เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 834 เปิดกิจการใหม่
บทที่ 834 เปิดกิจการใหม่
กู้หนานมองลู่ฮ่าวซึ่งดูอารมณ์ไม่ดี ก่อนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่คะ พี่ทำได้ดีมากในการสอบเลยนะ แต่ทำไมถึงโกหกลู่ฮ่าวล่ะว่าตัวเองสอบตกไม่ผ่านแน่ หลังจากนั้นเขารู้สึกหดหู่มากเลยนะเพราะเป็นห่วงพี่น่ะ ต่อไปนี้ช่วยพูดอะไรอย่างซื่อตรงหน่อยได้ไหม?”
กู้ย่าฮุยอธิบาย “หนานหน่าน เธอจะมาโทษฉันเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะฉันรู้สึกจริง ๆ ว่าตัวเองตอบคำถามในห้องสอบได้ไม่ดีอย่างที่คิดไว้ บางทีอาจเป็นเพราะฉันตั้งเป้าสูงเกินไปก็ได้”
สีหน้าของลู่ฮ่าวยิ่งดูไม่ได้เมื่อได้ยินแบบนั้น “อย่ามาพูดจาถ่อมตัวไปหน่อยเลยน่า”
เขารู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีมากในการสอบ แต่คะแนนกลับมากกว่ากู้ย่าฮุยแค่ไม่กี่คะแนนเท่านั้น
“เอาน่า อย่าเพิ่งโกรธไปเลย เรายังต้องสอบอีกรอบหนึ่งไม่ใช่หรือ? ผู้อำนวยการหวังว่ายังไงบ้าง? ฉันไม่มีแนวทางในการสอบรอบสองเลย นายต้องให้คำแนะนำกับฉันด้วย” กู้ย่าฮุยมาติวกับลู่ฮ่าวที่นี่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบรอบสองโดยเฉพาะ
ลู่ฮ่าวคร้านเกินกว่าจะสนใจเขา “นายยังต้องการคำแนะนำจากฉันอีกหรือ? นายควรเป็นฝ่ายแนะนำฉันมากกว่า”
“เหล่าลู่ อย่าทำตัวแบบนี้สิ ฉันยังต้องพึ่งพานายอยู่นะ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเมินเขา กู้ย่าฮุยจึงรีบเรียกกำลังเสริม “คุณอาครับ ดูเขาทำท่าทางเข้าสิ ช่วยผมเกลี้ยกล่อมเขาหน่อยเถอะ”
“พวกเธอสองคนนี่เอาแต่ทำตัวเป็นศัตรูกันอยู่เรื่อย เข้าไปพักผ่อนให้สบายตัวก่อนเถอะ อาทำความสะอาดห้องให้เธอแล้ว หลังพักผ่อนค่อยทบทวนหนังสือก็ได้”
วันรุ่งขึ้น กู้หนานพากู้ย่าฮุยกับเฉินรั่วหลินไปช่วยแพ็กของและจัดวางสินค้าที่ร้าน
ร้านของพวกเขาตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลจิงตูพอดี
ป้ายหน้าร้านได้รับการตกแต่งสดใสสะดุดตาอย่างมาก
ผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มหลังกลับบ้าน สามารถออกมาเลือกซื้อเลือกชมที่ร้านตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์วิคเตอร์ได้ทันทีเมื่อออกจากโรงพยาบาล
นอกจากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ขายแล้ว ทางร้านยังมีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา นมผง รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบรนด์วิคเตอร์ และอื่น ๆ เรียกได้ว่ามีสินค้าครบครัน
แต่ประเทศนี้อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์วิคเตอร์เท่าไหร่นัก ดังนั้นช่วงระหว่างเปิดร้านจึงจำเป็นต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงเพื่อเปิดตลาด
กู้หนานเป็นคนคิดสโลแกนสำหรับกิจกรรมเปิดตลาดนี้ จากนั้นก็ตีพิมพ์เป็นใบปลิว
เธอตั้งใจว่าจะเริ่มแจกใบปลิว ก่อนที่จะเปิดร้านอย่างเป็นทางการ
หมายความว่าเธอต้องตีพิมพ์ใบปลิวเหล่านี้เป็นจำนวนมาก
เธอพากู้ย่าฮุยไปรับใบปลิวปึกหนึ่งที่ร้านพิมพ์ป้ายโฆษณา ผู้เป็นพี่ชายตกใจมากเมื่อเห็นมัน “ทำไมเยอะแบบนี้ล่ะ? ของพวกนี้จะมีประโยชน์จริง ๆ หรือ?”
กู้หนานบอกว่า “ได้ผลแน่ เมื่อก่อนตอนฉันเปิดร้านขายเสื้อผ้าก็ใช้วิธีเดียวกันนี้ไม่ใช่หรือ?”
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ดังนั้นกู้หนานจึงขอแรงพนักงานสองสามคนจากบริษัทของเดวิด ไปยืนแจกใบปลิวให้กับทุกคนที่ผ่านไปมาที่ริมถนน โดยจะถือเป็นการทำงานล่วงเวลาที่ได้รับค่าจ้าง
หวังฉีลูกชายของผู้อำนวยการหวังก็มาด้วย พนักงานทุกคนต่างก็ได้รับใบปลิวคนละหนึ่งร้อยแผ่น
กู้หนานอธิบายงานให้ทุกคนฟัง “ขอบคุณทุกคนที่ทำงานหนักในวันนี้ เราจะแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะไปยืนอยู่ตามสี่แยก ประจำอยู่ตามลานจัตุรัสกว้าง หรือไปแจกตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหน้าโรงพยาบาล พยายามแจกใบปลิวให้ถึงมือผู้คนที่สัญจรไปมานะคะ”
“ทุกคนแยกย้ายกันไปเริ่มงานได้ค่ะ”
กู้ย่าฮุยเองก็ขอแบ่งใบปลิวไปส่วนหนึ่งด้วยเช่นกัน เฉินรั่วหลินบอกว่าเธอไม่อยากอยู่เฉย ๆ ยืนกรานว่าจะไปกับเขาด้วย เธอกับกู้ย่าฮุยจึงไปที่ลานจัตุรัสกว้างด้วยกัน
กู้หนานกับลู่ฮ่าวไปประจำอยู่ตามสี่แยก
ที่ไหนมีคนสัญจรไปมาพลุกพล่าน ก็เลือกปักหลักอยู่ที่นั่น
พนักงานถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทุกคนทยอยแจกใบปลิวจนหมดเกือบหนึ่งพันแผ่นตั้งแต่เนิ่น ๆ
ยุคสมัยนี้มีวิธีการโฆษณาชวนเชื่อประเภทการแจกใบปลิวแบบนี้ค่อนข้างน้อย คนทั่วไปอาจมองว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ ต่างจากคนรุ่นหลังที่แจกใบปลิวเกลื่อนกลาดไปทั่ว ทำให้ผู้คนต่อต้านมากขึ้น
หลังจากแจกใบปลิวเรียบร้อย ทุกคนก็กลับมารวมตัวกันที่ร้าน เมื่อเห็นว่าทุกคนกระตือรือร้นกับงานนี้กันแค่ไหน กู้หนานก็รู้สึกประทับใจมาก “ขอบคุณทุกคนที่อุตส่าห์สละเวลาช่วงสุดสัปดาห์มาช่วยนะคะ ฉันจะให้คุณเฉินลงบันทึกการทำงานล่วงเวลาให้กับทุกคน มาเถอะ วันนี้ฉันขอเชิญพวกเราทุกคนทานอาหารร่วมกันค่ะ”
กู้หนานเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารให้ทุกคน หลังจากรับประทานอาหารแล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
กู้ย่าฮุยกับเฉินรั่วหลินเริ่มติดเชื้อความกระตือรือร้นในการเปิดตลาดธุรกิจของกู้หนาน เฉินรั่วหลินมองเห็นภาพความเจริญรุ่งเรืองของเมืองจิงตูอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น หญิงสาวเริ่มจินตนาการว่าถ้ากู้ย่าฮุยปักหลักอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ ในอนาคต เธอก็สามารถเปิดร้านขายเครื่องสำอางได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งตลาดอาจจะใหญ่กว่าหลันเฉิงมาก
