เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 857 ตอนจบ (1)
บทที่ 857 ตอนจบ (1)
เมื่อลู่ฮ่าวกลับมาในตอนเย็น เขาก็โทรหาเนี่ยเหล่าทันที
“คุณตา ย่าฮุยกับผมกำลังจะเรียนจบแล้ว ผมอยากเชิญคุณมาร่วมพิธีรับปริญญาของเรา พอจะมีเวลามาไหมครับ?”
เนี่ยเหล่าตอบค่อนข้างง่ายดาย “ก็ได้ ในเมื่อเธอเชิญ ฉันก็จะหาเวลาไปสักเที่ยว”
กู้ย่าฮุยเรียกเองก็โทรหาเนี่ยเหล่าเช่นกัน
“คุณตาครับ หลานชายของคุณกำลังจะจบปริญญาเอกแล้วนะ คุณตาดีใจไหม? มีความสุขหรือเปล่าครับ?”
เนี่ยเหล่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ดีใจอยู่แล้ว ฉันภูมิใจมาก พวกเธอคือความภาคภูมิใจของตระกูลเนี่ยและกู้สองตระกูล ลูกหลานของเพื่อน ๆ ฉันพวกนั้นมีใครเรียนปริญญาเอกได้ที่ไหนกัน? แค่เรียนมหาวิทยาลัยก็มีไม่กี่คนแล้ว”
กู้ย่าฮุยพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นคุณตาต้องมาร่วมงานรับปริญญาของผมนะ มีคุณตาอยู่ พิธีนี้ถึงจะเสร็จสมบูรณ์ หากไม่มีท่าน ผมก็คงไม่มีวันนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะท่านสอนสั่งอย่างดี ผมหวังอย่างที่สุดว่าคนที่เป็นพยานในการสำเร็จการศึกษาของผมจะเป็นคุณนะครับ”
เนี่ยเหล่าเอาแต่พยักหน้าโดยไม่คิดอะไรทั้งนั้น “ได้ ฉันจะไป ฉันจะไปแน่นอน”
กู้ย่าฮุยรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อน เขาพูดขึ้นอีกครั้ง “คุณตา ให้คุณลุงกับป้าสะใภ้มาด้วยนะครับ คลินิกจะหยุดสองสามวัน แล้วผมจะพาพวกท่านไปเที่ยวให้ทั่วเมืองจิงตูเลย”
“ฉันถามพวกเขาก่อนนะว่าจะไปหรือเปล่า”
“ขอแค่คุณตาสั่ง พวกเขาก็ต้องมาแน่ครับ”
ลู่ฮ่าวกับกู้ย่าฮุยกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมสอบอภิปรายวิทยานิพนธ์ ส่วนกู้หนานเองก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมคลินิกเช่นกัน
เนี่ยเหล่าตกลงที่จะมาเมืองจิงตูแล้ว ดังนั้นกู้หนานจึงตรงไปดูวันเปิดทำการซึ่งเป็นวันหลังจากพิธีสำเร็จการศึกษาของลู่ฮ่าว
จากนั้นเธอก็ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์คอลัมน์หนึ่ง
ว่ากันว่าเนี่ยเหล่า ผู้เป็นแพทย์แผนจีนเก่าแก่ชื่อดังของหลันเฉิงจะมาให้คำปรึกษาที่สี่เล่อถางสาขาจิงตู
ในช่วงการทดลองเปิด หนังสือพิมพ์จิงตูมอร์นิ่งนิวส์จะได้ยกเว้นค่ารักษาพยาบาล
ตอนนี้แค่รอให้เนี่ยเหล่ามาถึง แล้วก็เริ่มกิจการกันได้เลย
ถงถงไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว เฉินหย่าจือหยุดงานทั้งหมด แล้วอยู่ดูแลถงถงกับคุณปู่ลู่ด้วยกันที่บ้าน และไปรับไปส่งเธอที่โรงเรียน ผู้เฒ่าลู่อายุเจ็ดสิบแปดปีแล้ว ช่วงนี้เขาก็เริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมา
ทุกครั้งที่เขาได้รับโทรศัพท์จากลู่เซิ่งหมินกับลู่ฮุ่ยฟาง เขาก็จะกระวนกระวายอยู่เสมอ
แต่ลู่ฮ่าวก็กำลังจะเรียนจบปริญญาเอก เขาเองก็อยากจะอยู่ด้วยกันและดูเขาสวมชุดครุยดุษฎีบัณฑิตสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์จิงตูด้วยตัวเองเช่นกัน
ทุกครั้งที่กู้หนานกลับมาจากที่ทำงาน ก็มักจะเห็นผู้เฒ่าลู่หงอยเหงาซึมเศร้าอยู่บ่อย ๆ เธอจึงกังวลเกี่ยวกับอาการของชายชรามาก
กู้หนานจับมือของเขาและเอ่ยโน้มน้าว “คุณปู่คะ ไม่ต้องกังวลหรอก อีกไม่กี่วันคุณตากับพวกลุงเนี่ยของหนูจะมาที่นี่ ถึงตอนนั้นคุณตาก็มีเพื่อนแล้ว ตอนที่พวกคุณตาของหนูจะกลับหลันเฉิง พวกเราก็กลับไปด้วยกัน หนูจะพาคุณปู่ไปส่งถึงบ้านเลยค่ะ”
“หนานหน่าน คนเราแก่แล้วก็ต้องร่วงโรยเป็นธรรมดา ปู่รู้สึกมากขึ้นทุกวัน ว่าร่างกายนี้ไม่ไหวแล้ว ปู่กลัวจริง ๆ ว่าวันใดวันหนึ่งจะหายใจไม่ออกแล้วล้มลงในสถานที่ไม่คุ้นเคย หากตายอยู่ที่นี่ วิญญาณของปู่คงจะหาทางกลับบ้านไม่เจอ”
ตอนนี้ผู้เฒ่าลู่เพียงอยากกลับบ้าน แม้ว่าหลานชายหลานสะใภ้ และยังมีเหลนสาวตัวน้อยต่างก็อยู่ที่นี่กันหมด แต่เขาก็คิดถึงแผ่นดินผืนนั้นของเขาแล้ว
เขาคิดว่า ในอนาคตเขาจะต้องถูกฝังอยู่ใต้ดินผืนนั้นให้ได้
กู้หนานเอ่ย “คุณปู่ อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ หนูตรวจดูแล้ว ร่างกายของคุณปู่ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
ผู้เฒ่าลู่ส่ายหัวด้วยดวงตาขุ่นมัว “เด็กเอ๋ย โรคชรานั้นตรวจไม่พบหรอก”
“คุณปู่ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ หนูก็ซื้อมือถือให้คุณไปแล้วไม่ใช่หรือ? ถ้าคิดถึงบ้านก็โทรหาป้ากับพ่อของหนูก็ได้ ตอนที่พวกคุณตากลับไป หนูจะไปส่งคุณปู่กลับบ้านเอง”
ตกเย็น เมื่อลู่ฮ่าวกลับมา กู้หนานลังเลอยู่นาน ก่อนจะเล่าอาการของคุณปู่ให้เขาฟัง
“พี่ฮ่าว ฉันรู้สึกว่าคุณปู่แก่แล้วจริง ๆ ท่านนั่งเหม่อทุกวันและอยากกลับบ้านเกิด แต่เขาก็ทิ้งพวกเราไม่ได้เหมือนกัน อยากรอให้คุณเรียนจบ ทุกวันนี้เขาแทบจะนับวันรอให้ผ่านไปแล้ว คุณคิดว่าทำยังไงดี?”
