เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 780 เรียนต่อปริญญาเอกด้วยกันเถอะ
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 780 เรียนต่อปริญญาเอกด้วยกันเถอะ
บทที่ 780 เรียนต่อปริญญาเอกด้วยกันเถอะ
หลังจากได้ยินสิ่งที่พ่อของเขาพูด กู้ย่าฮุยก็มองไปที่ลู่ฮ่าวอย่างไม่เชื่อหู ขอคำยืนยันจากเขาว่า “เหล่าลู่ ที่พ่อพูดเรื่องจริงหรือเปล่า?”
ลู่ฮ่าวพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่”
“นายจะไปเรียนที่ปักกิ่ง?” กู้ย่าฮุยถามอีกครั้ง
ลู่ฮ่าวพยักหน้า
“ใช่ ที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง”
กู้ย่าฮุยกลอกตามองเขาแล้วบ่นว่า “นายนี่มันใจโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้จริง ๆ ครั้งก่อนฉันพยายามเกลี้ยกล่อมให้นายอยู่ที่ปักกิ่ง แต่นายกลับทำเฉยไม่เอาท่าเดียว ทำไมอยู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจเอาตอนนี้ล่ะ”
ลู่ฮ่าวอธิบาย “ฉันแค่คิดว่าสายงานของเรายังต้องการการศึกษาวิจัยให้กว้างขวางในอีกหลาย ๆ แขนง การรักษาจะได้พัฒนาต่อยอดได้”
“เสี่ยวฮ่าว พวกเราสนับสนุนเธอนะ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม เธอไม่ควรหยุดพัฒนาตัวเอง ยิ่งเป็นหมอยิ่งต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้รักษาคนไข้ ถ้าเธอสอบติดและเรียนจบปริญญาเอกได้จริง ๆ ในอนาคตเธอต้องกลายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาแพทย์ทั้งปริญญาโทและเอกก็ได้”
หลังจากที่เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดจบ เธอก็มองไปที่ลูกชายตัวเอง “ย่าฮุย ลูกคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
กู้ย่าฮุยสบตากับแม่ของเขา แล้วตอบกลับอย่างสบาย ๆ “ถือเป็นเรื่องดีสำหรับลู่ฮ่าวที่จะสอบเรียนต่อปริญญาเอก ผมต้องสนับสนุนเขาอยู่แล้ว”
เนี่ยอวี้ฮว๋ามองหน้าลูกชายที่ไม่มีแรงบันดาลใจจะพัฒนาตัวเองเอาซะเลย
“ลูกกับเสี่ยวฮ่าวต่างก็เรียนจบหมอมาด้วยกัน แถมยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันอีก ลูกไม่อยากเดินตามเส้นทางของเขาและก้าวหน้าไปด้วยกันหรือ?”
กู้ย่าฮุยกลอกตาอย่างหมดคำจะพูด “แม่ แม่กำลังจะบอกว่าอยากให้ผมไปสอบด้วยงั้นหรือ?”
“แม่คิดว่าลองดูก็ไม่เสียหาย ด้วยช่วงวัยของลูก ควรคิดบวกให้มากและแสวงหาความก้าวหน้า ไม่ควรพึงพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ควรเอาอย่างเสี่ยวฮ่าวสักหน่อย เห็นไหมว่าเขามีอนาคตไกลตั้งแต่อายุเท่านี้เอง”
ผู้เฒ่ากู้เห็นด้วย “ใช่ ย่าฮุย เธอก็ลองสอบดูสิ ถ้าเป็นแบบนี้พวกเราก็จะมีหมอที่เรียนจบปริญญาเอกถึงสองคนในครอบครัวเรา จากนี้เวลาไปข้างนอกก็เชิดหน้าชูตาได้อย่างไม่อายใครแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจของผู้เฒ่าลู่เมื่อครู่นี้ ผู้เฒ่ากู้ก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ความจริงแล้วเขายังหวังว่าหลานชายคนโตจะสามารถทำตามความคาดหวังของเขาได้เช่นเดียวกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเปี่ยมความคาดหวังของครอบครัว กู้ย่าฮุยก็ไม่มีใจจะกินอีกต่อไป เขามองทุกคนพลางพูดอย่างเบื่อหน่ายว่า “อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นกันสิ ผมกดดันจะแย่อยู่แล้ว ปริญญาเอกสอบกันได้ง่าย ๆ ซะที่ไหน”
