เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 707 การมีลูกเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 707 การมีลูกเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์
บทที่ 707 การมีลูกเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์
กู้หนานตื้นตันกับคำพูดของผู้เฒ่าลู่ ตอบกลับว่า “ใช่ค่ะคุณปู่ หนูแต่งงานกับลู่ฮ่าวไปแล้ว พ่อคงเหงามากถ้าเขาไม่มีลูกคนที่สอง นอกจากนี้แม่ก็อยากมีลูกด้วย เกิดเป็นผู้หญิงแล้วไม่มีลูก ถ้าแก่ตัวไปจะเงียบเหงาขนาดไหนกัน”
“นั่นก็จริงอยู่หรอก ฉันแค่คิดว่าเธอขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาควรเอาใจใส่เธอให้มากกว่านี้หน่อย”
กู้หนานอธิบาย “หนูโตเป็นผู้ใหญ่แล้วค่ะ พอโตแล้วก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าพวกเขาเอาแต่ทุ่มเททุกอย่างที่มีให้กับหนู หนูก็คงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี”
ถึงตอนนี้กู้หนานเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองอาจต้องปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ชายชราเป็นคนที่ละเอียดอ่อนมาก เขาอาจสังเกตเห็นว่าเธอดูไม่ค่อยมีความสุขอย่างที่แสดงออก ดังนั้นเขาจึงกล่าวโทษพ่อเธอที่ตัดสินใจมีลูกคนที่สอง
ที่จริงเธอแค่ลืมเลือนประสบการณ์ชีวิตที่เต็มไปด้วยอารมณ์เศร้าและความสูญเสียไม่ได้
เธอเริ่มตั้งตาคอยวันที่กู้หลันคลอดลูกอย่างไม่รู้ตัว
กู้หลันเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักมาเกือบทั้งชีวิต ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงาน การมีลูกเท่านั้นถึงจะเติมเต็มให้ชีวิตของเธอสมบูรณ์
ลู่ฮ่าวเริ่มให้ความกระจ่างกับผู้เฒ่าลู่บ้าง “คุณปู่ เราไม่ควรตำหนิเขาเรื่องนี้ ถึงยังไงพ่อตาของผมก็แต่งงานใหม่แล้ว เขาควรมีลูกกับภรรยาถูกแล้ว ปู่เคยบอกไม่ใช่หรือครับว่าชีวิตหลังแต่งงาน ถ้าไม่มีลูกก็ไม่สมบูรณ์แบบ หนำซ้ำยังอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาห่างเหิน มีแนวโน้มว่าจะเลิกรากันได้ง่ายกว่า”
ผู้เฒ่าลู่นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเขาพยายามกระตุ้นให้ลู่ฮ่าวมีลูกเร็ว ๆ จึงใช้เหตุผลนี้มาประกอบการโน้มน้าว
ไม่คาดคิดว่าเด็กคนนี้จะยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี
“ใช่ ลูกคือสายใยที่ช่วยยึดเหนี่ยวชีวิตสมรสไว้ด้วยกัน” หลังจากพูดแบบนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็มองไปที่สวี่เจิงและเจียงผิงอีกครั้ง “พวกเธอเองก็ควรจำสิ่งนี้เอาไว้”
สวี่เจิงตอบกลับอย่างเชื่อฟัง “ผมจะจำไว้ครับคุณปู่”
หลังจากคิดได้แบบนี้แล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็เริ่มยอมรับความจริงได้ว่ากู้หนานกำลังจะมีน้องชายหรือน้องสาว
เฮ้อ คนเรายิ่งแก่ก็ยิ่งกังวลเรื่อยเปื่อย
พอรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะให้กำเนิดลูกคนที่สอง เขาก็โกรธแทนหลานสะใภ้เสียอย่างนั้น
แต่ทันทีที่ผู้เฒ่าลู่คิดถึงความจริงข้อนี้ ทัศนคติของเขาก็เปลี่ยนไป เขาพูดกับกู้หนานด้วยรอยยิ้ม
“หนานหน่าน ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเอง พ่อเธอเป็นนักธุรกิจ มีกำลังเพียงพอที่จะเลี้ยงดูลูกอีกคนได้อยู่แล้ว พวกเราควรเคารพความปรารถนาของเขา”
กู้หนานจับแขนของชายชราไว้ด้วยความโล่งใจ “คุณปู่ คุณปู่คิดถูกแล้วค่ะ”
ไม่อย่างนั้นถ้าชายชราคนนี้ไม่พอใจ อีกหน่อยถ้าเธอย้ายไปเมืองปักกิ่งแล้ว เขาอาจไม่ยอมญาติดีกับพ่อของเธอก็ได้
ผู้เฒ่าลู่อยู่กับสวี่เจิงและคนอื่น ๆ ต่ออีกคืนหนึ่ง วางแผนที่จะกลับไปในวันรุ่งขึ้น
ช่วงสองวันที่ผ่านมาผู้เฒ่าลู่มีความสุขมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไปจริง ๆ แม้แต่เขาก็ยังกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
ชายชราจับมือลู่ฮ่าวแน่น กำชับกับอีกฝ่ายว่า “เสี่ยวฮ่าว แกต้องดูแลหนานหน่านกับลูกในท้องของเธอให้ดีนะ”
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “คุณปู่ ไม่ต้องกังวลครับ”
“ไปถึงที่นั่นแล้วจงเรียนให้หนัก แกเป็นคนแรกในตระกูลลู่ของเราที่ได้รับทุนสาธารณะหลังจากสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน แกคือความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน ในอนาคต อย่าลืมรักษาความตั้งใจเดิมของตัวเองไว้ให้ดี ไม่ควรหลงลืมรากเหง้าของเรา อย่าได้ทำลายอนาคตของตัวเองแบบหลิวไคซานคนนั้นเด็ดขาด”
ลู่ฮ่าวประคองชายชราไว้ แล้วตอบกลับว่า “คุณปู่ ผมจะจำไว้ อย่าสั่งเสียกันขนาดนี้เลยครับ ผมแค่ไปเรียนต่อ อีกไม่นานก็กลับมาแล้ว”
“ใช่ อีกไม่นานก็กลับ”
ผู้เฒ่าลู่เข้าไปนั่งในรถ มองดูหลานชายที่โบกมือให้เขาผ่านทางกระจกรถด้านข้าง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้
แม้ว่าหลานชายคนโตบอกว่าเขาจะกลับมาในอีกไม่นานนี้ แต่สำหรับคนในวัยไม้ใกล้ฝั่งแบบเขาแล้ว ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่รอดไปจนกว่าจะพบกันในครั้งต่อไปหรือไม่
ลู่ฮ่าวไปส่งพวกเขาที่สถานีขนส่ง รอจนกว่ารถโดยสารจะติดเครื่องแล้วค่อยกลับบ้าน
เมื่อเห็นชายชราร้องไห้อยู่ในรถ ดวงตาของเขาก็ปวดหน่วงขึ้นมา
