เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 772 ชายชราผู้ปากไม่ตรงกับใจ
บทที่ 772 ชายชราผู้ปากไม่ตรงกับใจ
เมื่อได้ยินว่าคุณปู่ยังไม่ได้กินข้าว ลู่ฮ่าวก็ถามด้วยความงุนงง “คุณปู่เป็นอะไรไปครับ? ท่านไม่สบายหรือเปล่า? ทำไมถึงไม่ยอมกินข้าวล่ะ?”
ลู่ฮุ่ยฟางหันกลับมาเมื่อได้ยินคำถามของลู่ฮ่าว พอเห็นชายชรานั่งอยู่ตรงนั้นก็ถอนหายใจ [ปู่ของเธอน่ะสิ เขาคงคิดถึงพวกเธอมาก หนานหน่านโทรหาเขาเมื่อตอนบ่าย พอได้ยินว่าพวกเธอยังไม่กลับมาในเร็ว ๆ นี้ เขาก็ยิ่งเป็นกังวล เอาแต่เงียบ ป้าบอกแล้วว่าตอนนี้เราติดต่อกันง่ายกว่าเมื่อก่อน คิดถึงก็แค่โทรไป ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เร่งด่วนยังไงก็ทำได้แค่เขียนจดหมาย]
ลู่ฮ่าวพูดว่า “คุณป้า ช่วยส่งโทรศัพท์ให้คุณปู่หน่อยครับ ผมอยากคุยกับปู่สักสองสามคำ”
ลู่ฮุ่ยฟางหันไปเรียกชายชราที่นอนอยู่บนเตียงเตา [พ่อคะ เสี่ยวฮ่าวโทรมาค่ะ]
ผู้เฒ่าลู่ตะคอกอย่างเย็นชา [ไม่มีอะไรจะคุย]
ลู่ฮุ่ยฟางปิดลำโพง พยายามเกลี้ยกล่อมเขาด้วยเสียงต่ำ [พ่อ อย่าทำแบบนี้เลย โทรศัพท์ทางไกลมีค่าใช้จ่ายแพงมากนะคะ รับสายแล้วพูดอะไรกับเขาสักหน่อยเถอะ]
น้ำเสียงของผู้เฒ่าลู่ฉุนเฉียว [หนานหน่านโทรหาฉันแล้วตอนบ่าย เขายังจะโทรมาทำไมอีก? จะให้ฉันพูดอะไรกับเขา? พูดแล้วเขาจะยอมพาเหลนสาวของฉันกลับมาหาฉันไหม? หรือทำอะไรก็ได้ให้ฉันรู้สึกดีกว่านี้ ถ้าฉันรู้แต่แรกคงไม่ปล่อยให้เขาไปเรียนต่อหรอก ปล่อยให้เสียโอกาสอยู่ที่นี่ดีกว่า อย่างน้อยก็ยังได้เจอหน้ากันบ้าง]
การเรียนต่อจะมีประโยชน์อะไรกัน อาชีพของหลานชายพัฒนาก้าวหน้าไปตั้งไกล แต่พอลูกลืมตาดูโลกตนกลับทำไม่ได้แม้แต่จะเจอเหลน
ในฐานะปู่ เขาคือชายผู้โชคดีมากสำหรับคนที่มองมา จนหลายคนรู้สึกอิจฉา แต่ตอนนี้เขากลับอิจฉาชายชราและหญิงชราคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่ได้อยู่กับลูกหลานอย่างพร้อมหน้ามากกว่า ดูมีชีวิตชีวากว่าเป็นไหน ๆ
[พ่อ หนานหน่านบอกว่าอยากคุยด้วยแหนะ] เมื่อเห็นว่าชายชราไม่มีท่าทีจะยอมง่าย ๆ ลู่ฮุ่ยฟางจึงผุดความคิดบางอย่าง ตัดสินใจโกหกนิดหน่อย
แน่นอน ชายชรารีบลุกขึ้นนั่ง และเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ [เอามาให้ฉันหน่อยสิ]
ลู่ฮ่าวที่ปลายสายอีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์ “…”
[หนานหน่าน มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงโทรหาปู่รอบที่สองล่ะ?] ผู้เฒ่าลู่พูดสายด้วยความกระตือรือร้น
“คุณปู่ ผมเอง” ลู่ฮ่าวตอบกลับ
ผู้เฒ่าลู่เม้มริมฝีปาก เปลี่ยนน้ำเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ [มีอะไร?]
“คืออย่างนี้ครับ ผมคุยกับแม่และหนานหน่านแล้ว พวกเขาอยากให้ปู่เดินทางมาที่ปักกิ่งเพื่อเจอหน้าลูกผมน่ะ”
ลู่ฮ่าวกลัวว่าชายชราจะวางสายในวินาทีถัดไป จึงระบุวัตถุประสงค์ของการโทรมาในครั้งนี้อย่างรวดเร็ว
ผู้เฒ่าลู่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง อุทานด้วยความไม่เชื่อ [ว่ายังไงนะ? แกอยากให้ฉันไปเมืองปักกิ่งหรือ?]
ลู่ฮ่าวตอบว่า “ใช่ครับ เหลนสาวของปู่ลืมตาดูโลกมานานกว่าสิบวันแล้ว ปู่ไม่อยากมาอุ้มเธอหรือ?”
[ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปักกิ่งอยู่ที่ไหน จะให้ไปที่นั่นได้ยังไง? ฉันไม่ไปหรอก]
เมื่อผู้เฒ่าลู่ได้ยินคำเชิญของลู่ฮ่าว เขาก็พร้อมที่จะเก็บสัมภาระเดินทางเดี๋ยวนี้เลย เพียงแต่เขายังคงมีความกังวลอยู่ในใจแบบไม่สามารถหาทางออกได้
เมื่อเห็นว่าชายชรายังคงโกรธ ลู่ฮ่าวจึงยอมรับอย่างอดทน “คุณปู่ ลูกผมยังเด็กเกินกว่าจะเดินทางกลับไปที่นั่น ตอนนี้เราไม่สามารถกลับไปได้จริง ๆ ครับ ถึงอย่างนั้นพวกเราก็คิดถึงปู่มากนะ อยากให้ปู่มาอยู่กับพวกเรา ตอนนี้บ้านหลังใหม่สร้างเสร็จเรียบร้อย ไม่มีอะไรต้องทำอีก ปู่คงเบื่อจะอยู่ที่นั่นแล้ว มาที่นี่ดีกว่า”
ลู่ฮ่าวได้วางแผนการเดินทางให้เขาเสร็จสรรพ “ก่อนอื่น ปู่ต้องขึ้นรถบัสไปลงที่หลันเฉิง แล้วเฟิงจื่อจะจัดการซื้อตั๋วรถไฟให้ปู่เดินทางอีกต่อหนึ่ง ปู่คงคุ้นเคยกับการขึ้นรถไฟอยู่แล้ว อาจใช้เวลามากกว่าสิบชั่วโมงในการเดินทางจาก หลันเฉิงมาปักกิ่ง นอนสักตื่นก็ถึงแล้ว มาถึงเมื่อไหร่ ผมจะรีบไปรับปู่ทันทีครับ”
ผู้เฒ่าลู่รู้ว่าลู่ฮ่าวไม่ได้แค่พูดเพื่อปลอบใจเขาเท่านั้น แต่อยากพาเขามาดูหน้าเด็กน้อยจริง ๆ เขาลดความแข็งกระด้างของน้ำเสียงลง ถามว่า [ถ้าฉันไป แกมีที่พักให้ไหม? ไปแล้วจะเป็นภาระรบกวนพวกเธอหรือเปล่า?]
เขามีความกังวลเช่นเดียวกับลู่ฮ่าว เพราะถึงอย่างไรบ้านหลังนั้นก็คือบ้านของเดวิดและเฉินหย่าจือ
ถ้าลู่ฮ่าวมีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ที่นั่น เขาคงรีบเดินทางไปหาโดยไม่ลังเล
“ไม่เป็นภาระเลยครับ”
ผู้เฒ่าลู่ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วราวกระซิบ [เดวิดคนนั้นเขาคิดเห็นยังไงล่ะ? เขาอยากให้ฉันไปที่นั่นจริง ๆ หรือเปล่า? ฉันได้ยินว่าพวกเธออาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่เขาเป็นคนซื้อไม่ใช่หรือ]
ลู่ฮ่าวมองไปที่เดวิดและเฉินหย่าจือ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “พวกเขายินดีมากครับ ครอบครัวเรากำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันตอนนี้ แล้วพวกเขาก็เป็นคนขอให้ผมโทรหาปู่เอง”
ราวกับกำลังรอคำพูดคำนี้จากเขา ผู้เฒ่าลู่ตอบกลับอย่างตื่นเต้น [เอาละ ฉันจะออกเดินทางวันพรุ่งนี้เลย]
หลังจากวางสายแล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็หยิบชามบะหมี่บนโต๊ะมากินจนหมดเกลี้ยง แล้วหันไปพูดกับลู่ฮุ่ยฟางและฟางกั๋วผิงด้วยความกระตือรือร้นมากว่า “ฮุ่ยฟาง ช่วยฉันจัดของเร็วเข้า ฉันจะออกเดินทางไปหลันเฉิงวันพรุ่งนี้”
เมื่อกี้นี้ลู่ฮุ่ยฟางและฟางกั๋วผิงก็นั่งฟังบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างพวกเขา
พอรู้ว่าชายชราตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางไปปักกิ่ง ทั้งสองก็มองหน้ากันด้วยสีหน้ากังวล “พ่อ ปักกิ่งอยู่ไกลจากบ้านเรามากเลยนะ พ่อเดินทางไปคนเดียวได้หรือคะ?”
สถานที่ที่ไกลที่สุดที่ทั้งคู่เคยไปคือเมืองหลันเฉิง
หลังจากฟางกั๋วผิงรวบรวมวัสดุยาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ติดตามรถบรรทุกของโรงงานผลิตยาเพื่อเดินทางเข้าไปในหลันเฉิงและเก็บเงินค่าวัสดุยาแค่สองครั้ง
สำหรับพวกเขา เมืองใหญ่เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
ผู้เฒ่าลู่ตอบว่า “เสี่ยวฮ่าวบอกว่าต้องใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟมากกว่าสิบชั่วโมงจากหลันเฉิง ไม่ต้องกังวลไป ฉันเป็นตาเฒ่าที่ผ่านโลกมาแล้ว การเดินทางต้องไม่มีปัญหาแน่”
ผู้เฒ่าลู่ดูมีความมั่นใจมาก แต่เมื่อลู่ฮุ่ยฟางและฟางกั๋วผิงมองไปที่ร่างง่อนแง่นดุจไม้ใกล้ฝั่งของเขา รวมถึงใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชรา จะไม่ให้พวกเขากังวลได้อย่างไร
ชายชราอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปักกิ่งคือที่ไหน แล้วถ้าเกิดหลงทางขึ้นมาจะทำยังไง?