หลังจากกลับถึงบ้าน กู้ย่าฮุยต้องการไปพบผู้อำนวยการหวัง หลังจากที่ลู่ฮ่าวเกริ่นเรื่องนี้กับผู้อำนวยการหวัง ปรากฏว่าอีกฝ่ายปฏิเสธ
เขาให้เหตุผลว่ากู้ย่าฮุยไม่จำเป็นต้องไปพบเขาก่อนการสอบรอบสองด้วยซ้ำ
แต่กำชับให้เขาแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา และทุ่มเทอย่างตั้งใจ หลังจากสอบผ่านพวกเขาต้องได้เจอกันแน่อยู่แล้ว
จู่ ๆ กู้ย่าฮุยก็ผุดลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง “จริงสิ ฉันเกือบลืมไปเลยว่าต้องให้เงิน พ่อ แม่ ปู่ ย่า กับคุณตาของฉันต่างก็ฝากซองอั่งเปาปิดผนึกมาให้เธอกันทั้งนั้น แต่ฉันกลัวว่าถ้าหอบเงินติดตัวไว้ตลอดเวลาอาจจะไม่ปลอดภัย ก็เลยฝากเงินเข้าธนาคารไว้ ขอตัวไปถอนออกมาให้เธอก่อน”
“ไม่ต้องรีบหรอก แค่ทุกคนมอบซองแดงให้เป็นของขวัญครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเราก็ละอายใจพออยู่แล้ว”
“แต่ครอบครัวเราต้องการแบบนั้น ถ้าฉันไม่เอามาให้ เดี๋ยวกลับไปก็ถูกดุอีก”
กู้ย่าฮุยคุ้นเคยกับเมืองจิงตูอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไปถอนเงินที่ธนาคาร ทั้งยังยืนกรานที่จะมอบเงินให้กับกู้หนาน
ช่วงบ่าย กู้เจิ้งอันกับกู้หลันก็มาถึงพร้อมกับลูกชายตัวน้อยของพวกเขา
ทันทีที่กู้ย่าฮุยเห็นเด็กในอ้อมแขนของกู้เจิ้งอัน เขาก็เอื้อมมือไปขออุ้มพลางพูดว่า “ไอหยา ลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยของฉัน ขอฉันกอดนายหน่อยซิ หน้าตาน่ารักน่าชังอีกแล้ว สมแล้วที่หนุ่มน้อยคนนี้เป็นหลานชายของตระกูลกู้ หน้าตาดีไม่มียีนด้อย ถ้าโตขึ้นกว่านี้เขาต้องหล่อเหมือนพี่ชายแน่นอน”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดของกู้ย่าฮุยในขณะที่เขาหยอกล้อเล่นกับเด็ก เฉินหย่าจือยิ้มและพูดว่า “ย่าฮุย เธอนี่จริง ๆ เลย สามารถหยอกเด็กไปพร้อม ๆ กับชมตัวเองได้”
“รั่วหลิน เธอโชคดีมากที่ได้เจอผู้ชายที่อารมณ์ดีอย่างย่าฮุย อีกหน่อยมีเขาคอยช่วยเลี้ยงลูกแบบนี้ เธอคงเบาใจลงไปได้มาก”
เฉินรั่วหลินพูดว่า “อาคะ แต่บางครั้งเขาก็เอาแต่ส่งเสียงดังไม่หยุดจนทำให้ฉันปวดหัว”
แม้พูดอย่างนั้น เฉินรั่วหลินก็มองไปที่กู้ย่าฮุยด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เธอไม่ได้ละสายตาจากเขาด้วยซ้ำ
“เธอมีนิสัยเงียบ ๆ พูดน้อย พอได้มาอยู่กับย่าฮุย ครอบครัวก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาก ถ้าเจอคนแบบลูกชายฉันคงน่าเบื่อจะแย่ วันวันหนึ่งพูดจาไม่เกินสิบประโยคด้วยซ้ำ บ้านได้เงียบเหงากันพอดี”
กู้หนานเห็นด้วย “ใช่ค่ะ เหมาะสมแล้ว”
