เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 783 ถ้าเธอตาไม่ดีจะแต่งงานกับฉันได้หรือ
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 783 ถ้าเธอตาไม่ดีจะแต่งงานกับฉันได้หรือ
บทที่ 783 ถ้าเธอตาไม่ดีจะแต่งงานกับฉันได้หรือ
เวิงอิ่งมองไปที่กู้หนานแล้วถามว่า “หนานหน่าน ลุงกับป้าสะใภ้สบายดีใช่ไหม? พวกเขาจะมาที่หลันเฉิงเมื่อไหร่หรือ?”
กู้หนานตอบ “พวกเขาไปต่างประเทศแล้ว อาจจะกลับมาในช่วงวันขึ้นปีใหม่น่ะ”
“พ่อแม่ของฉันก็พูดถึงการแต่งงานของเธอกับซุนเฉิงด้วยนะ” กู้หนานพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาคิดถึงเธออยู่เสมอเลย”
“ขอบคุณนะ”
ไม่ว่ากู้หนานจะพูดไปตามมารยาท แต่เวิงอิ่งที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ ก็ยังรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจและซาบซึ้งไม่น้อย
บนโลกใบนี้ มีคนไม่มากนักที่จะคอยคิดถึงเธอ
ดังนั้น ถึงจะเป็นคำพูดแสดงความใส่ใจประโยคหนึ่งของคนอื่น เธอก็ยังให้ความสำคัญกับมันเป็นพิเศษ
กำหนดการงานแต่งของฉินเฟิงและกู้ย่าถิงจะมีในวันที่ 10 มกราคม ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งในเวลานั้นโรงเรียนของกู้ย่าถิงก็กำลังปิดเทอมพอดี
สองสามวันมานี้เป็นช่วงการสอบปลายภาคของโรงเรียน กู้ย่าถิงจึงยุ่งอยู่กับการคุมสอบ จากนั้นก็ยังต้องตรวจกระดาษคำตอบด้วย เธอยุ่งมากในทุกวัน จนงานแต่งเตรียมการเสร็จสิ้น และฉินเฟิงเองก็ตกแต่งบ้านใหม่เรียบร้อยแล้ว รอก็เพียงฤกษ์งามยามดีแต่งภรรยาเข้าบ้าน
ลู่ฮ่าวไปติดตั้งโคมไฟที่บ้านใหม่ของฉินเฟิงด้วยกันกับเขา ทันทีที่เข้าไปข้างใน เมื่อเห็นห้องรับแขกสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ดวงตาของลู่ฮ่าวเป็นประกายขึ้นมา
“โซฟาตัวนี้ไม่เลวเลยนี่ นายซื้อมาหรือ?” ลู่ฮ่าวตบโซฟาหนังสีเบจแล้วถามฉินเฟิง
ฉินเฟิงตอบ “เปล่าหรอก มันเป็นของเดิมจากครอบครัวของย่าถิง แม่ยายผมเป็นคนเลือกน่ะ”
ฉินเฟิงชี้ไปที่ตู้วางทีวีและทีวีสีขนาดใหญ่ พลางพูดว่า
“ครอบครัวพวกเขาเป็นคนซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดนี้เลย สินเดิมของแม่ยายผมค่อนข้างหรูหราฟุ่มเฟือย สินสอดของหมั้นเล็กน้อยนั่นที่ผมให้ไปยังไม่พอค่าสินเดิมของเจ้าสาวเลย”
ตระกูลกู้บอกว่าสินสอดอะไรพวกนั้นแล้วแต่จะให้ เขาปรึกษากับแม่ของเขาว่าจะเพิ่มสินสอดขึ้นมาจากเดิมสักหน่อย จึงให้สินสอดไปสองพันเก้าร้อยเก้า
แม่ยายของเขาคิดว่ามันมากเกินไปและต้องการจะคืนให้ แต่เขายืนกรานว่าจะไม่รับ เพราะความจริงใจของพวกเขา เนี่ยอวี้ฮว๋าและกู้ฉางอันจึงบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือสินเดิมอะไรเลย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีทั้งโทรทัศน์สี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเฟอร์นิเจอร์รุ่นใหม่ทั้งหมด
