ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ - บทที่ 98 บ้านสร้างเสร็จ
บทที่ 98 บ้านสร้างเสร็จ
เพียงเวลาสองวัน ร่างกายของเจียงจวินโม่ก็ฟื้นตัวแล้ว
เขาเองก็ไม่กล้าเชื่อว่าคราวนี้จะฟื้นตัวได้เร็วถึงขนาดนี้
ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยไม่ได้ทำอาหารให้เขากินเป็นพิเศษ แต่ในทุกวัน เธอจะนำน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มาต้มน้ำตาลทรายแดงให้เขาดื่ม เพื่อให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
เดิมทีต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนกว่าเขาจะฟื้นตัว นั่นก็ในกรณีที่เขาดื่มยาบำรุงทุกวัน
ไม่คิดว่าครั้งนี้ที่แม้จะอาการสาหัส แต่กลับหายได้เร็วถึงขนาดนี้
เจียงจวินโม่คิดว่านี่เป็นเพราะการดูแลของลู่เซี่ย เพราะทุกครั้งที่ทานอาหารที่ลู่เซี่ยเป็นคนทำ ร่างกายของเขาก็รู้สึกสบายมาก ดังนั้นเขาจึงรู้สึกดีใจและโชคดีมากขึ้นไปอีก
เมื่อเขาหายดีแล้ว ลู่เซี่ยก็มอบหมายเรื่องบ้านให้เขาเป็นคนรับผิดชอบ ด้วยเพราะเธอเป็นผู้หญิง จึงไม่สะดวกที่จะสื่อสารกับผู้ชายในหมู่บ้านที่มาทำงาน
แม้เจียงจวินโม่จะไม่ชอบพูด แต่เขามีความทักษะในการทำงานสูงและเก่งในเรื่องของการจัดการ
แม้ว่าพวกเขาจะจ่ายเพียงเงินเพื่อเป็นค่าแรง โดยไม่จัดหาอาหารมาเลี้ยง แต่เจียงจวินโม่ก็อยู่เป็นเพื่อนคนงานตลอด คอยพูดคุย สอบถามเกี่ยวกับการสร้างบ้านเป็นระยะ ๆ และคอยดูแลให้คนงานได้พักผ่อน อีกทั้งยังให้ดื่มน้ำที่ชงด้วยตาลทรายแดงแก้กระหายอยู่เสมอ
ทำให้คนในหมู่บ้านที่มาทำงานต่างก็ชื่นชมเขา สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือร่างกายของเขาไม่แข็งแรงพอที่จะทำงานด้วย ไม่อย่างนั้นงานคงเสร็จเร็วกว่านี้ และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก
ด้วยเพราะทุกคนช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ การสร้างบ้านจึงเสร็จสิ้น เพียงระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง
ลู่เซี่ยมองบ้านหลังใหม่ด้วยความปลาบปลื้ม เธอถึงขั้นเดินเข้าไปเดินดูสองรอบด้วยความรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ข้อเสียอย่างเดียวคือ การใช้พลาสติกแทนกระจก ทำให้ภายในบ้านไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่
เนื่องจากกระจกยังเป็นของหายากสำหรับยุคนี้ บ้านของคนทั่วไปจึงเป็นแบบนี้ เช่นนั้นเธอเองก็พอจะรับได้
บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ ยังคงมีความชื้นอยู่ แม้แต่เตาในบ้านก็ยังต้องใช้เวลาเผาไฟอีกหลายวันจึงจะเข้าไปอยู่ได้
ตอนที่ลู่เซี่ยสร้างบ้าน เธอได้เชื่อมผนังห้องครัวและห้องนอนเข้ากับเตาผิง เพื่อให้ความร้อนจากเตาไฟกระจายไปทั่วทั้งบ้าน ทำให้บ้านอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือสิ้นเปลืองฟืน
แต่เจียงจวินโม่คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว หลังจากสร้างบ้านเสร็จเขาได้ขอให้คนในหมู่บ้านช่วยตัดฟืนมาให้จำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าเขาใช้เงินซื้อมาเช่นกัน ฟืนที่กองอยู่เต็มลานบ้านน่าจะเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูหนาว ทำให้ลู่เซี่ยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้
นอกจากบ้านแล้ว ลู่เซี่ยยังได้ขอที่ดินหน้าบ้านจากทางหมู่บ้านประมาณสามเฟิน เพื่อนำมาทำแปลงผัก
และอาศัยจังหวะนี้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวบ้านและแปลงผัก ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกมาก
รอเข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เธอวางแผนจะเลี้ยงไก่อีกสักสองสามตัว เพื่อที่จะได้มีไข่ไก่และเนื้อไก่ไว้ทาน
หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ลู่เซี่ยก็มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้จะใช้เงินไปไม่น้อย แต่ในที่สุดเธอก็มีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองเสียที ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เมื่อบ้านสร้างเสร็จ เหล่าปัญญาชนต่างก็แวะเวียนกันมาเยี่ยมชมบ้านของลู่เซี่ย เหล่าหญิงสาวต่างพากันอิจฉาเธอ
“ดีจริง ๆ นะ แม้ว่าบ้านจะไม่ใหญ่โต แต่ต่อไปนี้พวกเธอจะมีที่อยู่เป็นของตัวเอง แถมยังมีที่ดินมากมายขนาดนี้ เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เลยล่ะ”
“ใช่ ๆ ฉันว่าเจียงจือชิงก็ไม่เลวนะ หาคนมาเตรียมฟืนไฟไว้ให้ตั้งเยอะแยะ พวกเธอจะได้ไม่ต้องขึ้นเขาไปตัดฟืนในหน้าหนาว”
ลู่เซี่ยได้ยินที่ทุกคนพูดก็ได้แต่ยิ้ม เธอเพิ่งมาสังเกตเห็นในช่วงนี้เองว่าเจียงจวินโม่ไม่ได้เงียบขรึมเหมือนที่เธอคิด
เขาเป็นคนช่างสังเกตและละเอียดอ่อน คิดอะไรได้รอบคอบ ทำให้เธอแทบไม่เชื่อว่าเขามีอายุเพียงสิบเก้าปี ราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากกว่า ลู่เซี่ยคิดว่าที่ผ่านมาทุกคนคงเข้าใจเขาผิด เพราะเขามีนิสัยเงียบขรึมไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา