ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที - ตอนที่ 667 เสียสติไปแล้ว
หากเป็นในเวลาปกติเจียงสือคงจะโต้กลับโดยไม่เกรงใจไปแล้ว
เพียงแต่ว่าบัดนี้หลิงอวี้จื้ออยู่ในร่างของเจียงอวี้ เจียงสือจึง
จำเป็นต้องกลืนคำพูดทั้งหมดที่ขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอลงไป ในตอนนี้
นางเอาแต่เงียบเชียบไม่พูดจา
องค์รักษ์ลับพาตัวเจียงสือเดินนำทางไป โดยมีเซียวเหยี่ยนและห
ลิงอวี้จื้อเดินตามอยู่ด้านหลัง เจียงสือไม่ได้เก็บมั่วชิงเอาไว้ในเมือง
จริงๆ แต่กลับกักขังนางเอาไว้ที่หมู่บ้านนอกเมืองแทน
หมู่บ้านนี้ไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่อยู่กันอย่าง
กระจัดกระจาย เจียงสือกักขังมั่วชิงเอาไว้ในบ้านร้างแห่งหนึ่ง และ
เนื่องจากบ้านถูกทิ้งร้างมานาน ขาดการซ่อมแซมบำรุงรักษา จึงผุพัง
มีรอยรั่วมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ยังดีที่สองสามวันมานี้ไม่มีฝนตก ทว่า
ด้านในก็เต็มไปด้วยฝุ่นผงและหยากไย่ใยแมงมุมจำนวนมาก
องค์รักษ์ลับเปิดประตูที่ทำจากดอกหญ้าเข้าไป บริเวณพื้นด้าน
ในเต็มไปด้วยกองฟาง และมั่วชิงนอนอยู่บนกองฟาง แต่แม้ว่ามือ
และเท้าของนางจะเป็นอิสระ แต่สีหน้าของนางกลับซีดเซียวราวกับ
ไร้สิ้นเรี่ยวแรง
เมื่อเห็นสภาพของมั่วชิง หลิงอวี้จื้อก็ถลาเข้าไปสอบถามนาง
ด้วยความห่วงใย
“มั่วชิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
มั่วชิงพยายามฝืนลืมตาขึ้น หลังจากที่อาศัยแสงจันทร์เพ่งมองจน
เห็นว่าบุคคลตรงหน้าเป็นใครแล้ว มั่วชิงก็มีสีหน้าตกตะลึงเป็น
อย่างมาก
“พระชายา ท่านมาได้อย่างไรเพคะ?”
“เจ้าทำอะไรกับนางกันแน่?”
หลิงอวี้จื้อหันกลับมา ถลึงตาพร้อมกับตะเบ็งด้วยความโกรธ
แค้น
เมื่อเห็นหลิงอวี้จื้อถลึงตามองตนเองเช่นนี้ เจียงสือก็แทบตั้งรับ
ไม่ทัน ภาพของเจียงอวี้ที่เคยกอดแขนออดอ้อนตนเองหลั่งไหลเข้า
มาในสมองของเจียงสือทันที นางไม่นึกไม่ฝันเลยว่าวันหนึ่งจะเกิด
เรื่องเช่นนี้ขึ้น
การที่นางนำมั่วชิงมาไว้ที่นี่ เจตนาเดิมก็คิดจะให้มั่วชิงอดตายไป
เอง
เพราะก่อนหน้านี้เจียงอวี้เคยขอร้องนางเอาไว้ไม่ให้ฆ่ามั่วชิง ซึ่ง
นางเองก็รับปาก เจียงสือจึงไม่คิดที่จะบอกเรื่องนี้กับหลิงอวี้จื้อ ที่
นางทำเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้หลิงอวี้จื้อต้องเสียใจ นึกไม่ถึงเลย
ว่าระหว่างทางที่ออกตามหาหลิงอวี้จื้อจะได้รู้ความจริงนี้เข้า
“ข้านำกู่พิษให้นางกิน”
เจียงสือเอ่ยหน้าตาย
“พระชายา ไม่ต้องสนใจข้าน้อย แต่เดิมข้าน้อยยังเป็นห่วงพระ
ชายา แต่เมื่อพระชายาได้พบกับท่านอ๋องแล้ว ข้าน้อยก็วางใจ”
ท่าทางของมั่วชิงดูคล้ายกับกำลังเจ็บปวดทรมานอย่างหนัก
แม้ว่านางจะพยายามอดทนอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ แต่ก็
ปกปิดสีหน้าเหยเกเพราะความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ได้
หลิงอวี้จื้อนั่งยองลงตรงหน้ามั่วชิง ซึ่งเมื่อได้อยู่ใกล้มั่วชิงใน
ระยะประชิดเช่นนี้ พลันหลิงอวี้จื้อจึงได้เห็นว่าใต้ผิวหนังของมั่วชิง
ดูราวกับมีตัวอะไรบางกำลังชอนไชไปมาอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นมี
ลักษณะยาวๆ รูปร่างคล้ายหนอน
หลิงอวี้จื้อตกตะลึง
‘หรือว่านี่คือกู่พิษที่เจียงสือนำให้นางกิน? แม้เจ้า นางต้องเสียสติ
ไปแล้วแน่ๆ ถึงกับกรอกหนอนพิษเช่นนี้ให้คนกินได้ มิน่าเล่ามั่วชิง
ถึงได้ดูทรมานถึงเพียงนี้’
พาลทำให้หลิงอวี้จื้อนึกถึงนักรบไร้ชีพและมนุษย์หมาป่าของ
สำนักอู่จี๋ขึ้นมา
หลิงอวี้จื้อจึงหันไปตวาดถามเอากับเจียงสือ
“ยาถอนพิษละ? เจ้ารีบนำยาถอนพิษออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
“นี่คือกู่กินคน กินเนื้อและเลือดของคนเป็นอาหาร หลังจากที่ได้
กินเลือดและเนื้อของคนแล้วมันก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งสุดท้ายคนๆ นั้นก็จะเหลือเพียงซากกระดูก กู่ชนิดนี้ไม่มี
ยาถอนพิษ”
เจียงสือมิได้รู้สึกสงสารมั่วชิงแม้แต่น้อย จึงไม่สนใจสักนิดว่ามั่ว
ชิงจะเป็นหรือตาย
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เจียงสือกล่าวมา เซียวเหยี่ยนก็ถลาเข้าไปบีบคอ
เจียงสือทันที
“อย่าทดสอบความอดทนของข้า รีบถอนพิษให้มั่วชิงเดี๋ยวนี้
ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”
“หากว่าท่านอ๋องอยากให้มั่วชิงต้องตาย ก็เชิญลงมือได้เลย”
เจียงสือรู้ดีว่าเซียวเหยี่ยนจะไม่ฆ่าตนเองเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่กลัว
เกรง น ้าเสียงที่นางกล่าวออกมาจึงทั้งเย็นชาและเย่อหยิ่ง
“ท่านอ๋อง พระชายา ข้าน้อยมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องพวกท่าน
นางพูดถูก กู่กินคนไม่มียาถอนพิษ ข้าน้อยไม่รอดแน่แล้ว พวกท่าน
อย่ามาเสียเวลากับข้าน้อยอีกเลย ข้าน้อยเพียงแต่อยากจะขอร้อง
พวกท่านให้ข้าน้อย ได้เป็นผู้ฆ่าเจียงสือด้วยมือของข้าน้อยเองด้วย
เถิด เช่นนี้ข้าน้อยจะได้ตายอย่างหมดห่วง”
“มั่วชิง อย่าพูดจาเหลวไหล เป็นตายอะไรกัน เจ้าต้องมีชีวิตอยู่
ต่อไป ได้หรือเปล่า”
หลิงอวี้จื้อตบบ่ามั่วชิงเบาๆ นางชันกายลุกยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไป
หาเจียงสือ
“ไม่ต้องพูดมาก บอกมาเลยดีกว่าว่าทำอย่างไรถึงจะช่วยชีวิตมั่ว
ชิง