ครั้งหนึ่งเขาเคยขอร้องให้คุณปู่อยู่กับเขาเพื่อที่เขาจะได้ตอบแทนบุญคุณ แต่ชายชราดื้อรั้นเกินไป ไม่ยอมทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองท่าเดียว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาระงานของลู่ฮ่าวเริ่มถูกส่งมอบให้คุณหมอคนอื่นไปบ้างแล้ว เขาจึงค่อนข้างมีอิสระ
ฉินเฟิงและกู้ย่าฮุยไม่ได้แวะมาหาลู่ฮ่าวที่บ้านเป็นเวลานานแล้ว
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในตึกพักบุคลากร แม้พื้นที่จะคับแคบไปหน่อย แต่ทุกคนก็มีความสุขกันมาก พักอยู่ในห้องเล็ก ๆ อันอบอุ่น จะทำอะไรก็สะดวกสบาย
ตอนนี้ลู่ฮ่าวย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ของเฉินหย่าจือแล้ว คนอื่นจึงละอายเกินกว่าจะแวะมารบกวน
ถึงอย่างไรเฉินหย่าจือกับเดวิดก็เป็นนักธุรกิจใหญ่ที่สุภาพและสง่างามมาก พวกเขากลัวว่าถ้าตัวเองแวะไปหาอาจสร้างเรื่องวุ่นวายโดยที่ไม่จำเป็น
ก่อนที่เฉินหย่าจือกับเดวิดจะกลับมา ลู่ฮ่าวจึงโทรไปหาฉินเฟิงและกู้ย่าฮุย เพื่อนัดหมายให้พวกเขาเข้ามาทำอาหารกินด้วยกันที่นี่
กู้หนานโทรหาซุนเฉิงกับเวิงอิ่ง จากนั้นก็เรียกฉินอวิ๋นให้มาร่วมสนุกด้วยกัน จอร์จซึ่งติดตามฉินอวิ๋นไปทำงานด้วยในวันนี้ รับปากว่าเขาเองก็จะร่วมงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน
จอร์จและฉินอวิ๋นวางแผนที่จะกลับไปกั่งเฉิงในเร็ว ๆ นี้ ฉินอวิ๋นจึงเร่งมือทำงานออกแบบเป็นพิเศษ ส่วนจอร์จก็เข้าออฟฟิศไปทำหน้าที่เป็นแรงงานอิสระ ช่วยเธอแก้ไขแบบและออกแบบอีกแรง
จอร์จคอยช่วยเหลือ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของฉินอวิ๋นดีขึ้นมาก
มองจากมุมนี้ เมื่อจอร์จและฉินอวิ๋นร่วมงานกันพัฒนาผลงาน โรงงานตัดเสื้อเจิ้งอันจะกลายเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แบบไม่ต้องสงสัย
ฉินเฟิงและกู้ย่าถิงมาถึงบ้านพร้อมกับผักต่าง ๆ ลู่ฮ่าวบอกว่าเขาอยากกินกับข้าวฝีมือฉินเฟิง ฉินเฟิงจึงรอจนกว่ากู้ย่าถิงจะเลิกงาน แล้วค่อยตรงไปที่ตลาดสดเพื่อซื้อวัตถุดิบ ในมือทั้งสองเต็มไปด้วยถุงพะรุงพะรัง
ตอนพวกเขามาที่นี่ก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพราะมีเฉินหย่าจือและเดวิดอยู่ด้วย ทำให้พวกเขาเกร็งเพราะต้องรักษามารยาท เหมือนมาเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ นั่งอยู่ไม่นานก็ขอตัวกลับ
วันนี้แตกต่างออกไป ในบ้านมีเพียงลู่ฮ่าวและกู้หนาน ทันทีที่ฉินเฟิงเปิดประตูเข้ามาแล้วก็ส่งเสียงดังเอะอะทันที
“พี่ฮ่าว ขอแสดงความยินดีด้วย ได้รับโชคดีถึงสองชั้นเชียว”
“โชคดีสองชั้นคืออะไร” ลู่ฮ่าวเดินไปรับถุงใบใหญ่จากมือของกู้ย่าถิงแล้วถามกลับ
น้ำเสียงของฉินเฟิงเต็มไปด้วยความยินดี “การได้เป็นพ่อคนก็เป็นเรื่องน่ายินดีพออยู่แล้ว การได้รับทุนไปเรียนต่อเพื่อเลื่อนตำแหน่งทางอาชีพก็ยิ่งน่ายินดีเป็นสองเท่าจริงไหม”