กู้หนานพิงไหล่ของเขาและพูดเสียงอู้อี้ “ฉันกลัวจริง ๆ ว่าวันหนึ่งจะสูญเสียคุณปู่ไป”
“คุณปู่ที่ดีขนาดนี้ ฉันอยากให้เขามีอายุยืนยาวจริง ๆ ฉันขอให้เขาพักฟื้นร่างกาย แต่เขาก็ไม่ยอมกินยา”
“คุณตรวจชีพจรของคุณปู่แล้ว ร่างกายท่านไม่มีปัญหา แค่ไม่มีกำลังใจไม่มีความมุ่งมั่น”
ลู่ฮ่าวกล่าวว่า “คุณปู่ว่างเกินไป เมื่อก่อนดูแลเด็กก็ยังมีอะไรให้ทำ ตอนนี้ถงถงอยู่โรงเรียนอนุบาล ท่านไม่ได้เจอหลานทั้งวัน คนที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตอยู่ว่าง ๆ ไม่ได้หรอก พอท่านมีอะไรให้ทำเดี๋ยวก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาเอง”
กู้หนานได้ยินดังนั้นก็เสนอว่า “อย่างนั้นฉันจะพาท่านไปที่คลินิกพรุ่งนี้ และขอให้ท่านช่วยจัดเรียงยาให้ฉัน”
“ใช่ หางานให้ท่านทำ รอฉันเรียนจบ ก็ค่อยส่งท่านกลับไปที่บ้านเกิด ยังมีงานในโรงงานแปรรูปยาอีก ท่านกลับไปที่บ้านเกิดแล้วก็มีชีวิตชีวาแล้ว”
กู้หนานครุ่นคิดเล็กน้อย และกลัดกลุ้มขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ว่าพอคุณปู่กลับไปแล้ว เราก็จะเจอเขาตลอดเวลาไม่ได้แล้วน่ะสิ”
เมื่อกู้หนานพูดเช่นนี้ อารมณ์ของลู่ฮ่าวก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก หัวใจของเขาเต้นรัวเมื่อเขาคิดว่าปู่ผู้แก่ชราของเขากลับบ้านเกิดไปแล้ว ก็เป็นไปได้มากว่าชายชราจะจากไปโดยที่เขาไม่ได้อยู่ข้าง ๆ หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย
“หนานหน่าน บางครั้งฉันก็สงสัยว่าฉันเดินไปข้างหน้าแบบนี้มันถูกต้องแล้วใช่ไหม?”
เขาถอนหายใจ จู่ ๆ ก็เศร้าซึมขึ้นมา “หากฉันไม่สามารถเลี้ยงดูปู่ในวัยชราได้ในอนาคต ก็คงเทียบไม่ได้กับคนพวกนั้นที่อยู่ในหมู่บ้านมาทั้งชีวิต และคอยกตัญญูดูแลอยู่ข้าง ๆ คนแก่จริง ๆ”
กู้หนานมองเขาแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “พี่ฮ่าว คุณคิดผิดแล้ว คุณปู่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากแบบนั้น แล้วยังต้องเลี้ยงดูคุณ จุดประสงค์ของท่านคือทำให้คุณเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคม ถ้าแค่อยากให้คุณเป็นคนกตัญญู ท่านจะต้องลำบากตรากตรำขนาดนั้นเลยหรือ?”
“อีกอย่าง ดูคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเหล่านั้นสิ ใครเคยมาที่เมืองจิงตูบ้าง? ฉันเกรงว่าพวกเขาจะอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ มาตลอดชีวิต และไม่ค่อยได้ไปต่างจังหวัดด้วยซ้ำ คุณปู่ได้ออกมาดูโลกกับเราและสัมผัสชีวิตที่แตกต่างออกไป เขาอยู่ที่เมืองจิงตู ได้เห็นความก้าวหน้าของสังคมและการพัฒนาของยุคสมัยด้วยตาตัวเอง ชีวิตนี้ของท่านก็คุ้มค่ามากขึ้นนะ”
“หนานหน่าน เธอพูดถูก เธอพูดแบบนี้ฉันก็รู้สึกดีขึ้น”
ลู่ฮ่าวผ่อนลมหายใจแล้วพูดขึ้น
“ไม่อยากคิดแล้ว คุณปู่กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิด ที่บ้านยังมีพ่อกับคุณป้า ท่านไม่ได้อยู่คนเดียว พวกเรามีเวลาก็กลับไปหาท่านบ้างก็พอ ท่านอยู่ที่บ้าน พ่อเองก็มีเพื่อนด้วย”
“ใช่”
“นอนเถอะ” กู้หนานดึงผ้าห่มให้เขาและกำลังจะปิดไฟ
ลู่ฮ่าวจับมือของเธอเอาไว้ ให้เธอรอสักครู่
เขามองผู้เป็นภรรยาแล้วพูดว่า “ฉันนอนไม่หลับ ฉันกำลังคิดปัญหาเรื่องหนึ่งอยู่ ก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกผู้อำนวยการหวังว่าพอฉันเรียนจบแล้ว ฉันอยากจะยื่นขอโครงการจากโรงพยาบาล เพื่อจัดสัมมนาการแพทย์แผนจีนและตะวันตกเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันน่ะ”
“คุณอยากศึกษาแพทย์แผนจีนหรือ?” กู้หนานถาม
ลู่ฮ่าวตอบว่า
“ฉันหวังว่าการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคฮีโมฟีเลีย โดยเฉพาะโรคเหล่านี้สามารถรักษาแบบดั้งเดิมได้ด้วยการผสมผสานการแพทย์แผนจีนและตะวันตกในระยะแรก และใช้เทคโนโลยีทดแทนในระยะหลัง คลินิกกระดูกของเราจะเอาแต่รอให้อาการของคนไข้ไปถึงระยะหลังอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ในเมื่อโรคนี้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ทำไมต้องรอให้มันพัฒนาไปจนถึงระยะสุดท้ายด้วย?”