ที่จริงแล้วตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตกแต่งบ้านใหม่ เรื่องติดตั้งโคมไฟนั้นฉินเฟิงเองก็ติดตั้งเองได้ จุดประสงค์หลักในวันนี้ฉินเฟิงเพียงแค่อยากพาลู่ฮ่าวมาดูบ้านใหม่ของเขา ลู่ฮ่าวเป็นพี่น้องที่ดีที่สุด เมื่อมีเรื่องดี ๆ เขาก็ย่อมอยากจะร่วมแบ่งปันความสุขไปกับอีกฝ่าย
พวกเขาสองคนยุ่งวุ่นวายกันพักหนึ่งก็ติดตั้งไฟในห้องน้ำเสร็จ ฉินเฟิงหยิบเหล้าขาวขึ้นมาขวดหนึ่ง แล้วรินให้กันคนละจอก
“พี่ฮ่าว ต่อไปถ้าพี่จะอยู่ที่เมืองปักกิ่ง โอกาสที่พวกเราจะเจอกันก็ยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ”
“ถึงฉันจะอยู่ที่หลันเฉิง ปกติก็ใช่ว่าจะได้เจอนายเสียหน่อย นายมัวแต่ยุ่งอยู่ทั้งวันจนไม่เจอหน้าค่าตา”
ลู่ฮ่าวมองไปยังทรงผมหวีเสยไปข้างหลังของฉินเฟิง ใบหน้าหล่อเหลาฉายความปลื้มปีติ “นายกลายเป็นเถ้าแก่ใหญ่แล้วนะ”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องขอบคุณพี่สะใภ้ด้วย หากไม่ใช่เพราะเธอพาผมไปตั้งแผงลอย บางทีผมอาจจะยังใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ที่บ้านเก่าอยู่เลย”
ลู่ฮ่าวถามเขา “อาสะใภ้จะมาเมื่อไหร่หรือ?”
“แม่จะมาถึงพรุ่งนี้ พวกญาติที่บ้านเองก็จะมาด้วยเหมือนกัน ผมจองโรงแรมไว้ให้พวกเขาแล้ว”
ฉินเฟิงพูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่ฮ่าว พี่รู้ไหม? ตอนนี้แม่ผมเชิดหน้าชูตาได้แล้ว ลุงผมบอกว่าผมเลอะเลือนที่ทิ้งชามข้าวเหล็กไป[1]* แม่ผมก็ตอกกลับไปทันทีเลย ตอนนี้เธอเจอใครก็ชื่มชมว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว บอกว่าตัวเองช่างโชคดี มันทำให้ผมรู้สึกถึงความสำเร็จยิ่งกว่าที่หาเงินได้มากมายซะอีก”
แม่เลี้ยงเขากับน้องสาวมา จริง ๆ แล้วเขามักใส่ใจกับความคิดของแม่อยู่ตลอด เขาลาออกจากงานและไม่สามารถเป็นคนแบบพ่อที่อยู่ภายในใจของแม่ได้ เขารู้ว่าแม่ผิดหวังในตัวเขา
แม้หลังจากที่เขาเปลี่ยนอาชีพและมีชีวิตที่ดีกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่เขาก็มักจะได้ยินเสียงแม่ถอนหายใจตอนที่อยู่คนเดียวอยู่บ่อย ๆ
ต่อมาเขาค่อย ๆ ค้นพบว่าความคิดของแม่เปลี่ยนไป เธอมองดูรูปถ่ายของพ่อ เสียงถอนหายใจกลายเป็นคำชม หากว่าคนอื่นเอาเรื่องอาชีพของเขามาเสียดสี แม่ของเขาเองก็จะตอบโต้กลับไปอย่างไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
ในที่สุดเขาก็กลายเป็นความภาคภูมิใจของแม่แล้ว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังดื่มไปพลางพูดคุยกันอยู่นั้น โทรศัพท์ของฉินเฟิงก็ดังขึ้น
จอร์จโทรมา
[ฮัลโหล พี่ ผมจะไปหลันเฉิงพรุ่งนี้ มีของอะไรที่ต้องการหรือเปล่า?]
ฉินเฟิงมักจะรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเสมอที่ถูกเรียกว่าพี่ชาย โดยผู้ชายที่แก่กว่าตัวเขาหลายปี
แต่จอร์จเป็นน้องเขยของเขา ดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีลำดับอาวุโสยังไง จอร์จก็ต้องเรียกเขาว่าพี่
ฉินเฟิงกระแอมไอเบา ๆ และตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ไม่มี ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว แค่พวกนายมาก็พอแล้วละ”
“จริงสิ” ฉินเฟิงเอ่ยเตือนอย่างไม่สบอารมณ์ “แม่ฉันกับพวกญาติ ๆ ก็จะมาที่หลันเฉิงพรุ่งนี้ด้วยเหมือนกัน ถึงตอนนั้นนายก็ใส่ใจกับเสื้อผ้าหน่อยแล้วกัน อย่าให้เธอจับผิดล่ะ”
ฉินเฟิงรู้ว่าจอร์จเปลี่ยนไปหลังจากอยู่กับฉินอวิ๋น แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของเขาดูเหมือนจะมีไว้สำหรับแม่ยายคนเดียวเท่านั้น ตอนที่แม่อยู่ที่เมืองหลันเฉิง จอร์จจะแต่งตัวเป็นทางการมาก แถมคำพูดและพฤติกรรมของเขาก็ยังจงใจวางมาดเป็นชายชาตรีอีกด้วย
แต่เมื่อแม่เขาไปแล้ว จอร์จก็จะปล่อยตัวและแสดงบุคลิกส่วนตัวของเขาออกมาอย่างเต็มที่
พรุ่งนี้ผู้อาวุโสที่บ้านเก่าของเขาจะมากันหมด ถ้าหากจอร์จมาด้วยสภาพที่เหมือนกับผีเสื้อ เขากลัวจริง ๆ ว่าแม่ของเขาจะเป็นลมล้มพับลงไปตรงนั้น
[เข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เตือน]
“ถ้าไม่มีอะไรงั้นวางสายก่อนล่ะ”
ฉินเฟิงทนฟังเสียงกระมิดกระเมี้ยนของจอร์จไม่ได้จริง ๆ เขาจึงวางสายไปทันที
ลู่ฮ่าวมองไปที่ฉินเฟิงที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก “จอร์จไม่ได้อยู่ที่หลันเฉิงหรอกหรือ?”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาไปเมืองฮู่ซื่อน่ะ จะกลับมาพรุ่งนี้”
ฉินเฟิงกรอกเหล้าขาวทั้งจอกเข้าปาก แล้วพูดแขวะด้วยความโมโห
“พี่คิดว่าทำไมเสี่ยวอวิ๋นถึงได้หาคู่ครองแบบนั้นกัน? ถึงเบื้องหน้าผมจะบอกว่ายอมรับได้ แต่ในใจผมก็ยังไม่สบอารมณ์อยู่ดี”
ลู่ฮ่าวยิ้มพลางพูดว่า “ตราบใดที่น้องสาวของนายไม่อึดอัดใจ ความรู้สึกของนายก็ไม่สำคัญหรอก”
“ยัยเด็กโง่นั่น รสนิยมประหลาดจริง ๆ”
ฉินเฟิงถอนหายใจแล้วโยนถั่วลิสงเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกรอบแกรบ
ลู่ฮ่าวคุยกับฉินเฟิงอยู่พักหนึ่ง เขาเองก็ดื่มเหล้าขาวไปสองจอกเพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย โดยที่ไม่ได้มีอารมณ์กรึ่มเมาเลย ในช่วงบ่าย เขาโทรศัพท์หากู้ย่าฮุยประมาณเวลาที่โรงพยาบาลใกล้จะเลิกงาน เพื่อจะไปเยี่ยมผู้อำนวยการเย่ที่บ้าน
วันนั้นพอพูดถึงการสอบเข้าเรียนปริญญาเอก ผู้อำนวยการเย่ก็ไม่สนใจพวกเขาเลย
กู้ย่าฮุยบอกว่าเว้นแต่การติดต่อที่จำเป็นเรื่องงานในโรงพยาบาลแล้ว ยามปกติเวลาที่ผู้อำนวยการเย่เห็นเขาก็จะเมินเฉย
