ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ - บทที่ 102 รับพัสดุ
บทที่ 102 รับพัสดุ
ตลอดทางที่เดินมา ทุกคนที่เห็นทั้งคู่ต่างพากันพูดจาหยอกล้อ แม้แต่ลู่เซี่ยที่คิดว่าตัวเองหน้าหนาพอสมควรก็ยังทนไม่ไหว ส่วนเจียงจวินโม่นั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งหน้าและหูแดงก่ำไปหมด
เมื่อทั้งคู่หลุดพ้นจากฝูงชนและเดินทางออกจากหมู่บ้านได้ในที่สุด ต่างก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงคำพูดของทุกคนก็ยังรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง หลังจากนั้นทั้งคู่จึงไม่ได้พูดอะไรกันอีก
กระทั่งเดินทางมาถึงในตัวเมือง ต่างก็พากันไปยังไปรษณีย์เพื่อรับพัสดุ เมื่อมาถึงก็พบว่ามีพัสดุค่อนข้างมาก เจียงจวินโม่จึงต้องไปตรวจสอบด้วยตนเอง ส่วนลู่เซี่ยที่รออยู่ด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเธอเห็นว่ามีการขายแสตมป์จึงเดินเข้าไปเลือกซื้อมาหลายแบบ
จริง ๆ แล้วเธอไม่คุ้นเคยกับแสตมป์สักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าอันไหนมีค่า เพียงได้ยินมาว่าสามารถนำไปขายได้ เธอจึงซื้อไว้ก่อน ถึงอย่างไรก็ไม่แพง หากขายได้เงินในภายหลังก็เป็นเรื่องดี หากไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อเธอซื้อแสตมป์เสร็จ ก็เห็นเจียงจวินโม่กำลังยกพัสดุออกมาด้วยความยากลำบาก
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?” ลู่เซี่ยมองพัสดุกล่องใหญ่ด้วยความประหลาดใจ
เจียงจวินโม่เองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีของมากขนาดนี้ เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อย “ถ้ารู้แต่แรกก็น่าจะชวนหลี่จือชิงมาด้วย”
ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ส่ายหัว “ไม่เป็นไร ฉันก็ยกไหว แค่แปลกใจเล็กน้อยที่บ้านของนายส่งมาให้เยอะขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง”
เจียงจวินโม่ยิ้ม “กลับไปเปิดดูก็รู้แล้ว”
เดิมทีทั้งคู่ตั้งใจจะเดินเที่ยวกันสักหน่อย แต่เพราะมีของเยอะเกินไป จึงตัดสินใจกลับบ้านทันที
ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงจวินโม่ยืนกรานไม่ยอมให้ลู่เซี่ยแบกของคนเดียว เขาจะช่วยถือด้วยให้ได้
เนื่องจากร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทุนเดิม แค่เดินเฉย ๆ ก็รู้สึกเหนื่อย เมื่อต้องแบกของและเดินไปด้วย เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็หอบแล้ว
ลู่เซี่ยเองก็จนปัญญา “ฉันแบกเองดีกว่า นายก็รู้ว่าฉันแข็งแรงแค่ไหน ตอนแบกนายยังไม่เหนื่อยเลย แต่ถ้านายรู้สึกไม่สบายใจนักล่ะก็ ต่อไปก็ทำอาหารให้ฉันทานบ่อย ๆ ก็แล้วกัน”
เจียงจวินโม่ก็รู้ว่าความดื้อรั้นแบบไร้เหตุผลของตัวเองนั้นไม่จำเป็น แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ควรปล่อยให้ลู่เซี่ยทำทุกอย่าง
จริง ๆ แล้วเขาฝืนตัวเองมากเกินไป จนเกิดความรู้สึกท้อแท้บ้างในบางครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ได้มีท่าทีผิดหวังในตัวเขา แต่กลับมาปลอบใจเขาเสียอีก เขาก็แอบโล่งใจและเลิกทำตัวดื้อรั้นอีกต่อไป
“ก็ได้ ๆ คุณเดินช้าๆ นะ ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง”
“ได้ ฉันรู้แล้ว”
จากนั้นลู่เซี่ยก็แบกพัสดุห่อใหญ่เดินต่อไป แน่นอนว่าเร็วกว่าตอนที่เขาเป็นคนแบกมาก
เมื่อเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เห็นที่ภาพลู่เซี่ยแบกพัสดุห่อใหญ่กลับมา
แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะรู้ว่าสุขภาพของเจียงจือชิงไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ได้เห็นว่าแม้แต่การขนของก็ต้องให้ลู่จือชิงซึ่งผู้หญิงเป็นคนทำ พวกเขาอดรู้สึกสงสารลู่เซี่ยไม่ได้
แต่หลังจากได้รู้ว่าพัสดุห่อใหญ่นี้เป็นของที่ครอบครัวของเจียงจือชิงส่งมาให้ ทุกคนก็พากันอิจฉาไม่หยุด กระทั่งลืมความสงสารที่มีต่อลู่เซี่ยไปอย่างรวดเร็ว ในใจต่างคิดว่าลู่เซี่ยมีสายตาหลักแหลม รีบคว้าโอกาสกับเจียงจือชิงไว้แต่เนิ่น ๆ ทั้งยังรู้สึกเสียดายแทนสือชุนเยี่ยนที่พลาดโอกาสกับคนที่มีสถานะดีอย่างจือชิงไป
เมื่อตระกูลสือรับรู้เรื่องก็ยิ่งเสียใจไม่หาย หากรู้แต่แรก พวกเขาคงจะรีบตกลงกันให้เร็วกว่านี้ ไม่เช่นนั้นพัสดุห่อใหญ่ห่อนั้นก็ต้องตกเป็นของครอบครัวพวกเขาไปแล้ว
อีกทั้งดูเหมือนว่าสถานะทางบ้านของเจียงจือชิงก็ดีไม่น้อย ต่อไปอาจจะมีโอกาสได้กลับเข้าเมือง หากเขาได้เป็นลูกเขยของตระกูลสือ บางทีตระกูลสือก็อาจจะได้ตามเข้าเมืองไปด้วยก็ได้
ตอนนี้สูญเสียไปหมดทุกอย่าง คนในตระกูลสือรู้สึกเสียดายอย่างมาก นอกจากความโกรธแค้นเพราะลู่เซี่ยแทรกเข้ามา ก็มีเพียงความรู้สึกเสียดายที่สือชุนเยี่ยนทำพลาดไปเสียหมด
แต่ตอนนี้มีคำมั่นของผู้นำหมู่บ้านค้ำคออยู่ ต่อให้พวกเขาเกลียดเธอแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกเสียจากจะยอมรับเท่านั้น