เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 806 ลูกชายหายไป
บทที่ 806 ลูกชายหายไป
เดิมทีคุณปู่ลู่ออกไปแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าลู่ฮุ่ยฟางกับฟางอวี๋ไม่ได้ตามมาด้วย จึงไปตามหาพวกเขาที่ห้องจัดเลี้ยง
แต่ทันทีที่เขาเข้าไป ก็เห็นลู่ฮุ่ยฟางกำลังห่ออาหารที่เหลือกลับ และยังได้ยินเสียงเหยียดหยามของพนักงานบริการเข้า
เมื่อฟางอวี๋เห็นคุณตาเดินเข้ามา ก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต จึงพยุงเขาพร้อมกับเอ่ยเสียงเบา “คุณตา รีบบอกแม่ผมหน่อยสิครับ ว่าอย่าห่ออาหารเหลือกลับ”
ลู่ฮุ่ยฟางเห็นพ่อของเธอเดินเข้ามาจึงพูดกับเขาว่า “พ่อ ของพวกนี้แทบไม่ได้แตะเลย พวกเขาบอกว่าจะเอาไปเททิ้ง หนูคิดว่ามันเสียเปล่ามาก ของพวกนี้เสี่ยวฮ่าวของเราจ่ายเงินซื้อมาทั้งนั้น แต่วันขึ้นปีใหม่พวกเรากลับกินของพวกนี้ไม่ลง เททิ้งน่าเสียดายจะตายไป ห่อกลับไปคืนนี้พวกเราจะได้กินกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่ฮุ่ยฟาง พนักงานบริการที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดูถูกเหยียดหยามอีกครั้ง
“ห่อกลับเถอะ ใส่ถุงให้หมด”
หลังจากที่คุณปู่ลู่พูดจบ เขาก็ยืนอยู่ตรงนั้น มองไปยังบริกรแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “แม่หนูคนนั้นน่ะ ดูเหมือนหนูจะดูถูกคนที่ห่ออาหารกลับมากเลยงั้นหรือ?”
พนักงานบริการไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทีของเธอได้อธิบายทั้งหมดแล้ว
คุณปู่ลู่เองก็ไม่ได้โกรธ เขามองไปที่เธอแล้วพูดต่อเหมือนกับกำลังคุยเรื่อยเปื่อย “หนูรู้ไหมหลานชายกับหลานสะใภ้ของฉันทำงานอะไร? พวกเขาต่างเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก เงินเดือนของพวกเขาสูงกว่าของหนูมากเลยล่ะ ลูกสะใภ้ของฉันเปิดบริษัทใหญ่อยู่ที่ต่างประเทศ พวกเราอยู่ที่บ้านเกิดก็ยังมีโรงงานแปรรูปยา ตอนนี้เราเองก็ไม่ได้ขาดแคลนของกินแค่นี้หรอก ทำไมเรายังต้องห่อกลับไปอีกนะ? เพราะพวกเราต่างก็เป็นชาวนา พวกเราเป็นคนที่ทำการเพาะปลูกน่ะ”
“คนทำไร่ทำนารู้ดีว่าการปลูกข้าวให้ออกมาสักเม็ดนั้นยากแค่ไหน อาหารบนโต๊ะพวกนี้แฝงมาด้วยหยาดเหงื่อชาวนามากมาย คนในเมืองล้วนต้องพึ่งชาวนาอย่างเราปลูกข้าวมาเลี้ยงชีพ พวกเราทิ้งอาหารสิ้นเปลืองขนาดนี้ไม่ได้หรอก ประเทศชาติของเราในตอนนี้ไม่ได้ร่ำรวย มีผู้คนอีกหลายแห่งที่ไม่มีข้าวจะกิน ดังนั้นไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มี ก็ควรจะกินอยู่อย่างประหยัดไม่เหลือทิ้ง”
“เห็นหนูมาทำงานที่นี่โดยที่อายุยังน้อย ก็คงจะเป็นลูกของครอบครัวธรรมดาทั่วไป เงินเดือนของหนูหนึ่งเดือนน่ากลัวว่าเลี้ยงอาหารสักโต๊ะยังไม่ได้เลย แค่พวกเราห่อกลับบ้าน ทำไมหนูถึงหัวเราะเยาะเราได้ล่ะ?”
พนักงานบริการถูกคำพูดของคุณปู่ลู่ทำให้รู้สึกละอายใจอย่างมาก
เธอมาจากครอบครัวที่ลำบากยากจนจริง ๆ ไม่มีเงินเรียนหนังสือ ถึงมาทำงานที่นี่
เพราะอยู่ที่นี่จึงเห็นคนร่ำรวยจนชินตา จนเกิดความฟุ้งเฟ้อลุ่มหลงตามไปด้วย
พนักงานบริการขอโทษคุณปู่ลู่ “คุณปู่ ฉันขอโทษค่ะ!”
“หนูเอ๋ย เราจะลืมรากเหง้าของตนเพียงเพราะได้ทำงานในโรงแรมใหญ่เช่นนี้ไม่กี่วันไม่ได้นะ ต่อไปหากมีแขกที่กินเหลือ ก็ควรจะเสนอให้พวกเขาห่อเอากลับไป อย่าทิ้งขว้างเป็นอันขาด ข้าวทุกเม็ดที่หนูสิ้นเปลืองทิ้งขว้างจะกลายเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ มากัดหนู นี่ล้วนเป็นคำที่คนเฒ่าคนแก่ว่าไว้”
คุณปู่ลู่พูดอย่างสั่งสอน จนพนักงานบริการขนลุกชันไปทั้งตัว
“ฮุ่ยฟาง ห่อเสร็จแล้วหรือยัง?”
“เสร็จแล้วค่ะพ่อ” ลู่ฮุ่ยฟางห่ออาหารใส่เต็มทั้งสี่ถุง
มีไก่ตัวหนึ่งอยู่บนโต๊ะโต๊ะหนึ่ง มันไม่ได้โดนแตะเลยสักนิด ยังสมบูรณ์ทั้งตัว
ถึงยังไงอาหารในวันนี้ก็อลังการเกินไปมาก บนโต๊ะยังมีหลายอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
อาหารอย่างที่กินไปครึ่งจานนั้นเธอไม่ได้ใส่ถุงมา เพราะว่าไม่มีถุงพลาสติกแล้ว
“เอาล่ะ ให้เสี่ยวอวี๋ถือไปเถอะ”
เดิมทีฟางอวี๋รู้สึกว่าการกระทำของแม่เขานั้นน่าอาย แต่ด้วยคำพูดของคุณตา ใบหน้าของเขากลับร้อนผ่าว รีบรับถุงมาจากมือของแม่แล้วถือมันเอาไว้
คุณปู่ลู่สอนสั่งเขาอีกครั้ง “เสี่ยวอวี๋ หลานต้องจำไว้ว่าการห่ออาหารเหลือกลับบ้านนั้นไม่ได้น่าอาย ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ต้องมัธยัสถ์อยู่เสมอ อย่าเปรียบเทียบกับผู้อื่นด้วยความคิดฟุ้งเฟ้อเด็ดขาด”
“คุณตา ผมเข้าใจแล้วครับ”
“ไปเถอะ คืนนี้ไม่ต้องออกไปกินข้าวข้างนอก แค่ของพวกนี้เราก็กินกันไม่หมดแล้ว เสี่ยวฮ่าวเองก็สิ้นเปลืองจริง ๆ สั่งเยอะเกินไป ในท้องของคนเมืองพวกนี้มีน้ำมันหรือไง ไม่แตะต้องเนื้อไก่เป็ดปลาพวกนี้เลยสักนิด ไม่เข้าใจเลยว่าจะมานั่งทำไมกัน”
ขณะคุณปู่ลู่บ่นไป ก็ให้ฟางอวี๋นำอาหารที่ห่อกลับมาไปที่ห้องพักของโรงแรมด้วยกัน
กู้เจิ้งอันกำลังขับรถมาพร้อมกับพ่อแม่ของเขา เมื่อมาถึงกลางทาง หางตาก็เหลือบเห็นผู้หญิงผมกระเซอะกระเซิงกำลังร้องไห้ และวิ่งมาข้างหน้า
กู้เจิ้งอันตกใจจนรีบหยุดรถทันที เมื่อมองดูให้ชัดเจน ถึงได้เห็นว่าเธอคือกู้หลันนั่นเอง
กู้เจิ้งอันรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปดูเธอด้วยความตื่นตระหนก
“เสี่ยวหลัน เกิดอะไรขึ้น? คุณอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“เจิ้งอัน ลูก… ลูกหายไปแล้ว” น้ำเสียงของกู้หลันอ่อนแรงและสั่นเทา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู้เจิ้งอันก็ชาวาบไปทั้งร่าง “คุณว่าอะไรนะ?”