พวกเขาจึงวางแผนว่าจะไปปรับความเข้าใจกันในวันนี้
ลู่ฮ่าวซื้อของจำพวกใบชากระป๋องในร้านค้า แล้วรอกู้ย่าฮุยอยู่ที่โรงพยาบาล
ตอนนี้กู้ย่าฮุยเองก็กำลังขับรถแล้ว
ร้านของเฉินรั่วหลินทำกำไรได้ พ่อกับแม่ของเขาก็ออกเงินด้วยส่วนหนึ่ง ที่บ้านของเขาจึงซื้อรถยนต์คันหนึ่งเพื่อใช้เดินทาง
เดิมทีรถคันนี้เฉินรั่วหลินเป็นคนขับ และปกติแล้วพวกเขาทั้งครอบครัวจะนั่งรถไปไหนมาไหน แต่ในฤดูหนาวนั้นหนาวเกินกว่าที่กู้ย่าฮุยจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปกลับที่ทำงานได้ เฉินรั่วหลินที่รู้สึกเป็นห่วงจึงให้เขาขับรถยนต์
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ฮ่าวได้นั่งรถของเขา ชายหนุ่มมองสำรวจหน้าไปหลัง “รถคันนี้สวยดีนะ เมียนายตาแหลมมากจริง ๆ”
“นั่นสิ ถ้าเธอตาไม่ดีแล้วจะได้แต่งงานกับฉันหรือ?”
กู้ย่าฮุยสตาร์ตรถ มองดูจักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่ขับออกมาจากโรงรถของโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดสาย เขายิ้มให้ลู่ฮ่าวพลางพูดว่า “ดูสิ เทียบกันกับพวกเพื่อนร่วมงานแล้ว พวกเราช่างโชคดีราวกับสวรรค์โปรดจริง ๆ”
ครอบครัวไม่เพียงแต่ไม่ต้องการค่าจ้างอันน้อยนิดนี้ของพวกเขาเพื่อไปเลี้ยงดูเท่านั้น พวกเขาถึงขั้นได้รับการสนับสนุนของคนในครอบครัวด้วยนี่สิ เมื่อไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องการใช้ชีวิตในแต่ละวันแล้ว ก็จะสามารถตั้งสมาธิอยู่กับงานได้ดียิ่งขึ้น
ลู่ฮ่าวไม่ออกความเห็นอะไรกับคำพูดของกู้ย่าฮุย
ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เขามีความกดดันในการใช้ชีวิตจนเงินเดือนออกมา เขาก็ไม่กล้าเอามาใช้เลย เขาต้องลงหลักปักฐานที่หลันเฉิง ต้องเลี้ยงดูคุณปู่ที่แก่ชรา แม้แต่จักรยานสักคันเขาก็ยังตัดใจซื้อไม่ลงด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ เขาเองก็เป็นเช่นเดียวกับกู้ย่าฮุย ที่ไม่กังวลกับชีวิตอีกต่อไปแล้ว
แต่เขาระลึกอยู่เสมอว่าตนเองเป็นลูกผู้ชาย เป็นกระดูกสันหลังของครอบครัวและเป็นความรับผิดชอบของเขาในการดูแลทุกคนในครอบครัว
โรงพยาบาลอยู่ใกล้กับหอพักบุคลากรมาก กู้ย่าฮุยจอดรถยนต์เอาไว้ที่หน้าประตูหอพักบุคลากร แล้วทั้งสองก็ถือของขวัญลงจากรถ
กู้ย่าฮุยเหลือบมองลู่ฮ่าวเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาฉายความกังวล “ผู้อำนวยการคงไม่ไล่พวกเราออกมาหรอกใช่ไหม?”
[1] ชามข้าวเหล็ก ชามข้าวที่เป็นเหล็กแข็งแรง คงทน ตกก็ไม่แตก จึงเอามาเปรียบเปรยถึงอาชีพที่มั่นคง เช่น อาชีพข้าราชการ ที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองไปได้ตลอดชีวิต