เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 739 อดีตของเดวิด
บทที่ 739 อดีตของเดวิด
ช่วงหลังเมื่อกู้หนานได้ตามเฉินหย่าจือออกไปเปิดหูเปิดตาที่ออฟฟิศ เธอรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากในแต่ละวัน พริบตาเดียวก็บ่ายแล้ว หลังจากนั้นเธอก็กลับบ้านพร้อมกับเฉินหย่าจือ
บางครั้งถ้าลู่ฮ่าวเลิกงานเร็วก็จะแวะมารับพวกเธอกลับบ้าน
ส่วนอาจารย์จางที่อาจารย์หยางเป็นผู้แนะนำ ก็ไม่เคยกลับมาพบเธออีกเลย
จนกู้หนานลืมเรื่องนี้ไปซะสนิท
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเธอเข้าไปที่ออฟฟิศกับเฉินหย่าจือ ในช่วงพักกลางวันหวังฉีซึ่งคุ้นเคยกับเธอมากที่สุดก็มาเล่าเรื่องซุบซิบให้เธอฟัง
ตอนแรกกู้หนานคิดว่าพนักงานออฟฟิศอย่างพวกเขาน่าจะจริงจังกันมาก และไม่พูดคุยกับใครโดยไม่จำเป็น แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากทุกคนเริ่มสนิทกันมากขึ้น ความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับพนักงานที่นี่ก็เปลี่ยนไปมาก
ตอนอยู่ในเวลาทำงาน ทุกคนก็ทำงานเหมือนกับเครื่องจักรไร้อารมณ์ จะกลับมามีชีวิตชีวาก็ต่อเมื่อได้พัก
พนักงานคนหนึ่งบอกว่าเขาจะพาพ่อมาหาเธอ เพื่อขอให้กู้หนานช่วยตรวจดูอาการให้หน่อย
หวังฉีพูดจากด้านข้างว่า “ทักษะการแพทย์แผนจีนของหมอกู้ยอดเยี่ยมมาก เธอรักษาแม่ของผมจนอาการดีขึ้น คุณลองพาพ่อของคุณมาปรึกษาเธอดูได้ ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี หมอกู้ไม่ค่อยสะดวก พวกเราไม่ควรรบกวนเวลาเธอนานนัก”
“ลองพาคุณพ่อของคุณมาที่ออฟฟิศสิคะ ฉันจะได้จับชีพจรคุณลุงให้”
กู้หนานพูดด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้ฉันว่างงาน มีเวลาให้คำปรึกษาในฐานะหมอ ไม่ใช่แค่อาจารย์หยางเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงเพื่อนร่วมงานของอาจารย์หยางด้วย จริงสิ ไม่รู้ว่าตอนนี้อาจารย์จางเป็นยังไงบ้าง”
เธอได้พาสามีไปตรวจร่างกายซ้ำหรือยังนะ?
เมื่อพูดถึงอาจารย์จาง หวังฉีมีท่าทางแปลก ๆ
ในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ไหว เมื่อเพื่อนร่วมงานของเขากลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้ว เขาก็กระซิบกับกู้หนาน “หมอกู้ครับ คุณคงไม่รู้สินะ อาจารย์จางกับสามีกำลังจะหย่าเร็ว ๆ นี้”
หลังจากได้ยินคำพูดของหวังฉี กู้หนานก็หันมองเขาอย่างประหลาดใจ “หย่าหรือ? เกิดอะไรขึ้นคะ?”
หวังฉีอธิบายว่า “สามีของเธอมีปัญหาด้านสุขภาพแต่ที่ผ่านมาเขาซ่อนมันไว้จากเธอ อาจารย์จางคิดมากมานานว่าปัญหาอาจเป็นที่ตัวเธอเอง จึงรู้สึกผิดและไปหาหมอนับครั้งไม่ถ้วน หลายปีที่ผ่านมาเธอต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้ความจริง”
“อย่างนี้นี่เอง สมควรแล้วแหละที่เธอจะขอหย่า”
พอกู้หนานได้ยินข่าวนี้ เธออดรู้สึกเศร้าใจตามไม่ได้
ผู้ชายพรรค์นั้น อาจารย์จางควรถีบส่งออกไปจากชีวิตโดยด่วน
ร่างกายตัวเองบกพร่องจนไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้แท้ ๆ แต่เขากลับปิดบังมันไว้
แล้วเลือกที่จะโยนความผิดให้ฝั่งผู้หญิง ปล่อยให้อาจารย์จางตำหนิตัวเองมาสิบกว่าปี
นี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายเลยจริง ๆ
หลังจากเดวิดไปถึงกั่งเฉิงแล้ว เขาโทรหาเฉินหย่าจือเป็นระยะเพื่อรายงานการเดินทางในช่วงสองวันแรก หลังจากการเจรจาทุกอย่างราบรื่นดี เขาก็ส่งตัวเสี่ยวหลินกลับมาก่อน ส่วนเขาจะไปเจอเพื่อนบางคน
ในวันที่สี่ เดวิดปิดเครื่อง เฉินหย่าจือที่อยู่บ้านจึงเป็นกังวลมาก
เธอพยายามโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะรับสาย
ลู่ฮ่าวและกู้หนานนั่งมองเฉินหย่าจือที่เริ่มทะเลาะกับโทรศัพท์อยู่พักหนึ่ง พลางหมุนหมายเลขโทรศัพท์บ้านด้วยสีหน้ากังวลอย่างไม่ปิดบัง ทั้งคู่ที่เห็นอย่างนั้นก็แปลกใจ
พ่อเลี้ยงของพวกเขาแค่ไม่ได้ติดต่อกลับมาหนึ่งวัน ทำไมเธอถึงได้กระวนกระวายขนาดนี้
หรือเป็นเพราะแม่ของเขาคิดมากเกินไป
ลู่ฮ่าวพูดปลอบเธอ “แม่ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อบอกว่าเขาจะไปหาเพื่อนไม่ใช่หรือ ตอนนี้เขาคงอยู่กับเพื่อนที่ว่ามั้งครับ”
เฉินหย่าจือไม่สนใจ ยังคงหมุนหมายเลขโทรออกต่อไป
ทันใดนั้นกู้หนานก็นึกขึ้นได้ว่าบ้านเกิดของเดวิดอยู่ที่กั่งเฉิง
รอบนี้แม่สามีของเธอทำตัวผิดปกติ เป็นไปได้ไหมว่าเดวิดเคยมีแฟนเก่าอยู่ที่กั่งเฉิงมาก่อน?
เธอกลัวว่าเดวิดจะกลับไปหาอีกฝ่ายงั้นหรือ?
“รู้อย่างนี้แม่ควรตามเขาไปซะก็ดี”
พอเฉินหย่าจือติดต่อปลายสายไม่ได้เป็นเวลานาน ในที่สุดเธอก็ยอมวางโทรศัพท์ลง แล้วพูดกับลู่ฮ่าวและกู้หนานว่า “เสี่ยวฮ่าว หนานหน่าน ช่วยโทรหาเพื่อนของลูก ๆ ที่อยู่กั่งเฉิงให้หน่อยสิ ลองถามดูว่าเดวิดได้ติดต่อพวกเขาบ้างหรือเปล่า จะได้ขอแรงพวกเขาให้ช่วยตามหาคน”
“ได้ค่ะ”
กู้หนานบอกให้ลู่ฮ่าวโทรหาซุนเฉิง
ก่อนที่เดวิดจะไปกั่งเฉิง ลู่ฮ่าวได้โทรไปหาซุนเฉิงก่อนแล้ว และยังให้หมายเลขโทรศัพท์แก่เดวิดด้วย เพื่อขอให้ซุนเฉิงช่วยเป็นธุระดูแลเขาอีกแรง
ซุนเฉิงเป็นคนที่มีน้ำใจและสุภาพมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเป็นสมาชิกในครอบครัวของกู้หนานและลู่ฮ่าว เขายิ่งเอาใจใส่
[ตอนที่คุณเดวิดมาถึงกั่งเฉิงเป็นครั้งแรก ผมโทรหาเขาครั้งหนึ่ง เขาแค่ขอบคุณผมอย่างสุภาพ บอกว่าถ้ามีโอกาสหวังว่าจะได้ไปทานอาหารเย็นด้วยกัน]