ลู่ฮ่าวเห็นด้วยกับแนวคิดของการแพทย์แผนจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ว่าการป้องกันดีกว่าการรักษา
กู้หนานเห็นพ้องต้องกัน “ถูกต้องแล้ว ไม่เพียงแค่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เท่านั้น แต่ยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ให้หายขาดได้ด้วยการรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เราควรวิจัยและพัฒนาในด้านนี้ ส่งเสริมการแพทย์แผนจีน คนไข้จะเดินทางอ้อมได้สักเท่าไหร่”
“หลังจากเรียบจบแล้ว ฉันจะยื่นขอโครงการ หวังว่าเราจะสามารถบรรจบกันระหว่างการแพทย์แผนจีนและตะวันตกได้” ด้วยการสนับสนุนของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์แผนจีนอย่างกู้หนาน ความมั่นใจของลู่ฮ่าวก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ตอนนี้กู้หนานมีเงินเต็มกระเป๋า และยังมีโรงงานผลิตยาของตัวเองด้วย ดังนั้นจึงมั่นใจในการทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เธอพูดว่า “ถ้าเรายื่นเรื่องไม่ได้จริง ๆ พวกเราออกค่าใช้จ่ายเองก็ได้ ตอนนี้เราไม่ขาดแคลนเงินแล้ว สิ่งสำคัญคือการได้รับการอนุมัติและการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญและผู้นำที่เชื่อถือได้”
พวกเขาสามารถทำงานร่วมกับแผนกกระดูกและข้อของโรงพยาบาลเมืองจิงตูเพื่อวิจัยยาสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรก ซึ่งจะผลิตโดยโรงงานผลิตยาของพวกเขาเอง
ในโลกนี้ ผู้มีอำนาจก็คือกฎ หากชื่อยามีคำว่า ‘พัฒนาโดยโรงพยาบาลจิงตู’ อยู่จริง ๆ ก็จะยิ่งได้รับการยอมรับของผู้ป่วยมากขึ้นเป็นเท่าตัว
“วิทยานิพนธ์สำเร็จการศึกษาของฉันก็คือหัวข้อนี้นี่แหละ ผู้อำนวยการบอกว่าไม่มีปัญหา หลังจากนี้พวกเราจะพยายามจัดตั้งสมาคมวิจัยนี้ขึ้นมาด้วยกัน และบูรณาการการแพทย์แผนจีนกับตะวันตกเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยให้มากขึ้น”
“ได้เลย”
“เอาละ พวกเรามาผสมผสานการแพทย์แผนจีนและตะวันตกกันก่อนเถอะ”
“คุณไม่เหนื่อยหรือ? พรุ่งนี้คุณต้องตื่นแต่เช้านะ”
“ไม่เหนื่อย มีความกดดันก็ควรต้องระบายออกบ้างสิ” ลู่ฮ่าวยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง
……
เนี่ยเหล่าตกลงจะมาที่เมืองจิงตู แต่เขาบอกว่าไม่กล้าขึ้นเครื่องบินจึงนั่งรถไฟกับเนี่ยอวิ๋นและหวงอิงมาเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน
ในเวลาเดียวกัน ครอบครัวของกู้เจิ้งอันและกู้หลันเองก็มาที่เมืองจิงตูตามคำเชิญของกู้ย่าฮุยเช่นกัน
