เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 678 เปิดคลินิก
บทที่ 678 เปิดคลินิก
เป็นโอกาสที่หาได้ยากที่เนี่ยเหล่าจะลงจากภูเขาสักครั้ง
ทั้งบรรดาเพื่อนเก่าและลูกศิษย์ของเนี่ยเหล่าต่างก็มาร่วมพิธีเปิดคลินิกด้วย เมื่อพวกเขาได้ยินว่าศาสตราจารย์ชรายินดีเป็นที่ปรึกษาให้กับคลินิกนี้
ทางฝั่งกู้หนานก็มีแขกเหรื่อมาร่วมหลายคนเช่นกัน
นอกเหนือจากสมาชิกในครอบครัวแล้ว ผู้อำนวยการเย่และหัวหน้าหลี่จากโรงพยาบาลการแพทย์แผนจีนก็อยู่ในรายชื่อที่ได้รับเชิญด้วยเช่นกัน
ทันทีที่แผ่นป้ายสี่เล่อถางถูกแขวนขึ้นสู่ด้านบน เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างอบอุ่น
ในฐานะเจ้าของกิจการ กู้หนานต้องพูดอะไรสักสองสามคำตามธรรมเนียม
เธอก้าวไปข้างหน้า พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาสละเวลาอันมีค่ามาแสดงความยินดีกับพวกเราในวันนี้ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เชิญศาสตราจารย์เนี่ยมาเป็นที่ปรึกษาประจำคลินิกสี่เล่อถาง ในฐานะเจ้าของกิจการ ฉันต้องขอขอบคุณเนี่ยเหล่าเป็นอย่างสูงที่อุทิศเวลาว่างเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ป่วย”
“ฉันอายุยังน้อย อาจไม่มีคุณสมบัติมากพอ แต่ฉันจะฝึกฝนและเรียนรู้จากเนี่ยเหล่าอย่างเต็มที่ ต่อจากนี้ขอเชิญเนี่ยเหล่ามาพูดคุยกับทุกคนค่ะ”
หัวหน้าหลี่มองหญิงสาวบนเวทีด้วยสายตาชื่นชม
กู้หนานสอบผ่านจนได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้บริหารของโรงพยาบาลจึงตัดสินใจให้กู้หนานเข้าไปทำงานในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีน
พวกเขาให้ความสำคัญกับการรักษาโดยอบสมุนไพรของกู้หนานเป็นอย่างมาก กู้หนานทำเรื่องยื่นขอจดสิทธิบัตร แต่ต้องใช้เวลาในการอนุมัติ ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอความร่วมมือกับเธอในการพัฒนาสูตรลับนี้เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อที่จะรับสมัครผู้มีความสามารถในภายหลัง
หลังจากกู้หนานพูดไม่กี่ประโยค เธอก็เชิญเนี่ยเหล่าขึ้นมาบนเวที
เนี่ยเหล่าสวมเสื้อถังจวง*[1] ดูน่าเกรงขามไม่ธรรมดา
“ขอบคุณเสี่ยวกู้สำหรับความไว้วางใจของคุณ ในเมื่อคุณเต็มใจให้โอกาสผม ชายชราวัยเกษียณอย่างผมก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะใช้ความรู้เดิมของตัวเองให้เป็นประโยชน์สืบไป ดังประโยคหนึ่งว่าไว้ ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ คนไข้ยิ่งใหญ่ที่สุด”
เนี่ยเหล่าพูดประโยคสั้น ๆ อันเรียบง่ายเท่านั้น แต่ได้รับเสียงปรบมืออย่างอบอุ่นและกึกก้องจากด้านล่าง
หลังจากเสร็จพิธีเปิด กู้หนานและลู่ฮ่าวได้เชิญทุกคนไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารในบริเวณใกล้เคียง
ในฐานะเจ้าของกิจการ กู้หนานควรเป็นผู้อวยพรแขกเหรื่อทุกคนที่มาในวันนี้เพื่อแสดงความขอบคุณ แต่เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์ เดินเหินไม่สะดวก ลู่ฮ่าวจึงรับหน้าที่ต้อนรับแขกแทน
ผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ต่างก็เป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันดี ลู่ฮ่าวจึงพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
วันนี้เป็นวันเสาร์ ตรงโต๊ะอาหาร ผู้อำนวยการเย่ดื่มถึงสองแก้ว
เขาเดินไปที่โต๊ะของเฉินหย่าจือและกู้หนานพร้อมกับแก้วไวน์ในมือ เพื่อดื่มอวยพรเฉินหย่าจือ
“คุณเฉิน ผมอยากดื่มให้กับคุณเนื่องในโอกาสที่เราพบกันครั้งแรก”
เฉินหย่าจือรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบกลับอย่างสุภาพว่า “ผู้อำนวยการเย่ ฉันควรดื่มให้กับคุณมากกว่าค่ะ ขอบคุณที่กรุณาฝึกฝนและดูแลลู่ฮ่าวนะคะ”
เมื่อเฉินหย่าจือเห็นผู้อำนวยการที่เป็นอาจารย์ของลู่ฮ่าวเข้ามาดื่มอวยพรตัวเอง จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทเล็กน้อย
สุขภาพเธอไม่ค่อยดี ดื่มเหล้าไม่ได้ ห่างหายจากการดื่มมาเป็นเวลานาน บวกกับไม่ค่อยได้ออกไปสังสรรค์สักเท่าไหร่ เมื่อเวลาผ่านไปจึงเผลอลืมมารยาท
ผู้อำนวยการเย่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณเฉิน ลู่ฮ่าวเป็นลูกศิษย์ที่ผมภาคภูมิใจที่สุด เขาเป็นคนรับมีดแทนผม ผมจดจำเหตุการณ์นี้ไว้ในใจเสมอ พอได้ยินว่าเขาได้เจอกับแม่แท้ ๆ ของเขาแล้ว ผมเองก็พลอยมีความสุขไปกับเขาด้วย”
เฉินหย่าจือดื่มเครื่องดื่มมึนเมาไม่ได้ จึงหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอย่างจริงใจให้กับผู้อำนวยการเย่
“นั่นคือสิ่งที่เขาสมควรทำแล้วค่ะ คุณเป็นทั้งครูและหัวหน้างานของเขา ไม่ว่าจะด้วยอารมณ์หรือเหตุผลแล้ว เมื่อคุณตกอยู่ในอันตราย เขาควรออกรับแทนเสมอ”
เฉินหย่าจือพูดพลางรินไวน์ให้ผู้อำนวยการเย่เพิ่มอีกหนึ่งแก้ว “ผู้อำนวยการเย่ ฉันเองก็ควรดื่มอวยพรให้คุณด้วย ในอนาคตฉันยังต้องฝากฝังให้คุณช่วยดูแลลู่ฮ่าว และสนับสนุนเขาให้มากขึ้น”
เมื่อพูดถึงการสนับสนุน ดวงตาของผู้อำนวยการเย่กลับฉายแววอารมณ์ที่ซับซ้อน เขาถอนหายใจก่อนจะพูดว่า “ลู่ฮ่าวเป็นคนที่จริงจังกับงานของตัวเองมาก อีกทั้งเขายังเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ไม่กี่คนของผม ผมก็ตั้งใจว่าจะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่เหมือนกัน แต่…”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาดูหมดหนทางอย่างไรชอบกล
แต่เพียงไม่นานก็เปลี่ยนเรื่อง เขาพูดด้วยรอยยิ้มต่อไปว่า “เด็กคนนี้เป็นเด็กดี รู้จักดูแลครอบครัว รักใคร่ภรรยา กตัญญูต่อผู้ใหญ่ เขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก โชคดีที่อายุยังน้อย ในอนาคตต้องมีโอกาสทางด้านอาชีพการงานไม่น้อยแน่”
คำพูดเหล่านี้ไม่ได้เป็นการปลอบประโลมเฉินหย่าจือเท่านั้น แต่เพื่อปลอบโยนตัวเขาเองด้วย
กู้หนานที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินเบาะแสบางอย่างจากในคำพูดของผู้อำนวยการเย่ เธอมองไปที่ผู้อำนวยการเย่ จากนั้นถามว่า “ผู้อำนวยการเย่คะ งานของลู่ฮ่าวในโรงพยาบาลมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
ผู้อำนวยการเย่ดื่มไปถึงสองแก้ว ตอนนี้ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ยังไม่ทันพูดอะไรออกมา จู่ ๆ ลู่ฮ่าวก็เข้ามาช่วยพยุงเขา “ผู้อำนวยการเย่ครับ ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าอยากรู้จักเนี่ยเหล่าไม่ใช่หรือ ผมจะพาคุณไปทักทายเขาเอง”
ผู้อำนวยการเย่หยุดหัวข้อสนทนาเมื่อกี้นี้ทันที เขาหันไปพูดกับเฉินหย่าจือ “คุณเฉิน เสี่ยวกู้ นั่งลงกันก่อน ผมขอตัวไปทักทายศาสตราจารย์เนี่ยสักครู่”
“แม่ครับ นั่งกินข้าวเป็นเพื่อนหนานหน่านก่อนนะครับ”
ดวงตาของลู่ฮ่าวฉายแวววูบไหวเล็กน้อย หลังจากพูดจบ เขาก็พาผู้อำนวยการเย่เดินไปยังด้านข้างของเนี่ยเหล่า
ทันทีที่ลู่ฮ่าวจากไป เฉินหย่าจือก็มองไปที่กู้หนาน พูดอย่างครุ่นคิด “หนานหน่าน ผู้อำนวยการเย่เขาดูเหมือนมีอะไรจะพูดกับพวกเราเลยว่าไหม?”
กู้หนานตอบกลับด้วยเสียงแผ่วต่ำ “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะแม่”
เฉินหย่าจือมองกลับไปในทิศทางที่ผู้อำนวยการเย่เดินจากไป อดไม่ได้ที่จะคาดเดา “หรือว่างานของลู่ฮ่าวติดปัญหาอะไรสักอย่าง?”
กู้หนานก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน “เสร็จงานทั้งหมดแล้วเราค่อยไปถามผู้อำนวยการเย่อีกทีก็ได้ค่ะ”
กู้หนานคิดถึงท่าทีที่ผิดแปลกออกไปของลู่ฮ่าวครั้งล่าสุด เมื่อรวมกับคำพูดของผู้อำนวยการเย่เมื่อครู่ เธอก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
เป็นไปได้ไหมว่าอาการบาดเจ็บที่แขนของลู่ฮ่าวกำเริบขึ้นมาอีก?
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ เขาก็ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ถ้ามัวปกปิดความจริงจะไม่เป็นการทำให้อาการเจ็บป่วยล่าช้าขึ้นไปอีกหรือ?