ซุนเฉิงอธิบายต่อไป [จากนั้นผมก็ไม่ได้รับสายเขาอีก คิดว่าเขาคงกลับไปแล้ว]
ลู่ฮ่าวตอบว่า “เข้าใจแล้ว ถ้าพ่อของผมโทรติดต่อคุณอีก อย่าลืมโทรกลับมาบอกพวกเราด้วยนะครับ”
เมื่อไม่รู้ความคืบหน้าของเดวิด ใบหน้าของเฉินหย่าจือก็ตึงเครียดอีกครั้ง ดูเป็นกังวลยิ่งกว่าเดิม
เธอยืนขึ้น เริ่มเดินไปมาอย่างกระสับกระส่าย
“แม่ครับ ไม่ต้องกังวลเกินไปหรอก บางทีพ่ออาจจะออกไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนและดื่มจนเมาเกินไปก็ได้”
เฉินหย่าจือส่ายหน้า น้ำเสียงของเธอหนักแน่น “เป็นไปไม่ได้ เขามีเพื่อนอยู่ที่นั่นแค่ไม่กี่คน แล้วเขาก็ไม่ใช่คนดื่มจนควบคุมตัวเองไม่ได้”
“คุณแม่ บ้านเกิดของพ่ออยู่ที่กั่งเฉิงไม่ใช่หรือคะ? เขาอาจกลับไปเยี่ยมบ้านก็ได้?” กู้หนานถามอย่างไม่มั่นใจ
แม่สามีต้องกังวลอะไรบางอย่างที่พวกเธอไม่รู้แน่ ๆ ถ้าเป็นแค่การเดินทางเพื่อธุรกิจธรรมดา ๆ เธอไม่มีทางเป็นถึงขนาดนี้แน่นอน
เดวิดมักจะเดินทางไปต่างถิ่นบ่อย ๆ ซึ่งปกติแล้วเธอจะไม่กังวลขนาดนี้
“บ้านเกิดของเขาอยู่กั่งเฉิงก็จริง” เฉินหย่าจือมองกู้หนานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่เพราะแบบนี้แม่ถึงได้กังวลเป็นพิเศษไงล่ะ”
“ทำไมหรือครับ?” ลู่ฮ่าวและกู้หนานมองเธออย่างสับสน
เฉินหย่าจือถอนหายใจแล้วนั่งลงบนโซฟา หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ยอมพูด
“แม่ไม่เคยเล่าให้ลูก ๆ ฟังเกี่ยวกับเรื่องของเดวิดเลย แต่ลูกทั้งสองเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ว่าปกติเดวิดเขาเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง แต่ทำไมที่ผ่านมาเขาถึงไม่เคยเล่าเรื่องญาติ ๆ ของเขาให้เราฟังเลย นั่นเป็นเพราะคนสารเลวพวกนั้นอำมหิตเหมือนไม่ใช่มนุษย์”
ทั้งสองนั่งรออยู่เงียบ ๆ ให้เฉินหย่าจือเป็นฝ่ายพูดก่อน
“ชื่อจริงของเดวิดคือเสิ่นเจี๋ย เขาเคยแต่งงานมาก่อนหน้านี้ตอนที่ยังอยู่ในกั่งเฉิง”
เฉินหย่าจือเล่าต่อ “เรื่องนั้นน่าจะผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว ตอนนั้นเขาเพิ่งจะอายุยี่สิบต้น ๆ ทำงานอยู่ในโรงรับจำนำ หลังจากแต่งงานกับภรรยา พวกเขาทั้งคู่ก็ให้กำเนิดลูกสาว ชีวิตคู่ถือได้ว่าอบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุข”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เฉินหย่าจือก็หยุดเล่ากะทันหัน
“เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นคะ?” หัวใจของกู้หนานกระตุก
เธอรู้ว่าสิ่งที่เฉินหย่าจือกำลังจะเล่าต่อไป คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเดวิด
“จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เป็นข้าราชการกลับมาที่บ้าน เขาตกหลุมรักภรรยาของเดวิดตั้งแต่แรกเห็น ภรรยาของเขาก็ไม่ยับยั้งชั่งใจ รวมหัวกันกับลูกพี่ลูกน้องของเดวิดนอกกายนอกใจกันลับหลัง ยิ่งนานวันคู่ชู้ก็เริ่มถลำลึก สูญเสียจิตสำนึกทั้งหมด เพื่อสนองความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของตัวเอง จึงวางแผนว่าจะฆ่าเดวิดให้พ้นขวากหนาม ผู้หญิงคนนั้นใส่ยาเบื่อในอาหารของสามีตัวเอง แต่ลูกสาวกลับกินเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ…”
“ทำให้ลูกสาววัยสองขวบสิ้นใจทันที”
เสียงของเฉินหย่าจือเริ่มเจือสะอื้น น้ำตารินไหลลงมาไม่หยุด
กู้หนานรีบส่งผ้าเช็ดหน้าให้เธอ
ลู่ฮ่าวกับกู้หนานหดหู่และเสียใจมากเมื่อได้ยินแบบนั้น
เดวิดต้องรู้สึกแย่แค่ไหนเมื่อสูญเสียลูกสาวที่รักไปทั้งคน
เฉินหย่าจือเช็ดน้ำตา ปรับอารมณ์ให้สงบลง และพูดต่อไป
“เขาบอกว่าตอนนั้นเขาขาดสติเหมือนคนบ้า อยากคว้ามีดไปฟันพวกนั้นให้ตาย ๆ ไปซะ แต่พี่ชาย น้องสาว และพ่อแม่กลับห้ามไว้ แค่เพราะเหตุผลว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นข้าราชการ ทั้งยังเป็นหน้าเป็นตาให้กับตระกูลเสิ่น ในอนาคตต้องสร้างเกียรติให้กับบรรพบุรุษได้แน่”
“บางคนถึงกับบอกว่าลูกสาวยังเล็ก แค่ตายไม่ใช่เรื่องใหญ่ อีกหน่อยเธออาจจะมาเกิดใหม่ก็ได้”
“แม่ไม่สามารถอธิบายอารมณ์ของเขาในตอนนั้นเป็นคำพูดได้เลย เขาสิ้นหวังอย่างที่สุดกับความไร้มนุษยธรรมของบรรดาญาติ ๆ แน่นอนว่าเขาไม่ยอมรามือตามคำขอของใคร ไม่ต้องพูดถึงการเสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรมของลูกสาววัยสองขวบ เขาจับชายชู้หญิงชั่วมัดทั้งที่ร่างเปลือยเปล่า ก่อนจะโยนทิ้งบนถนนที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดในสมัยนั้น ลูกพี่ลูกน้องของเขาเสื่อมเสียเกียรติ ถูกปลดจากราชการ ฝ่ายหญิงก็ไม่หน้าด้านพอที่จะมีชีวิตอยู่ จึงเอาหัวโขกกำแพงจนตาย ด้วยเหตุนี้ตระกูลเสิ่นเลยรู้สึกว่าเดวิดคือคนบ่อนทำลายครอบครัวที่กำลังจะมีหน้าตาในสังคม บังคับให้เขาไปคุกเข่าสำนึกผิดต่อหน้าป้ายชื่อบรรพบุรุษให้ได้”
“พอท้อแท้เพราะไม่เหลือใคร เดวิดก็ลักลอบหนีออกนอกประเทศ และไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย”
ชายชู้และภรรยาที่ลักลอบมีชู้ไม่ถูกลงโทษให้ไปคุกเข่าสำนึกผิดหน้าป้ายชื่อบรรพบุรุษ เพียงเพราะฝ่ายชายเป็นข้าราชการระดับสูง แต่สามีซื่อสัตย์ที่ถูกสวมเขากลับต้องคุกเข่าสำนึกผิด นี่มันครอบครัวแบบไหนกัน?
อุบาทว์สิ้นดี
พอกู้หนานได้ยินเรื่องทั้งหมด ลมหายใจของเธอก็เหมือนจะขาดห้วงด้วยแรงอารมณ์
เฉินหย่าจือบอกว่า “แม้ก่อนหน้านี้เขาจะบอกแม่ว่าเขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข และปล่อยวางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนได้แล้ว แต่พอเขาก้าวเท้ากลับสู่บ้านเกิดอีกครั้ง แม่ยังอดกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของเขา กลัวเหลือเกินว่าเขาอาจบังเอิญเจอครอบครัวตัวเองอีก แม่ปล่อยให้เขาไปข้องเกี่ยวกับคนพวกนั้นไม่ได้”