ชายาเจ้าหยุดเย้าข้าเสียที - ตอนที่ 657 เจ้ายอมยิ้มให้ข้าแล้ว
ตอนที่ 657 เจ้ายอมยิ้มให้ข้าแล้ว
เฉินมั่วฉือนึกไม่ถึงเลยว่าหลิงอวี้จื้อจะกล่าววาจาเช่นนี้กับเขา
ฮ่องเต้ที่มีฐานะสูงส่งมาโดยตลอดคราวนี้ถึงกับแสดงสีหน้าแววตา
สับสน ดูราวกับกดดันอัดอั้นมาเป็นเวลานาน
“ข้ารู้ว่าเสด็จแม่ทรงเป็นห่วงข้ามาก หากไม่มีเสด็จแม่ ข้าก็คงไม่
มีวันนี้”
“แต่ข้าไม่ชอบการที่เสด็จแม่ทรงเห็นข้าเป็นเสมือนเด็กน้อย
ตลอดเวลา ทรงยื่นเงื่อนไขที่เคร่งครัดกับข้ามาโดยตลอด เมื่อครั้งที่
ยังเป็นเด็กข้ากลัวเกรง ต่อมาเมื่อไร้ซึ่งความกลัวแล้วแต่กลับ
กลายเป็นความไม่ยินดีที่จะเข้าใกล้มาแทน ข้าไม่อยากเห็นเสด็จแม่
อบรมสั่งสอนข้าด้วยสีพระพักตร์ที่เคร่งครึมดุดัน จนข้าที่อยู่ต่อหน้า
พระพักตร์ ต้องเกรงกลัวจนไม่กล้าทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่ข้าโตแล้ว
ด้วยซ ้า เสด็จแม่ก็ยังมิทรงยินยอมที่จะปล่อยข้าไป พระองค์ทรงไม่
เคยเชื่อในตัวข้าเลย”
หลิงอวี้จื้อเข้าใจในความหมายที่เฉินมั่วฉือต้องการจะสื่อ แม่ลูก
คู่นี้เป็นตัวอย่างสุดคลาสิคที่เรียกว่า ‘คนหนึ่งรีบร้อนจะเติบโต ส่วน
อีกคนกลับไม่กล้าที่จะปล่อยมือ’
ทั้งสองคนไม่มีใครผิดเพียงแต่ขาดความเข้าใจกันเท่านั้นเอง
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเปรียบเปรยให้ฟังนะเพคะ พระองค์คือลูก
บ่าวคนหนึ่งในจวน ทรงมีบุตรหนึ่งคน พระองค์กับมารดาของเด็ก
ไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่อกันเลย มีเพียงลูกคนนี้เพียงคนเดียว พวก
ท่านอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่มีกำแพงสูงลิบ ในเวลาปกติพวก
ท่านไม่สามารถออกไปข้างนอกพบหน้าญาติมิตรหรือคนรู้จักได้
ดังนั้นลูกคนนี้ย่อมต้องกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของ
พระองค์”
“ความหวังอันสูงสูดที่พระองค์มอบให้กับเขาทำให้ทรงต้องการ
จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ให้กับเขา พระองค์ปูทาง
วาดฝันทุกอย่างเอาไว้เพื่อเขา ในที่สุดพระองค์ทรงอุ้มชูเขาให้ขึ้น
ไปสู่จุดสูงสุดอยู่เหนือคนทั้งหลายได้สำเร็จ”
“สุดท้ายแม้ว่าลูกน้อยจะเติบใหญ่แล้ว แต่จะอย่างไรเขาก็อายุยัง
น้อย พระองค์ทรงเกรงว่าลูกของพระองค์จะเดินทางผิดไป ดังนั้น
จึงมิกล้าปล่อยมือ ยังคงต้องการที่จะอยู่เคียงข้างลูกน้อยเพื่อ
ช่วยเหลือดูแลเขา”
“ทว่าลูกที่เติบใหญ่กลับหมางเหมินมีใจออกห่างพระองค์ เขาเริ่ม
ที่จะเบื่อหน่ายกับการก้าวก่ายของพระองค์ จึงมักจะต่อต้านพระองค์
เสมอ”
“พระองค์ทรงใช้เวลากว่าค่อนชีวิตหมดไปกับลูกคนนี้จึงรับ
ไม่ได้กับท่าทีของลูกที่มีต่อตน อีกทั้งพระองค์มิทรงยอมเรียนรู้ที่จะ
ปล่อยมือ เพราะสำหรับพระองค์แล้ว หากว่าจู่ๆ ทรงปล่อยมือนั่นก็
หมายความวันเวลาต่อไปจากนี้เท่ากับความว่างเปล่า พระองค์ทรง
ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไร เพราะว่าหลายปีที่ผ่านมาพระองค์ทรง
มีชีวิตอยู่เพื่อลูกมาตลอด”
ฉินมั่วฉือไม่พูดจาเอาแต่ครุ่นคิดตามในสิ่งที่หลิงอวี้จื้อกล่าวมา
หลิงอวี้จื้อตวัดสายตาขึ้นทอดมองไปยังเฉินมั่วฉือเอ่ยว่า
“ฝ่าบาท ทรงลองจินตนาการว่าพระองค์เป็นไทเอาบ้างสิเพคะ
บางทีพระองค์อาจจะเข้าพระทัยการกระทำของไทเฮาได้มากขึ้น”
“ไทเฮารักฝ่าบาทไม่ใชความผิด แต่เพราะใช้วิธีการที่ผิดเท่านั้น
พระองค์ทรงอยากตรัสอะไรกับไทเฮา ก็ทรงเถิด ไทเอาทรงพระ
ปรีชาสามารถ จะต้องทรงเข้าพระทัยฝ่าบาทเป็นแน่เพคะ”
“นี่เจ้าถึงกับพูดแทนไทเฮา”
“หม่อมฉันมิได้กำลังพูดแทนไปเฮาเสียหน่อย หม่อมฉันเพียงแต่
ไม่อยากเห็นฝ่าบาทต้องทรงเป็นทุกข์เท่านั้นเองเพคะ”
ความขุ่นเคืองกลัดกลุ้มใจที่แสดงออกผ่านทางสีหน้าของเฉินมั่ว
ฉือเจือจางลงไปมาก
“เจ้าพูดเช่นนี้ เพราะเจ้ายังเป็นห่วงข้า”
“ฝ่าบาททรงช่วยชีวิตหม่อมฉันเอาไว้ หม่อมฉันช่วยคลายความ
ทุกข์ในพระทัยของฝ่าบาทเป็นการตอบแทนน ้าใจไมตรีของฝ่าบาท
เท่านั้นเอง”
เดิมทีสภาพอารมณ์ของเฉินมั่วฉือกลัดกลุ้มสับสนเป็นอย่างมาก
แต่หลังจากที่หลิงอี้จื้อวิเคราะห์อธิบายให้ฟังแล้ว สภาพอารมณ์ของ
เขาก็ดีขึ้นมาก
หากคิดตามที่หลิงอวี้จื้อกล่าวมา หลายปีที่ผ่านมานี้เสด็จแม่ต้อง
ทรงเหน็ดเหนื่อย ต้องเสียสละมากมาย และคำพูดตัดเยื่อใยเมื่อครู่ที่
เขากล่าวออกไปก็ด้วยอารมณ์โกรธเท่านั้น รอให้กลับไปถึงวัง
เสียก่อน เข้าค่อยเข้าไปขอรับโทษจากเสด็จแม่ก็แล้วกัน
“รักษาตัวด้วย”
เฉินมั่วฉือรู้ดีว่าถึงเวลาที่หลิงอวี้จื้อต้องไปแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น
จิตใจของเขาก็เริ่มว้าวุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้ากลับคาดหวังให้เซียวเหยี่ยนไม่ดีต่อเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้
นึกถึงความดีของข้า”
“เกรงว่าพระองค์จะต้องทรงผิดหวังแล้วเพคะ”
หลิงอวี้จื้อสิ่งยิ้มให้กับเฉินมั่วฉือด้วยอารมณ์ที่เบิกบานแจ่มใส
เต็มประดา ในที่สุดก็ออกจากวังมาได้ หลิงอวี้จื้อถึงกับถอนหายใจ
ครั้งใหญ่ด้วยความโล่งอก
“เจ้ายอมยิ้มให้ข้าแล้ว?”
เมื่อเห็นหลิงอวี้จื้อส่งยิ้มให้กับตน เฉินมั่วฉือก็ถึงกับเคลิบเคลิ้ม
นับตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในวัง ดูเหมือนว่าหลิงอวี้จื้อจะไม่เคยยิ้มให้เขา
มาก่อน เมื่อเวลาอยู่ต่อหน้าเขานางมักจะหวาดระแวงเสมอ