ตั้งแต่กู้หลันย้ายไปที่ปินเฉิง อารมณ์ที่เคยตึงเครียดของเธอก็ผ่อนคลายลง สภาพจิตใจของเธอเหมือนจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก
“หนานหน่าน งานของเธอคงหนักมาก ตัวเองยังมีลูกเล็กอยู่แท้ ๆ แต่ต้องเปิดร้านและโรงงานพร้อมกัน อย่าลืมใส่ใจสุขภาพตัวเองด้วยล่ะ”
กู้หนานหัวเราะแล้วกล่าวว่า “แม่คะ ยิ่งยังเด็กยิ่งเกียจคร้านไม่ได้ ถงถงมีพี่เลี้ยงที่แม่หามาให้คอยช่วยเลี้ยงอีกแรง แล้วเดี๋ยวนี้เธอก็ไม่ค่อยติดแม่เท่าไหร่หลังจากหย่านม ฉันเลยอยากใช้เวลาว่างทำธุรกิจอะไรสักอย่าง หลัก ๆ ก็เป็นเพราะผู้ใหญ่อย่างพวกคุณทุกคนประสบความสำเร็จด้านอาชีพการงาน เราจึงต้องพยายามอย่างมากเพื่อไล่ตามคุณให้ทัน”
“อย่ากดดันตัวเองเกินไป พวกเราจำเป็นต้องทำงานกันอย่างหนัก ก็เพื่อให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
กู้เจิ้งอันพักผ่อนอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะออกไปหาร้านสั่งกระเช้าดอกไม้กับกู้ย่าฮุยข้างนอก แล้วหิ้วกระเช้าดอกไม้กลับมาสองใบ
พิธีเปิดร้านค่อนข้างเรียบง่าย นอกจากพนักงานในบริษัทของเดวิด แขกคนอื่น ๆ ที่มาร่วมงานก็ได้แก่ กู้เจิ้งอัน กู้หลัน และกู้ย่าฮุยกับภรรยา ไม่ได้เชิญเพื่อนคนไหนที่พวกเขารู้จักในเมืองจิงตูมาร่วมงานเป็นพิเศษ
ผู้อำนวยการหวังซึ่งถือเป็นคนสนิทหนึ่งเดียวของลู่ฮ่าวก็ไม่ได้รับเชิญมา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกังขาต่าง ๆ
เนื่องจากใบปลิวที่เพิ่งแจกไปเมื่อไม่กี่วันก่อนได้ระบุถึงวันทำพิธีเปิดร้านอย่างเป็นทางการ จึงทำให้คนมาร่วมงานกันค่อนข้างเยอะ
แม้ว่าหลายคนไม่มีกำลังพอที่จะเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ แต่จากการรับชมผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง คนจำนวนมากจึงแวะเวียนมาดูสินค้าที่ร้านกันอย่างคับคั่ง
อุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดเล็กสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
กู้หนานจ้างพนักงานสองคนมาดูแลร้าน ทั้งครอบครัวช่วยกันทำหน้าที่อยู่ในร้าน ผลัดกันแนะนำสินค้าให้กับลูกค้า แต่ละคนต่างก็ยุ่งกันมาก
แต่หลังจากผ่านพิธีเปิดร้านไปได้ไม่กี่วัน ร้านก็กลับมาเงียบเหงา
กู้หนานเริ่มไม่สบายใจ เดวิดจึงต้องคอยปลอบเธอว่า “หนานหน่าน จุดประสงค์หลักของการที่เราเปิดร้านก็เพื่อโปรโมตแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของบริษัท ระงับความกังวลก่อนเถอะ ต่อให้ทั้งวันเราจะไม่มีลูกค้าเลยก็ไม่เป็นไร จำไว้ว่าการทำธุรกิจเราจะใจร้อนไม่ได้ ต้องรอเวลาเท่านั้น”