เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 709 ใครเขาถามเรื่องแบบนี้กัน
บทที่ 709 ใครเขาถามเรื่องแบบนี้กัน
กู้หนานสังเกตเห็นว่าเวิงอิ่งกำลังเป็นกังวล
เธอทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยมานานจนสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง แม้ว่าตอนนี้เธอจะกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง และแม่ของซุนเฉิงจะเป็นแฟนตัวยงหนังสือนิยายของเธอก็ตาม
ท้ายที่สุด อาจเป็นเพราะเธอประสบกับปฏิสัมพันธ์ที่ย่ำแย่มาตลอดหลายปี ทำให้หวาดระแวงมนุษย์ทุกคนจนเกินไป
กู้หนานจับมือเธอ แล้วปลอบโยนเธอเบา ๆ “อย่ากังวลเลย ตอนนี้คุณหายดีแล้ว รอบนี้ตอนที่ฉันเขียนใบสั่งยา ฉันจะปรับเปลี่ยนตัวยาให้เป็นยาเม็ด ไว้ชงผสมน้ำผึ้งก็แล้วกัน ช่วงเดินทางจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องอบสมุนไพร แถมยังพกพาสะดวกด้วย”
ไม่อย่างนั้นการกลับกั่งเฉิงอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้เธอต้องหยุดกินยา
เวิงอิ่งมองไปที่กู้หนานอย่างซาบซึ้ง จากนั้นพยักหน้ารับ อดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้งว่า
“แล้วฉันยังต้องกินยาเม็ดผสมน้ำผึ้งไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะหยุดกินได้”
“อย่างน้อยก็จนถึงสิ้นปีนี้” กู้หนานตอบกลับ
“เสี่ยวอิ่ง คุณต้องมั่นใจมากกว่านี้ คุณเป็นคนเก่งมาก ปัญหาทางร่างกายของคุณแทบไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว อีกอย่าง ซุนเฉิงเขาก็รักคุณมาก ยังต้องกังวลเรื่องอะไรอีกล่ะคะ ความรักของเขาคือความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ ฉะนั้นอย่ารีบเร่งที่จะหยุดกินยาเด็ดขาด”
“แล้วถ้าสมาชิกในครอบครัวของซุนเฉิงรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของคุณเข้า ยังไงพวกเขาก็ควรยอมรับอย่างไม่เห็นแก่ตัว คุณต้องรักษามาตรฐานในการรักษาอย่างเคร่งครัด อนาคตคุณจะมีชีวิตปกติและมีลูกได้ ไม่เจ็บป่วย ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่เจ็บป่วย? ก็เหมือนกับเครื่องจักรนั่นแหละ ตราบใดที่ฟันเฟืองหมุนก็มักจะมีปัญหาเสมอ ซ่อมแล้วมันก็ยังใช้งานต่อได้ ขอแค่มันไม่สิ้นสภาพก็พอแล้ว”
“ขอบคุณมากนะ หนานหน่าน ทุกครั้งที่ฉันคุยกับคุณ อารมณ์หม่นหมองของฉันจะสดใสขึ้นทุกครั้ง” อารมณ์เศร้าโศกของเวิงอิ่งเปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นทันที
ใช่แล้ว เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องยอมรับอย่างใจกว้างเข้าไว้ว่าเธอไม่ได้สุขภาพแย่เหมือนเมื่อก่อน และเธอควรจะมั่นใจมากกว่านี้
กู้หนานยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องขอบคุณหรอก คุณเองก็เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างของฉันเหมือนกัน เราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันอยู่แล้ว”
“คุณสองคนกระซิบกระซาบอะไรกัน” จอร์จลุกขึ้นแล้วเดินไปรินน้ำให้ฉินอวิ๋น เห็นกู้หนานกับเวิงอิ่งนั่งอยู่ด้วยกัน ทั้งสองหันหน้าไปกระซิบกระซาบบางอย่าง เขาจึงถามอย่างเป็นกันเอง
เมื่อเวิงอิ่งได้ยินเสียงจอร์จ ร่างกายของเธอก็แข็งทื่ออย่างกระวนกระวาย รีบเดินเลี่ยงออกไปด้านข้าง
กู้หนานยืดหลังนั่งตัวตรง เสยผมตัวเองพลางมองไปที่จอร์จ “ไม่มีอะไรพิเศษหรอก พวกเราสนิทกันเหมือนพี่น้อง เลยทำใจได้ยากที่จะแยกจากกัน”
“จริงสิ หมอกู้ ได้ยินมาว่าเธอกำลังจะไปอยู่เมืองปักกิ่งตั้งหนึ่งปี ถ้าอย่างนั้นเธอช่วยเขียนใบสั่งยาให้ฉันสำหรับกินอย่างต่อเนื่องในช่วงพักฟื้นร่างกายด้วยสิ” จอร์จนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกับกู้หนาน สายตาที่มองเธอและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
กู้หนานงงงวย “ยังต้องพักฟื้นอะไรอีกคะ”
เขาควรกลับไปกินยาตามปกติแล้วไม่ใช่หรือ?