จู่ ๆ ก็มีดอกเตอร์สองคนปรากฏขึ้นตัวในตระกูล ช่างเป็นเรื่องที่เทิดเกียรติแก่บรรพบุรุษจริง ๆ พวกเขาทุกคนต่างก็อยากจะมีส่วนร่วมในการเป็นสักขีพยาน
หลังจากที่ผู้อาวุโสกู้ทั้งสองคนมาถึงเมืองจิงตู พวกเขาก็อาศัยอยู่บ้านของกู้ย่าฮุย
นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นเหลนชาย พวกเขาเองก็คิดถึงมาก
กู้เจิ้งอันกับกู้หลันก็พักอยู่ที่บ้านของเฉินหย่าจือตามคำขอของเธอ
เหิงเหิงอายุน้อยกว่าถงถงสองสามเดือน และวางแผนจะเข้าเรียนชั้นอนุบาลในฤดูใบไม้ร่วงนี้
เมื่อเหิงเหิงมาถึง ถงถงก็มีเพื่อนเล่นแล้ว เด็กน้อยทั้งสองเล่นกันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวกันมาก
ถงถงจับมือเหิงเหิง แล้วเรียกน้องชาย ก่อนหยิบตุ๊กตาทั้งหมดของเธอออกมา
กู้หนานแก้ไขให้เธอเสียงอ่อน “ถงถง เรียกว่าน้องชายไม่ได้ นั่นคือคุณน้านะจ๊ะ”
ถงถงถือของเล่นตุ๊กตาอยู่ในมือ และดวงตาโตเป็นประกายแวววาวแล้วพูดว่า “ไม่ใช่คุณน้า เป็นน้องชาย”
“ปกติถงถงเรียกเหิงเหิงว่าน้องชายจนชินปากแล้ว แค่เห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายที่เด็กกว่าเธอก็จะเรียกน้องชายหมด”
กู้เจิ้งอันยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ถงถงอยากเรียกว่าอะไรก็เรียกเถอะ รอให้แกโตแล้วรู้จักลำดับญาติของตัวเองแล้วค่อยเปลี่ยน”
เฉินหย่าจือเตรียมอาหารมากมายมาวางเต็มโต๊ะ และให้กู้หนานเรียกเนี่ยอวี้ฮว๋ากับคนอื่น ๆ มาให้ครบ ทุกคนจะได้กินข้าวด้วยกัน
อาหารมื้อนี้ ยกเว้นลู่ฮ่าวกับกู้ย่าฮุย ทุกคนล้วนอยู่ที่นี่กันหมด
เนี่ยเหล่ากับพวกหวงอิงนั้นพักผ่อนที่เมืองจิงตูได้หนึ่งวัน กู้หนานก็พาทั้งสองคนไปเยี่ยมชมที่คลินิกแล้ว
“คุณตา แม่บุญธรรม ลุงเนี่ย เห็นไหมคะ ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว หนูยังลงข่าวในหนังสือพิมพ์ด้วยว่าคุณหมอเนี่ยแพทย์แผนจีนเก่าแก่แห่งหลันเฉิงก็มาตรวจคนไข้ที่สี่เล่อถางสาขาจิงตูด้วย ถึงตอนนั้นคนไข้จะต้องมากันแน่ ๆ”
“เธอจะให้ฉันอยู่ตรวจคนไข้อยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ล่ะ?” เนี่ยเหล่ามองเธอพลางถาม
“เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ตรวจคนไข้วันละครึ่งวัน อย่างน้อยในช่วงเปิดกิจการคุณตาก็ต้องอยู่สักสองสามวันนะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เนี่ยเหล่าก็ปฏิเสธเด็ดขาดว่า “ไม่ได้ ที่หลันเฉิงเองก็จะปิดนานไม่ได้ คนไข้เก่าของเราต้องตรวจชีพจร และเปลี่ยนใบสั่งยา ปิดร้านแล้วจะไม่ทำให้หน่วงเหนี่ยวอาการป่วยของคนไข้หรือ? ตอนนี้เพื่อผลประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องอะไรเธอก็ทำได้หมดแล้วจริง ๆ”