เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 726 รอรับโทรศัพท์
บทที่ 726 รอรับโทรศัพท์
ที่บ้าน กู้หนานและเฉินหย่าจือต่างก็เป็นกังวลมากเหมือนกัน แน่นอน พวกเธอหวังว่าลู่ฮ่าวจะได้รับโควตาและโอกาสที่จะได้ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเธอมองเห็นความพยายามที่ลู่ฮ่าวทุ่มเทให้กับอวัยวะเทียมแบบใหม่
เขาใช้เวลาเกือบทั้งวันที่ว่างจากงานค้นคว้าเรื่องนี้
กู้หนานรอลู่ฮ่าวอย่างจดจ่อ หลังจากเขาโทรไปหาสำนักพิมพ์วารสารการแพทย์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานะการตีพิมพ์
คำตอบที่ได้จากปลายสายคือ ‘โปรดรอประมาณสองถึงสามวัน ทางเราจะทำการตรวจสอบให้นะคะ’
เมื่อลู่ฮ่าววางสาย กู้หนานก็อดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “ตรวจสอบที่ว่านี่ต้องตรวจนานแค่ไหนกัน?”
เธอกังวลใจมากกว่าตัวลู่ฮ่าวเองซะอีก
ส่วนเฉินหย่าจือมองไปที่ลู่ฮ่าว
“เสี่ยวฮ่าว บางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามขั้นตอนขนาดนั้นก็ได้ ลูกติดตามผู้อำนวยการหวังไปเรียนต่อเถอะ อย่าไปสนใจความคิดเห็นของคนอื่นให้มากนักเลย”
ลู่ฮ่าวมองเธออย่างจริงจัง “แม่จะให้ผมเพิกเฉยกับความคิดเห็นของคนนอกได้ยังไง? ถ้าผมไม่รู้จักลุงเดวิดล่ะ? แม่คิดว่าโควตานี้จะเป็นของผมหรือเปล่า?”
ถ้าโควตาในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนเป็นของโรงพยาบาลหลันเฉิง และมีผู้อำนวยการเย่เป็นผู้นำทีม เขาอาจพอมีความหวังอยู่บ้าง แต่ที่นี่คือปักกิ่ง เมืองที่มีแพทย์มากความสามารถด้านศัลยกรรมกระดูกมากมาย และแพทย์ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจำนวนมาก
เมื่อเห็นว่าลู่ฮ่าวจริงจังกับมันมาก เฉินหย่าจือรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว “แม่รู้ว่าลูกเป็นคนตรงไปตรงมา แต่แม่ไม่อยากให้ลูกสูญเสียโอกาสในการเรียนที่ดีแบบนี้ ถ้าลูกไม่ต้องการทำอย่างนั้น ก็ทำเหมือนว่าแม่ไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
เมื่อเห็นว่าเฉินหย่าจือแสดงออกอย่างระมัดระวัง กู้หนานจึงหันไปมองลู่ฮ่าว พยายามผ่อนคลายบรรยากาศในฐานะคนกลาง “แม่แค่เสนอเพื่อประโยชน์ของคุณนะ”
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “ฉันรู้ ฉันเข้าใจ”
“ไม่สิ คุณแม่ แม่ไม่จำเป็นต้องกังวลเลยค่ะ บทความของพี่ฮ่าวส่งถึงสำนักพิมพ์วารสารการแพทย์เรียบร้อยแล้ว ตราบใดที่ได้รับการเผยแพร่ เขาอาจจะได้รับโควตาการประชุมแลกเปลี่ยนด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกระบวนการ ไม่อย่างนั้นคนอื่นอาจจะเก็บไปนินทาลับหลังเอาได้ หมอของโรงพยาบาลปักกิ่งมีคุณสมบัติเพียบพร้อมกันมาก ๆ เราควรใช้ความสามารถเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ไม่งั้นอีกหน่อยเขาจะลำบากเอานะคะ”
กู้หนานอธิบายให้เฉินหย่าจือฟังอย่างอดทน
“จริงด้วย แม่คงเห็นแก่ตัวเกินไป” เฉินหย่าจือรู้สึกละอายใจขึ้นมาเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกชายและลูกสะใภ้ของตัวเอง
เธอละอายใจที่ความยึดมั่นในอุดมการณ์หย่อนยาน
อาจเพราะเธอเป็นนักธุรกิจ จึงมักจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์เป็นอันดับแรกเสมอ
กู้หนานพูดต่อไปว่า “หรือต่อให้บทความจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ก็ไม่เป็นไร ในอนาคตคงมีโอกาสเข้ามาอีกเรื่อย ๆ ลุงเดวิดไม่ได้บอกหรอกหรือคะว่าครั้งก่อนหมอจากโรงพยาบาลเซี่ยงไฮ้ก็ได้เข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเหมือนกัน? นี่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทรัพยากรทางการแพทย์ในประเทศเรากำลังโหยหาการพัฒนา ถ้าโรงพยาบาลของเราสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกหน่อยต้องมีโอกาสมากมายในการเรียนรู้แน่นอนค่ะ”