“อย่าพูดไร้สาระ ฉันแค่ได้รับโอกาสให้ไปศึกษาวิจัย” ลู่ฮ่าวเดินไปที่ห้องครัวพร้อมกับจาน ฉินเฟิงเดินตามหลังถามว่า “พี่ฮ่าวไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังจบการฝึกอบรมหรอกหรือ ทุกอุตสาหกรรมควรจะเป็นเหมือนกันนี่นา ต่อให้ไม่มีกฎเขียนไว้ก็เถอะ”
ลู่ฮ่าววางจานลง แล้วตอบกลับเบา ๆ “ฉันไม่เห็นเคยได้ยินเกี่ยวกับกฎนี้เลย อย่าคาดหวังอะไรกับฉันมากเกินไป ฉันแค่ไปเรียนต่อเท่านั้นเอง”
กู้หนานดึงกู้ย่าถิงให้นั่งลง จากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดกับฉินเฟิงว่า “เฟิงจื่อ ตอนนี้นายเป็นเถ้าแก่ใหญ่แล้วแท้ ๆ พวกเราต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเวลานาย วันนี้เราจะต้อนรับทุกคนเอง จะขอให้นายมาช่วยเข้าครัวทำอาหารได้ยังไง”
“พี่สะใภ้ ดูพูดเข้าสิ ฉันเป็นแค่เจ้าของกิจการขนาดย่อมเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ได้มาทำกับข้าวให้ในฐานะเถ้าแก่ด้วย ตราบใดที่เธอกับพี่ฮ่าวอยากกินอาหารฝีมือฉัน แค่โทรกริ๊งเดียวฉันก็จะรีบบึ่งมาทันที ต่อให้งานยุ่งแค่ไหนฉันก็ทิ้งได้ พร้อมรับใช้เธอสองคนเสมอ”
“ดูคำพูดคำจาสิ ยิ่งนานวันก็ยิ่งพูดไร้สาระ”
กู้ย่าถิงมองไปที่กู้หนานแล้วพูดว่า “หนานหน่าน ช่วงนี้อยู่ในระหว่างสอบกลางภาค ฉันก็เลยยุ่งอยู่กับการคุมสอบและตรวจข้อสอบ ไม่มีเวลาแวะมาเยี่ยมเธอเลย”
จากนั้นก็ถามต่อว่า “เธอเก็บข้าวของเตรียมจะไปเมืองปักกิ่งเรียบร้อยแล้วหรือยัง? แล้วจะไปที่นั่นยังไง? นั่งรถไฟหรือขับรถไปกันเอง?”
ลู่ฮ่าวตอบแทน “ถังเจี่ย*[1] พวกเราว่าจะเดินทางโดยรถไฟ ซื้อตั๋วนอน นอนหลับตื่นเดียวก็ถึงปลายทางแล้ว”
“มีป้าเฉินกับลุงเดวิดอยู่ด้วยทั้งคน แค่นี้เราก็วางใจได้แล้ว”
ฉินเฟิงเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารแล้ว จากนั้นลู่ฮ่าวก็ตามเข้าไปช่วย
กู้หนานกับกู้ย่าถิงเพิ่งจะคุยกันได้ไม่กี่ประโยค หลังจากนั้นไม่นาน กู้ย่าฮุยก็มาถึงพร้อมกับเฉินรั่วหลิน
ปกติเวลานี้เฉินรั่วหลินยังเปิดร้านอยู่ แต่วันนี้เธอปิดร้านเร็วเป็นพิเศษเพื่อมางานเลี้ยงที่นี่
“พี่สะใภ้ เข้ามาเร็วเข้า” เมื่อเห็นเฉินรั่วหลิน กู้หนานก็ลุกขึ้นไปต้อนรับเธอ แล้วเอ่ยทักทายอย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้พวกเธอเรียกขานกันด้วยชื่อ แต่ตอนนี้กู้หนานเปลี่ยนมาเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สะใภ้อย่างเป็นทางการ
กู้ย่าฮุยบ่นด้วยความไม่พอใจ “หนานหน่านเรียกแต่พี่สะใภ้ตัวเองเข้าบ้าน เธอมองไม่เห็นฉันหรือ?”
[1] ถังเจี่ย เป็นคำเรียกลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงที่อายุมากกว่า