จอร์จจับเส้นผมที่ขึ้นบาง ๆ ของตัวเอง แล้วพูดอย่างเคอะเขิน “ก็เรื่องเส้นผมของฉันน่ะสิ ฉันอยากลองทานยาต่อไปอีกหน่อย เพื่อดูว่ามันจะหนาขึ้นกว่านี้ได้อีกไหม”
แม้ว่าผมของเขาหนาขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว เขาก็ยังเหมือนคนกระหม่อมบางหัวโล้นอยู่ดี
“คุณอยากได้ผมดกดำไปทำไมกัน ถึงยังไงคุณก็มีผ้าโพกหัวลายดอกนี่นา” จู่ ๆ กู้ย่าฮุยก็เดินออกมาจากห้องครัว แล้วหักหน้าจอร์จอีกครั้งอย่างไร้มารยาท
จอร์จหงุดหงิดจริง ๆ เมื่อได้ยินเสียงกู้ย่าฮุย โดยเฉพาะเมื่อมองเห็นเส้นผมที่ดกหนาของอีกฝ่าย
ช่างเป็นอะไรที่น่าอิจฉาจริง ๆ
ทันใดนั้นกู้ย่าฮุยก็สะบัดผมไปมาพร้อมกับเสยผมไม่หยุด เหมือนกับต้องการจะยั่วยุคนตรงหน้า
จอร์จรู้สึกราวกับได้รับพลังทำลายล้างอีก 10,000 คริติคอล
เขาจ้องเขม็งมองกู้ย่าฮุย พร้อมพูดว่า
“ดูนายพูดเข้าสิ ถ้าฉันมีเส้นผมหนาเหมือนนายจริง ๆ ฉันจะยังต้องพึ่งพาผ้าโพกหัวลายดอกไม้ไปทำไม”
แม้ว่าการสวมผ้าโพกศีรษะลายดอกจะเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น แต่ความจริงแล้วเจตนาในการคลุมก็มีไว้เพื่อปกปิดปมด้อยตัวเองล้วน ๆ
ผิวหน้าของเขาเรียบเนียนดีมาก แทบไม่มีริ้วรอยใด ๆ เลย คนอื่นต่างก็คิดว่าเขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบกว่า ๆ แต่พอเขาถอดผ้าโพกศีรษะออกเมื่อไหร่ เขาจะดูแก่ขึ้นเป็นสิบปีในทันที
เส้นผมส่งผลกระทบอย่างมากต่อรูปลักษณ์ของบุคคล
กู้ย่าฮุยเลิกยุ่งกับผมตัวเอง มองจอร์จด้วยความเห็นใจแล้วถอนหายใจออก “ไม่มีทางซะหรอก ปริมาณของเส้นผมขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าคุณจะกินยามากแค่ไหนก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก”
จอร์จโต้กลับว่า “ทำไมจะช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ฉันเหมือนคนหัวล้านยิ่งกว่านี้ซะอีก แต่หลังจากทานยาที่หมอกู้สั่งให้ ไม่เห็นหรือว่าผมฉันงอกขึ้นใหม่ตั้งเยอะ”
จอร์จลูบเส้นผมที่เปราะบางเหมือนเด็กทารกของตัวเอง
กู้หนานอธิบายว่า “คุณจอร์จแค่เป็นโรคผมขาดร่วงอย่างรุนแรง ตอนเด็ก ๆ เขาอาจจะเคยมีผมเยอะก็ได้”
นอกเสียจากว่าคนคนนั้นมีเส้นผมบาง ความถี่ของเส้นผมน้อยตั้งแต่เด็ก ถึงจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
เส้นผมของเด็กบางคนเล็กบางมาตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่อาจจะดกหนาขึ้นกว่าเดิมมากถ้าโกนหัวแล้วปล่อยให้ขึ้นใหม่สักสองสามครั้ง
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน จอร์จตอบว่า “ใช่ สมัยฉันยังวัยรุ่น… ไม่สิ ตอนนี้ฉันก็ยังไม่แก่ ฉันก็เคยเป็นคนผมเยอะเหมือนคนทั่วไป แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความกดดันจากการทำงานอาจจะมากเกินไปหน่อย งานฉันเต็มไปด้วยความกดดัน แถมฉันยังอดหลับอดนอนตลอดทั้งปี บางทีมันอาจจะทำลายเซลล์สมองของฉัน จนทำให้ฉันหัวล้าน ฉันทุ่มเทให้กับอาชีพของตัวเองมากเกินไปจริง ๆ”
ในสายตาของคนอื่น ๆ กว่าเขาจะกลายเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดังที่มีฝีมือ ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องพยายามอย่างหนักแค่ไหน
มีคนมากมายที่ไม่เข้าใจ และเอาแต่คิดว่าเขาเป็นคนประหลาด เป็นชายผิดเพศสภาพ
พอพูดมาถึงตรงนี้กู้ย่าฮุยก็ไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเส้นผมของจอร์จอีก หลังจากได้ยินสิ่งที่จอร์จพูด เขาก็เดินไปตบไหล่อีกฝ่ายแล้วปลอบโยนอย่างจริงใจว่า
“เบื้องหลังความสำเร็จเกิดขึ้นได้ทั้งจากความสกปรกหรือความพยายาม จะเห็นได้ว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้เพราะอย่างหลัง เราทุกคนเข้าใจ พวกเราก็ทุ่มเทความพยายามอย่างหนักไม่แพ้กัน”
“เข้าใจก็ดี แต่…”
จอร์จเงยหน้ามองขึ้นไปที่กู้ย่าฮุยผู้สูงโปร่งและหล่อเหลา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและความไม่เข้าใจว่า “อาชีพของนายก็เป็นงานที่ต้องใช้สมองมากเหมือนกันนี่ แต่ทำไมผมนายถึงไม่ร่วงเลยล่ะ”
นอกเหนือจากศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมหนาดกดำของกู้ย่าฮุยแล้ว ลู่ฮ่าวเองก็เป็นคนมีผมเยอะ ผมสั้นแต่รากผมแข็งแรง ทั้งยังดูหนาราวกับหางม้า
กู้ย่าฮุยอธิบาย
“พวกเราเป็นหมอ เราต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองอยู่แล้ว อีกอย่าง พวกเราอายุยังน้อย ยังไม่ถึงวัยที่จะหัวล้าน กว่าจะกระหม่อมบางอย่างน้อย ๆ ก็ต้องเป็นถึงระดับผู้อำนวยการ ตอนนี้เราเป็นแค่หมอศัลย์ตัวเล็ก ๆ มีเรื่องเครียดอะไรให้ผมร่วงหมดหัวกันล่ะ คนหัวล้านมักจะเป็นเจ้าคนนายคนกันซะส่วนใหญ่”
จอร์จได้ยินก็พูดไม่ออก
ในเมื่อความจริงเป็นแบบนี้ หรือเป็นเพราะเขาประสบความสำเร็จเร็วเกินไปกัน?
กู้หนานยิ้มแล้วพูดกับจอร์จว่า “เอาละ ฉันขอตรวจชีพจรคุณหน่อย จะได้เขียนใบสั่งยาให้คุณถูก จะได้รู้ด้วยว่าตอนนี้ร่างกายคุณแข็งแรงขึ้นไหม”
จอร์จยื่นมือออกไปหาเธออย่างรวดเร็ว
หลังจากจับชีพจรเสร็จแล้ว กู้หนานหันไปกำชับฉินอวิ๋นอีกครั้ง “นี่ เสี่ยวอวิ๋น ฝากดูแลจอร์จด้วยล่ะ เขายังต้องกินยาแผนจีนต่อ คอยปรับเวลาทำงานให้เหมาะสมด้วย เขาไม่สามารถนอนดึกหรือกินอาหารรสเผ็ดจัดได้ ไม่งั้นปัจจัยพวกนี้จะยิ่งเร่งให้เขาหัวล้านเร็วขึ้น”
“ได้ค่ะ ฉันจะทำตามที่พี่สะใภ้บอก”
กู้ย่าฮุยมองไปที่จอร์จแล้วสลับไปมองเวิงอิ่ง อดไม่ได้ที่จะบ่น
“ทำไมพวกคุณถึงอยากให้น้องสาวผมช่วยรักษาอาการป่วยให้จังนะ เธอไปเป็นหมอประจำตระกูลคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”
น้องสาวของเขาท้องโตขึ้นทุกวัน แต่เธอยังต้องมานั่งจับชีพจรและเขียนใบสั่งยาให้พวกเขา ทำอย่างกับที่นี่เป็นคลินิกการกุศล แม้แต่แพทย์ประจำตระกูลยังไม่มีใครทุ่มเทขนาดนี้
จอร์จถามอย่างงุนงง “นอกจากผมยังมีใครป่วยอีก?”
“ก็นั่นไง…” กู้ย่าฮุยมองไปที่เวิงอิ่ง แต่แล้วก็ตระหนักว่าจอร์จไม่รู้อาการป่วยของเวิงอิ่ง จึงรีบเบรกคำพูดของตัวเองหัวทิ่ม
แต่จอร์จตาไวกว่า เมื่อเห็นสายตาของกู้ย่าฮุยเสมองไปทางเวิงอิ่ง เขาจึงถามด้วยความเป็นห่วงและอยากรู้อยากเห็น “น้องสะใภ้ก็อยู่ในความดูแลของหมอกู้เหมือนกันหรือ เธอเป็นอะไรล่ะ”
เวิงอิ่งหลบสายตาเขา แล้วมองไปที่กู้หนานด้วยความประหม่า
กู้หนานแสร้งทำเป็นดุพลางกลอกตามองไปที่จอร์จ “เรื่องส่วนตัวของผู้หญิงน่ะ ใครเขาถามเรื่องแบบนี้กัน?”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของกู้หนานทำให้จอร์จเงียบปากได้สำเร็จ เขาจึงเดินเข้าไปในครัวอย่างประดักประเดิด