“เราทุกคนเชื่อในตัวลูก การสอบไม่ใช่ปัญหา ลูกกับเสี่ยวฮ่าวต้องพยายามอย่างหนักด้วยกัน ถ้าเสี่ยวฮ่าวสอบผ่านได้ ลูกก็สอบผ่านได้”
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดกับลู่ฮ่าวว่า “เสี่ยวฮ่าว อีกหน่อยถ้าอาชีพเธอก้าวหน้า อย่าลืมพาย่าฮุยไปด้วยนะ อย่าทิ้งเขาไว้คนเดียวล่ะ หลังจากเธอกลับไปแล้ว ช่วยทำสำเนาเอกสารการติวสอบให้เขาไว้อ่านทบทวนด้วย กระตุ้นให้เขาตั้งใจอ่านหนังสือหน่อย”
ลู่ฮ่าวเหลือบมองกู้ย่าฮุยที่ทำหน้าตาสิ้นหวัง ก็กลั้นยิ้มแล้วพูดว่า “ครับ”
กู้ย่าฮุยที่ไม่มีช่องให้ขัดจังหวะ ได้แต่ปล่อยให้ครอบครัวจัดแจง
ถ้าตอนนี้เขายืนกรานปฏิเสธ คงไม่พ้นถูกตราหน้าว่าเป็นคนล้าหลังที่ปฏิเสธความก้าวหน้า แล้วทุกคนจะรุมโจมตีเขาแน่นอน
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว กู้เจิ้งอันและคนอื่น ๆ ก็เตรียมตัวกลับบ้านพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขน
แต่ผู้เฒ่าลู่บอกว่าเขาต้องการแยกไปอยู่ในอาคารชุดของครอบครัวแทน
อาคารซึ่งตกแต่งเป็นสไตล์ต่างประเทศหลังเล็กของกู้เจิ้งอันงดงามเสียจนเขาไม่คุ้นเคย ตอนที่เขาอาศัยอยู่ที่บ้านพักในปักกิ่งก็ไม่คุ้นเคยจนไม่เป็นตัวเองพออยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อได้กลับมาที่หลันเฉิง เขาจึงอยากกลับไปที่อาคารชุดเพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระ
กู้เจิ้งอันบอกว่า “ลุงลู่ครับ พวกเราเตรียมห้องไว้ให้คุณแล้ว คุณจะนอนค้างที่นี่กับพวกเราก็ได้”
“ฉันขอไม่รบกวนพวกเธอดีกว่า ว่าจะไปอยู่ในบ้านพักของครอบครัว ถึงยังไงที่นั่นก็ว่างพอดี”
กู้เจิ้งอันชักชวนให้เขาอยู่ต่อ “เราจะปล่อยให้คุณไปอยู่ในบ้านเย็น ๆ ที่ไม่มีแม้แต่เตาผิงได้ยังไงครับ? อยู่ที่นี่ยังมีเตาผิงครบครัน อากาศในบ้านก็อบอุ่นมาก อย่าออกไปข้างนอกเลยครับ เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อให้คุณอยู่ที่นี่ก็ไม่ถือเป็นการรบกวนเลย ไปอยู่ในบ้านหลังนั้นตามลำพังไม่เหงาแย่หรือครับ?”
“คุณปู่ อยู่ที่นี่ตามที่พ่อบอกเถอะค่ะ” กู้หนานพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าคุณปู่ไป แล้วจะไม่คิดถึงเหลนสาวตัวน้อยหรอกหรือคะ?”
เมื่อนึกถึงเหลนตัวน้อย ผู้เฒ่าลู่ก็ยอมกลับบ้านไปพร้อมพวกเขาอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
กู้ย่าฮุยและฉินเฟิงตามมาช่วยพวกเขาจัดข้าวของให้เข้าที่ หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เพื่อนยากทั้งสามก็มีเวลานั่งคุยกันสักที
กู้ย่าฮุยมองไปที่ลู่ฮ่าวอย่างขุ่นเคือง “เหล่าลู่ ทำไมนายถึงไม่บอกฉันว่านายคิดจะเรียนต่อปริญญาเอก? หรือนายไม่เห็นหัวเพื่อนคนนี้แล้ว?”
ฉินเฟิงก็เห็นด้วยเช่นกัน “ใช่ พี่ฮ่าว พี่ไม่เห็นบอกพวกเราเกี่ยวกับเรื่องใหญ่แบบนี้เลย”
ลู่ฮ่าวอธิบายให้พวกเขาฟัง
“เรื่องนี้ฉันเพิ่งจะตัดสินใจก่อนกลับมาได้ไม่นาน ผู้อำนวยการหวังคุยกับฉันเยอะมาก จนฉันคล้อยตาม เราไม่สามารถพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ได้ เพราะระดับการแพทย์ของเราในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับระดับมาตรฐานสากลแล้วยังห่างชั้นอยู่มาก คนรุ่นใหม่อย่างเราควรแบกรับภาระอันหนักหนาเพื่อพัฒนาทักษะนะ”
ฉินเฟิงยกนิ้วให้ ส่วนกู้ย่าฮุยเห็นก็ยกนิ้วตาม “พี่ฮ่าว ตั้งแต่พี่ไปต่างประเทศ ความคิดความอ่านของพี่ก็เปลี่ยนไปจากเดิมจริง ๆ”
ลู่ฮ่าวมองไปที่กู้ย่าฮุยและพูดอย่างจริงใจว่า “ย่าฮุย ฉันคิดว่านายควรทุ่มเทให้ถึงที่สุด เรามาสอบเรียนปริญญาเอกที่วิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งกันเถอะ จะได้ถือโอกาสศึกษาวิจัยร่วมกับผู้อำนวยการหวัง ตอนนี้พวกเขากำลังสมัครเข้าร่วมโครงการสำคัญ พวกเราต้องเรียนรู้ให้มาก ถ้าโชคดีพออาจผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมก็ได้”
คำพูดของลู่ฮ่าวไปจุดไฟกู้ย่าฮุยทันที “แล้วนายได้บอกเรื่องนี้กับผู้อำนวยการเย่แล้วหรือยัง?”
“ยังไม่ได้บอก พรุ่งนี้ฉันว่าจะเข้าไปหาเขา”
ลู่ฮ่าวรู้ว่ากู้ย่าฮุยยังคงไม่คลายความกังวลลง จึงปลอบใจว่า “ฉันเชื่อว่าผู้อำนวยการเย่จะต้องสนับสนุนเราแน่ ไม่มีใครที่เต็มใจจะเห็นความก้าวหน้าของเราสองคนมากไปกว่าเขาแล้ว”
“แต่การสอบปริญญาเอกต้องเครียดมากแน่ ๆ ลำพังทุกวันนี้งานก็ยุ่งพออยู่แล้ว หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันยังต้องกลับมาอ่านหนังสือต่ออีก ฉันไม่มีแรงใจจะทำอะไรแบบนี้จริง ๆ”
“เชื่อมั่นในสมองของนายหน่อย ถ้าพยายามอย่างหนักมีหรือนายจะทำไม่ได้?”
ลู่ฮ่าวต่อยเขาเบา ๆ “ตกลงนายจะสอบไหม?”
“ฉันกลัวสอบไม่ผ่าน”
ฉินเฟิงให้กำลังใจเขา “ย่าฮุย นายอย่าเอาแต่บั่นทอนตัวเองสิ ถ้าพี่ฮ่าวสอบผ่านได้ นายก็ต้องสอบผ่านได้เหมือนกัน”
กู้ย่าฮุยกลอกตาแล้วพูดว่า “นายไม่รู้หรอก การเรียนปริญญาเอกไม่ได้ง่ายเหมือนย่างมันเทศนะโว้ย ใช่ว่าใครจะสอบติดกันง่าย ๆ”
ทันใดนั้น กู้ย่าฮุยก็มองลู่ฮ่าวอย่างจริงจัง และบ่นว่า “เหล่าลู่ ฉันคิดว่าตัวเองดูเหมือนเป็นผู้ติดตามของนายเข้าไปทุกวัน ๆ เหมือนฉันต้องทำตามทุกอย่างที่นายทำเลย พอลูกนายคลอด ฉันก็เริ่มวางแผนที่จะมีลูกเป็นของตัวเองบ้าง พอนายคิดจะสอบปริญญาเอก ฉันก็โดนครอบครัวฝากความหวังให้ไปเรียนเป็นเพื่อนนาย แต่สุดท้ายอาจจะเป็นนายคนเดียวที่สอบผ่าน ส่วนฉันไม่ได้อะไรเลย”
เช่นเดียวกับการมีลูก ลู่ฮ่าวมีลูกสาวคนแรก แล้วเขาล่ะ?
เขางานยุ่งมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ภรรยาก็เหนื่อยกับธุรกิจจนไม่อนุญาตให้เขาแตะต้อง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการมีลูกเลย
“ถ้านายไม่อยากสอบก็ไม่ต้องสอบ นายควรไปสอบเพื่อแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปสอบแค่เพราะต้องไปเป็นเพื่อนฉัน”
เขาไม่ใช่เจ้าชาย ไม่เห็นต้องติดสอยห้อยตามกันขนาดนั้นเลย
“ไว้ฉันค่อยคิดเรื่องนี้อีกครั้ง”
ดวงตาของลู่ฮ่าวสั่นไหวเมื่อมองดูกู้ย่าฮุย ก่อนจะหยอกว่า “จริงสิ ฉันเห็นว่าเมียนายดูเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ดูมีออร่าแปลก ๆ ตอนนี้นายยังเป็นใหญ่อยู่หรือเปล่า?”
แรงผลักดันของเฉินรั่วหลินทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่ง
กู้ย่าฮุยตะคอก “เธอเปลี่ยนไปแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นแหละ อยู่ที่บ้านเธอก็ยังเชื่อฟังฉันเหมือนเดิม”
ลู่ฮ่าวเลิกคิ้ว “จริงหรือ?”
กู้ย่าฮุยนั่งไขว้ขาแล้วพูดว่า “จริงแท้แน่นอน ใช่ว่านายไม่เคยเห็นเธอตอนที่อยู่กับฉันซะทีไหน ทันทีที่ฉันกลับถึงบ้าน เธอจะรีบกระวีกระวาดออกมาเอาอกเอาใจฉันทันที”
ฉินเฟิงที่อยู่ด้านข้าง “…”
เขากลั้นหัวเราะจนอกเจ็บร้าวไปหมด
พูดยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์ของกู้ย่าฮุยก็ดังขึ้น กู้ย่าฮุยหยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาแล้วพูดว่า “ขอรับโทรศัพท์แป๊บหนึ่ง”
“ที่รัก ผมกำลังคุยกับลู่ฮ่าวอยู่”
“รองเท้าหนังของคุณวางอยู่ที่ชั้นล่างสุดของตู้รองเท้านะ เห็นหรือยัง?”
กู้ย่าฮุยตอบกลับ “เห็นสิ ก็ผมเป็นคนขัดรองเท้าพวกนั้นเอง คุณบอกไม่ใช่หรือว่ารองเท้าพวกนั้นซื้อมาแพง ผมดูแลพวกมันเป็นอย่างดีเลยนะ”
“แค่นี้แหละ”
หลังจากวางสาย เขาก็เงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับสายตาของลู่ฮ่าว กู้ย่าฮุยกระแอมไอเบา ๆ และอธิบายว่า “ช่วงสองวันที่ผ่านมารายได้ของเธอค่อนข้างดีก็เลยเอาเงินทั้งหมดมาให้ฉัน ฉันก็ต้องตอบแทนเธอเป็นธรรมดา”
ในที่สุดฉินเฟิงก็อดทนไม่ได้อีกต่อไป และระเบิดหัวเราะออกมา
กู้ย่าฮุยต่อยเขา “นายหัวเราะทำไม?”
“อย่ารีบหัวเราะเยาะฉันไปเลยน่า วันของนายยังมาไม่ถึงซะหน่อย”
ฉินเฟิงกลืนเสียงหัวเราะของตัวเองกลับคืนทันที ไม่กล้าหัวเราะอีก เพราะกลัวว่ากรรมจะตามสนอง
“เหล่าลู่ ถ้าอย่างนั้นขอเอกสารเตรียมสอบของนายหน่อยสิ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะลองสอบปริญญาเอกเป็นเพื่อนนายดู”
ไม่อย่างนั้นสถานะของเขาในตระกูลนี้คงตกต่ำลงเรื่อย ๆ
แม้แต่ฉินเฟิงก็เริ่มหัวเราะเยาะเขาแล้ว
ถ้าเขาเป็นด็อกเตอร์ แม่และภรรยาจะยังปฏิบัติต่อเขาแบบนี้อยู่หรือเปล่านะ?