ความจริงแล้ว กู้หนานตั้งตารอคอยข่าวดีจากสำนักพิมพ์วารสารการแพทย์ให้แจ้งกลับมาโดยเร็วที่สุด
“ใช่แล้วครับแม่ ไม่ต้องกังวล ผมอายุยังน้อย อีกหน่อยต้องมีโอกาสเข้ามาอีกแน่”
เนื่องจากเขาอยู่ในเกณฑ์ที่อาจจะได้รับโควตาเพื่อไปประชุมแลกเปลี่ยนที่ประเทศ Y ดูเหมือนพักหลังมานี้ผู้อำนวยการหวังจะจงใจหลีกเลี่ยงลู่ฮ่าวเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว เขาแทบไม่ได้คุยกับอีกฝ่ายตามลำพัง
ตอนแรกลู่ฮ่าวต้องการถามถึงภรรยาเขาว่าหลังจากดื่มยาสมุนไพรต้มที่กู้หนานสั่งแล้วมีอาการข้างเคียงใด ๆ หรือเปล่า แต่ก็ไม่มีโอกาส
ถึงผู้อำนวยการหวังจะทำท่าทางเหมือนเขายุ่งเกินกว่าจะนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ไม่มีเวลาแวะพูดคุยกับคนอื่นเลย แต่ลู่ฮ่าวก็พอคาดเดาได้
ผู้อำนวยการหวังคงกลัวว่าเขาจะถามเกี่ยวกับการประชุมแลกเปลี่ยน
ผู้อำนวยการหวังเป็นคนรุ่นเก่าที่เคร่งครัดมาก เขาคงไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าหาจากทางหลังบ้าน ไหนจะความสัมพันธ์ระหว่างลู่ฮ่าวกับเดวิด ทำให้ไม่รู้ว่าควรจะวางตัวกับเรื่องนี้อย่างไร
ความจริงแล้ว ลู่ฮ่าวอยากอธิบายกับผู้อำนวยการหวังว่าเขาเป็นแพทย์รุ่นใหม่ต่างถิ่น เดินทางมาโรงพยาบาลปักกิ่งในครั้งนี้ก็เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเท่านั้น จะไม่ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวเพื่อทำพฤติกรรมน่ารังเกียจ
แต่เขากลัวว่าถ้าตัวเองเป็นฝ่ายพูดออกไป จะเป็นการร้อนตัวซะเปล่า ๆ
ปกติลู่ฮ่าวก็เป็นคนเฉยชาอยู่แล้ว เมื่อผู้อำนวยการหวังจงใจหลีกเลี่ยงเขา เขาจึงไม่ได้เริ่มบทสนทนาใด ๆ ก่อนเหมือนกัน
นอกจากนี้ พวกเขาต่างก็มีงานรัดตัว
ยิ่งมีงานอยู่ตรงหน้า เวลาก็ยิ่งผ่านไปเร็ว หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวเหมือนโกหก
แต่สำหรับกู้หนานซึ่งอยู่บ้านและรอฟังข่าวการตีพิมพ์บทความของลู่ฮ่าว เวลาช่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เธอกลัวว่าลู่ฮ่าวอาจงานยุ่งจนไม่มีเวลารับสาย จึงทิ้งโทรศัพท์มือถือของเขาไว้กับเธอ
พอเป็นแบบนี้ก็จะได้สะดวกรับสายแจ้งข่าวดีจากทางสำนักพิมพ์วารสารการแพทย์ได้ทันเวลา
ถึงอย่างนั้น ตลอดทั้งสัปดาห์โทรศัพท์ของลู่ฮ่าวดังขึ้นแค่สี่ครั้งเท่านั้น สายหนึ่งโทรมาจากคุณตา เนื่องจากโทรศัพท์ของเธอเสีย เขาจึงโทรเข้าเบอร์ของลู่ฮ่าวแทน เพื่อถามไถ่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของเธอ
อีกสายหนึ่งโทรมาจากกู้ย่าฮุย สอบถามเกี่ยวกับการทำวิจัยนิดหน่อย และอีกสองสายโทรมาจากฉินเฟิง แค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันทั่วไป
ป้าแม่บ้านเฝ้าดูกู้หนานเอาแต่จ้องมองโทรศัพท์ตลอดทั้งวัน สลับกับหันไปมองดอกไม้ข้างนอก จึงเกลี้ยกล่อมเธออย่างอดไม่ได้ แนะนำให้เธอออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง แล้วเธอจะรีบโทรหาทันทีเมื่อมีสายเรียกเข้า
เมื่อเห็นว่ารอรับโทรศัพท์ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา กู้หนานก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการรอแล้วเหมือนกัน ดังนั้นจึงเลิกรออย่างจดจ่อ
ดูเหมือนว่า บทความนี้คงจะไม่ผ่านการตีพิมพ์แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงแจ้งข่าวกลับมาตั้งแต่หลายวันก่อน
แต่ถ้าบทความไม่สามารถเผยแพร่ได้ ก็ควรตีกลับมาสิ เงียบหายไปดื้อ ๆ แบบนี้หมายความว่ายังไงกันแน่?