ฟางกั๋วผิงพูดอย่างเป็นกังวลว่า “แต่พ่อครับ พ่ออายุมากแล้ว เราจะปล่อยให้พ่อเดินทางตามลำพังไปยังสถานที่ห่างไกลที่ไม่รู้จักได้ยังไง? เราเป็นห่วงพ่อจริง ๆ”
ทันทีที่ฟางกั๋วผิงพูดแบบนั้น ผู้เฒ่าลู่ก็สวนกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แกกังวลอะไร? ไม่เชื่อในศักยภาพการดูแลตัวเองของฉันหรือ? ฉันเคยเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพราะไม่มีเงินซื้อตั๋วมาแล้ว เคยพาเสี่ยวฮ่าวขึ้นรถไฟแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพราะไม่มีตั๋วด้วยซ้ำ ตอนนี้ฉันซื้อตั๋วและขึ้นรถไฟได้อย่างถูกต้อง การขึ้นรถไฟไม่ใช่ปัญหา ไม่ต้องห่วง ฉันยังมีสุขภาพแข็งแรงดี คุ้นเคยกับเส้นทางรถไฟดี ไม่หลงง่าย ๆ แน่”
ชายชรามีความตั้งใจเป็นของตัวเอง ยิ่งคราวนี้ลู่ฮ่าวมีน้ำใจเชิญเขาเป็นการส่วนตัว ความคิดเห็นของฟางกั๋วผิงและลู่ฮุ่ยฟางจึงไม่สำคัญอีกต่อไป
“ฉันจะไปบ้านใหม่เพื่อจัดของหน่อย จะได้บอกเรื่องนี้กับพี่ชายเธอด้วย”
ผู้เฒ่าลู่ก้าวลงจากเตียงเตา สวมรองเท้า แล้วก้าวเดินอย่างรวดเร็วไปยังบ้านหลังใหม่
ระหว่างทางเขาได้เจอกับเหล่าหลี่ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน อีกฝ่ายทักทายเขา “ลุงลู่ รีบไปไหนหรือครับ?”
ผู้เฒ่าลู่ตอบอย่างร่าเริงว่า “หลานสะใภ้ของฉันหนานหน่านคลอดลูกแล้ว หลานฉันกับหลานสะใภ้เชิญฉันไปเมืองปักกิ่งเพื่ออุ้มเหลน ฉันเลยต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปเก็บข้าวของ”
เมื่อเหล่าหลี่ได้ยินดังนั้นก็อุทาน “ไปเมืองปักกิ่งหรือ? พระเจ้าช่วย ลุงลู่ ปักกิ่งที่ว่านี่อยู่ไกลมากเลยนะ? ลุงจะไปคนเดียวหรือ?”
ผู้เฒ่าลู่พยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ใช่ ฉันจะไปคนเดียว”
เหล่าหลี่มองด้วยความอิจฉา ก่อนจะชื่นชมผู้เฒ่าลู่
“ลุงลู่ ลุงนี่โชคดีมากเลยนะ แม้แต่หลันเฉิงผมยังไม่เคยไปด้วยซ้ำ” เหล่าหลี่มองดูชายชราผู้กระตือรือร้นตรงหน้า ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างไร้โอกาส
ตั้งแต่เขาโตเป็นผู้ใหญ่ มากสุดก็แค่เดินเที่ยวไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ไม่เคยได้ไปไหนไกลกับใครเขาเลย
ผู้เฒ่าลู่บอกว่า “หลันเฉิงใช้เวลานั่งรถประจำทางไปแค่สามชั่วโมง เธอสามารถไปที่นั่นได้ตลอดเวลาที่อยากไป ถ้ามีเวลาว่างก็ลองไปเที่ยวที่นั่นดูสิ”
เหล่าหลี่ถอนหายใจ “ถ้าผมไปเที่ยวในเมืองได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหรือภาระคงจะดีมาก”
ผู้เฒ่าลู่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ในอนาคตชีวิตเธอต้องดีขึ้นแน่ ถึงตอนนั้นค่อยออกไปท่องโลกกว้างให้มากขึ้น”
“ผมไปแน่ครับ”
เมื่อผู้เฒ่าลู่มาถึงบ้านหลังใหม่พลางฮัมเพลงในลำคออย่างมีความสุข ก็เห็นว่าลู่เซิ่งหมินกำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะคนเดียว