีกอย่างการจัดงานก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตอบตกลง
ช่างเถอะ! จัดงานแบบง่าย ๆ สักหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงคำนินทาจากชาวบ้าน
ดังนั้นในวันย้ายบ้าน ลู่เซี่ยจึงปรึกษากับเจียงจวินโม่ว่า นอกจากเหล่าปัญญาชนแล้ว ทั้งคู่ก็จะเชิญผู้นำหมู่บ้านมาร่วมทาอาหารด้วย
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่ได้คิดอะไรมากกับพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างเร่งรีบและเรียบง่ายแบบนี้ ทั้งคู่เพียงแค่แต่งตัวให้เรียบร้อยขึ้นและสวมเสื้อผ้าที่สะอาด
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีบรรยากาศของงานแต่งงานอยู่บ้างก็คือ ปัญญาชนฝ่ายหญิงได้เตรียมดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ให้ทั้งคู่คนละดอก
เนื่องจากไม่ใช่งานแต่งงานที่ต้องย้ายออกไปอยู่บ้านสามี ลู่เซี่ยจึงบอกทุกคนล่วงหน้าว่าไม่ต้องเตรียมของขวัญมาให้ ดังนั้นพวกเธอจึงเตรียมแค่ดอกไม้สีแดงสด ซึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะในยุคนี้กระดาษสีแดงเป็นของหายาก
ในวันนั้นมีการจัดโต๊ะอาหารทั้งหมดสามโต๊ะ มีผู้นำหมู่บ้านเป็นผู้ดำเนินพิธีการ ซึ่งจริง ๆ แล้วพิธีการก็ไม่มีอะไรมากมาย เพียงแค่ทั้งคู่ติดอกไม้สีแดงสดไว้ที่อก จากนั้นต่างฝ่ายต่างอ่านหนังสือแดงพร้อมกัน ก่อนที่ผู้นำหมู่บ้านจะกล่าวคำอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวท่ามกลางความยินดีของทุกคน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีแล้ว