ขณะที่นึกถึงคำถามเหล่านี้ เธอก็ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ
ช่วงบ่าย กู้หนานนั่งอยู่ในสวน รับสายจากเนี่ยเหล่าที่โทรมาปรึกษากับเธอเรื่องใบสั่งยา
เนี่ยเหล่าได้รับคนไข้รายหนึ่งซึ่งเป็นแผลไฟไหม้ และตั้งใจมารับการรักษาที่นี่โดยเฉพาะเนื่องจากได้ยินชื่อเสียง อย่างไรก็ตาม ครั้งล่าสุดกู้หนานบดยาผงทิ้งไว้ให้เขาแค่นิดเดียว ทำให้ยาทั้งคลินิกไม่เพียงพอต่อการจัดยารักษาแผลไฟไหม้ เนี่ยเหล่าจึงบอกให้คนไข้กลับมาใหม่หลังจากสั่งยาแล้ว เมื่อยาหมดเกลี้ยง เนี่ยเหล่าจึงถามกู้หนานว่าควรทำยังไงดี?
หรือกู้หนานควรบดยาแล้วส่งกลับมาให้เขา?
กู้หนานพูดไม่ออกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงอันเย่อหยิ่งของชายชรา “คุณตาคะ ฉันต้องอุ้มท้องใกล้คลอดและยังต้องเดินทางเป็นระยะทางกว่าพันกิโลเพื่อเอายาไปส่งให้คุณ มันไม่เกินความจำเป็นไปหน่อยหรือคะ?”
[แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? คนไข้มาถึงหน้าประตู แต่คลินิกกลับไม่มียาผงและยาอื่น ๆ แบบนี้จะรักษาคนได้ยังไง?]
เนี่ยเหล่าก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน เขาเป็นหมอแผนจีนมาทั้งชีวิต ทำไมถึงรักษาแผลไฟไหม้ไม่ได้กันนะ?
กู้หนานพูดอย่างจนใจ “ถึงยังไงฉันก็ไปส่งยาให้ไม่ได้อยู่ดี ต่อให้ส่งผ่านไปรษณีย์ก็ล่าช้าเหมือนกัน แถมยังไม่ปลอดภัย…”
กู้หนานหยุดชะงักไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินเนี่ยเหล่าที่อยู่อีกด้านหนึ่งของปลายสายตบโต๊ะด้วยความโกรธ
ผู้หญิงคนนี้จงใจทำให้เขาโกรธจึงไม่ยอมเขียนใบสั่งยาให้หรือเปล่า?
เขาตั้งใจว่าจะวางสายโทรศัพท์ แล้วแนะนำคนไข้ให้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน
แต่ในขณะที่เขากำลังจะวางสาย จู่ ๆ เสียงของกู้หนานก็ดังขึ้น “ฉันจะบอกรายการยาที่ต้องใช้ให้ คุณตาเอายาสมุนไพรที่ฉันบอกไปบดเป็นผงเองได้ไหมคะ?”
เมื่อเนี่ยเหล่าได้ยินแบบนั้น สีหน้าของเขาก็ฉายความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงเย่อหยิ่ง [เกรงว่าคงทำไม่ได้]
“พวกเราจะเล่นแง่ต่อกันไปทำไมคะ? ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของคนไข้ทั้งนั้น ฉันต้องขอโทษคุณตาด้วย ก่อนเดินทางฉันควรเขียนใบสั่งยาทิ้งไว้ให้คุณ เรื่องนี้ฉันประมาทเอง”
กู้หนานถามต่อ “มีใครอยู่ข้าง ๆ ไหมคะ ฉันจะอ่านชื่อยา แล้วจดไว้อย่าให้คนอื่นเห็น ฉันจดทะเบียนสูตรยาเรียบร้อยแล้ว ใบสิทธิบัตรน่าจะออกประมาณภายในสิ้นปีนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด”
[แต่เธอยินดีบอกให้ฉันเนี่ยนะ?] เนี่ยเหล่ารู้ว่ากู้หนานหวงสูตรยาสำหรับรักษาแผลไฟไหม้นี้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด
เสี่ยวหลี่พยายามหลอกถามหลายครั้ง ยังไม่เคยได้อะไรสักอย่างกลับไป
กู้หนานพูดยิ้ม ๆ “คุณตากังวลเรื่องอะไรล่ะคะ? ฉันไม่มีลูกศิษย์ที่ไหน แล้วก็ไม่มีโอกาสส่งต่อวิชาให้คนอื่นด้วย เตรียมปากกากับกระดาษเถอะค่ะ ฉันจะบอกให้ฟัง”