“ลูกชายถูกซุนหว่านหรูอุ้มไปแล้ว”
กู้หลันร้องไห้แทบขาดใจ “ซุนหว่านหรู ผู้หญิงบ้าคนนั้น เธออุ้มลูกชายของเราไป”
เมื่อกู้เจิ้งอันได้ยินข่าวเช่นนั้น เขาก็แทบทรุด มองกู้หลันด้วยความหวาดหวั่นแล้วถามว่า “เมื่อไหร่?”
“ไม่นานนี้เอง เธอพุ่งเข้ามาในบ้านแล้วอุ้มเด็กหนีไป แถมยังแย่งเอาโทรศัพท์ของฉันไปด้วย ที่บ้านก็มาไฟฟ้าดับอีก ฉันติดต่อคุณไม่ได้เลย เจิ้งอัน คุณรีบไล่ตามไปเร็วเข้า ไล่ตาม…”
กู้หลันหอบหายใจอย่างหนัก ใบหน้าของเธอซีดเผือด และเริ่มหายใจติดขัด
.
.
.
ผู้เฒ่ากู้และคนอื่น ๆ เองก็ลงจากรถแล้วรีบเข้ามาดูเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หลัน ผู้เฒ่าทั้งสองก็แทบจะเป็นลม
ส่วนเนี่ยอวี้ฮว๋าก็ตื่นตระหนกไม่ต่างกัน
“เสี่ยวหลัน เธอพูดว่าอะไรนะ? ซุนหว่านหรูอุ้มเด็กไปงั้นหรือ?”
ใบหน้าของกู้หลันซีดขาว “ใช่ เธออุ้มลูกชายของฉันออกไป รีบตามหาเร็วเข้าเถอะ”
“ยัยบ้านั่นโผล่มาอีกได้ยังไงกัน?”
“รีบไปที่ตระกูลซุนเร็ว”
เนี่ยอวี้ฮว๋าช่วยประคองกู้หลันขึ้นมา ตั้งใจจะช่วยประคองเธอขึ้นรถ และส่งเธอกลับบ้าน “เสี่ยวหลัน เธอกลับบ้านก่อนเถอะ เธอยังอยู่ไฟอยู่เลย จะทำร้ายสุขภาพร่างกายตัวเองไม่ได้ ส่วนเด็กเดี๋ยวพวกเราจะไปหาเอง”
กู้หลันสะบัดเธอออกแล้วพุ่งเข้าไปในรถ “ไม่เอา ฉันจะตามหาลูกชายของฉัน ฉันจะไปหาซุนหว่านหรู”
“เธอกลับบ้านก่อน ฉางอันกับเจิ้งอันออกไปตามหาแล้ว”
“ไม่ได้ ฉันต้องไปตามหาลูกชายของฉัน” กู้หลันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น และรีบเข้าไปในรถของกู้เจิ้งอัน เพื่อไปหาเด็กพร้อมกับพวกเขา
กู้ฉางอันเองก็ขึ้นรถด้วยเช่นกัน เขาขอให้เนี่ยอวี้ฮว๋าพาผู้เฒ่าทั้งสองกลับบ้านไปก่อน แล้วรีบบอกข่าวกับพวกเด็ก ๆ
เนี่ยอวี้ฮว๋าส่งผู้เฒ่ากลับถึงบ้าน จากนั้นจึงโทรหาพวกกู้ย่าฮุยกับฉินเฟิง ทุกคนรวมตัวกันออกไปตามซุนหว่านหรู
กู้เจิ้งอันที่กำลังขับรถอยู่ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
เป็นซุนหว่านหรูที่ใช้โทรศัพท์ของกู้หลันโทรมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน [กู้เจิ้งอัน กำลังมองหาลูกชายของตัวเองอยู่หรือเปล่า?]
เมื่อได้ยินเสียงของซุนหว่านหรู กู้เจิ้นอันก็อารมณ์พลุ่งพล่าน และตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว “ซุนหว่านหรู คุณจะทำอะไรกันแน่? คุณอย่าทำร้ายเด็กนะ”
ซุนหว่านหรูน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม [อย่าทำร้ายลูกชายของคุณหรือ? ฉันนึกอยากจะบีบคอไอ้ปีศาจนี่ให้ตายด้วยซ้ำ]
กู้เจิ้งอันตระหนักดีถึงอาการทางจิตเภทของซุนหว่านหรู เขาจึงไม่กล้ายั่วโมโหเธอ และเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ซุนหว่านหรู อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ มีเรื่องอะไรก็มาลงที่ผมเถอะ อย่าทำร้ายเด็กเลย เด็กไม่ได้มีความผิด”
ซุนหว่านหรูแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาที่อีกด้านของปลายสาย [ลงที่คุณงั้นหรือ? ได้เลย งั้นคุณก็ทิ้งนังสารเลวกู้หลันนั่นไปสิ]
โทรศัพท์เปิดสปีกเกอร์โฟน กู้หลันที่อยู่ข้าง ๆ จึงได้ยินชัดเจน เธอตอบขึ้นทันควัน “ตกลง ฉันจะไปจากเขา ฉันจะไปจากกู้เจิ้งอันเดี๋ยวนี้เลย เธออย่าทำร้ายลูกชายของฉันเลย เขาเป็นลูกที่ฉันแลกมาด้วยชีวิต”
ซุนหว่านหรูยิ้มอย่างเศร้าสลด [ลูกใครบ้างที่ไม่ได้แลกมาด้วยชีวิต? ทำไมตอนที่เธอท้อง กู้เจิ้งอันถึงได้ดูแลเธอราวกับสมบัติล้ำค่า คอยเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลทั้งวันทั้งคืน เขายังดูแลตอนที่เธออยู่เดือนอีก ฉันเองก็มีลูกให้เขาเหมือนกัน แล้วเขาทำกับฉันยังไง? ฉันไม่เคยได้กินอะไรที่เขาทำเลยสักครั้ง ฉันไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่เลย ลูกที่ฉันให้กำเนิดแค่มองเขายังไม่อยากจะมองเลย คนที่ฉันเลี้ยงดูจนโตเป็นลูกของคนอื่นเขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ]
ซุนหว่านหรูพูดจนสูญเสียการควบคุมอารมณ์จนร้องไห้ฟูมฟาย จากนั้นเด็กในอ้อมแขนของเธอเองก็ร้องขึ้นมาเช่นกัน
เสียงร้องของทั้งสองผสมปะปนกัน บีบหัวใจของกู้เจิ้งอันและกู้หลัน กู้เจิ้งอันรีบยอมรับความผิด แล้วเอ่ยวิงวอน “ซุนหว่านหรู ผมทำผิดไปแล้ว คุณอย่าทำร้ายเด็กเลยนะ คุณอยู่ที่ไหน? พวกเรามาเจอหน้าแล้วคุยกันเถอะ ผมจะขอโทษคุณต่อหน้าตอนนี้เลยดีไหม?”
ซุนหว่านหรูนั้นอยู่ในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น คอยติดตามพวกเขาราวกับวิญญาณ และคอยจับตาดูทุกคำพูด ทุกการกระทำของพวกเขามาตลอด
กู้เจิ้งอันหนาวสะท้านไปทั้งร่างกาย
ซุนหว่านหรูหยุดร้องไห้ และหัวเราะเยาะ [คุณอย่าได้คิดจะเจอฉันเลย แล้วถ้าคุณแจ้งตำรวจ ฉันก็จะตายพร้อมกับเจ้าปีศาจนี่ซะ]