กู้หนานเก็บเรื่องนี้ลงไปอยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเดินไปช่วยลู่ฮ่าวรับรองแขกอีกแรงหนึ่ง
หลังมื้ออาหาร แขกทั้งหมดต่างก็แยกย้ายกันไป เนี่ยเหล่ากลับไปที่คลินิกและเริ่มให้คำปรึกษากับคนไข้
ลู่ฮ่าวต้องกลับไปเข้าเวรกะกลางคืน กู้หนานเลยบอกให้เขากลับบ้านเพื่อนอนหลับพักผ่อนสักครู่ ส่วนเดวิดยังมีธุระอื่นที่ต้องทำ เฉินหย่าจือกับกู้หนานจึงประจำการอยู่ในคลินิกเพื่อดูแลเนี่ยเหล่าอีกทีหนึ่ง
สามวันก่อนเปิดทำการ พวกเขาติดป้ายโปรโมตคลินิกว่ารับรักษาพยาบาลฟรีที่หน้าทางเข้าสี่เล่อถาง
เวลานี้ ทันทีที่เนี่ยเหล่านั่งประจำการ คนไข้ก็มาหาเขาถึงหน้าประตูคลินิก
หลายคนแวะเวียนมาเนื่องจากชื่อเสียงของเขา
กู้หนานกำลังจะเอื้อมไปหยิบยา แต่เฉินหย่าจือกลับบอกให้กู้หนานพักผ่อน เดี๋ยวเธอจัดการเอง
“แม่ทำได้จริง ๆ หรือคะ?” กู้หนานมองไปที่เฉินหย่าจือพร้อมพูดยิ้ม ๆ
การจ่ายยาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
การผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญ การจ่ายยาก็ถือเป็นงานที่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพสูงมากเช่นกัน
นอกจากนี้ เธอจะต้องอ่านใบสั่งยาของเนี่ยเหล่าให้เข้าใจด้วย
เฉินหย่าจือตอบกลับอย่างมั่นใจ “ลองถามเนี่ยเหล่าดูสิ สมัยแม่ยังสาว แม่เคยเรียนวิชาแพทย์กับเขามาพักใหญ่ ๆ เชียวล่ะ”
ทันใดนั้นกู้หนานก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเนี่ยเหล่าเคยเล่าเรื่องราวของเฉินหย่าจือให้เธอฟังแล้ว
คลับคล้ายคลับคลาว่า เขาบอกว่าเฉินหย่าจือสุขภาพไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้ว ด้วยความที่พวกเขาอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน เขาจึงช่วยรักษาฟื้นฟูร่างกายให้กับเฉินหย่าจือ ส่วนเฉินหย่าจือก็เรียนวิชาแพทย์กับเขา
“หนานหน่าน ให้แม่สามีของเธอลองทำดูเถอะ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะยังจำสิ่งที่ฉันเคยสอนเธอในตอนนั้นได้อยู่ไหม”
เฉินหย่าจือยืนอยู่ด้านหลังตู้ยาอย่างมืออาชีพ รอให้เนี่ยเหล่าเขียนใบสั่งยาให้กับผู้ป่วย หลังจากนั้นเธอก็จัดการจ่ายยาให้ตามใบสั่งของหมอ
ถึงจะเรียกว่าใบสั่งยาเหมือนกับหมอแผนปัจจุบันทั่วไป แต่สำหรับหมอแผนจีนแล้ว ถ้าไม่ใช่ศิษย์ก็คงอ่านให้เข้าใจไม่ได้จริง ๆ
ขณะที่เฉินหย่าจือเอื้อมไปหยิบยาต่าง ๆ กู้หนานรับหน้าที่อ่านชื่อยาให้เธอฟัง
พอทั้งสองร่วมมือกัน ความเร็วในการทำงานจึงเพิ่มขึ้นมาก
เมื่อมีเวลาว่างจากการจ่ายยาให้ผู้ป่วย เฉินหย่าจือหันไปคุยกับเนี่ยเหล่าว่า “พ่อบุญธรรมคะ อีกหน่อยฉันจะมาช่วยคุณจ่ายยาที่คลินิกบ่อย ๆ ค่ะ”
“หัวหน้าใหญ่ของเธอเขาจะว่าอะไรหรือเปล่า? ที่เธอตัดสินใจมาเป็นเด็กฝึกงานของฉัน?” เนี่ยเหล่าเงยหน้าขึ้นมองเธอ
เฉินหย่าจือตอบกลับ “เดวิดเขาเป็นกำลังหลักของธุรกิจอยู่แล้วค่ะ ตอนนี้ฉันว่างงานอยู่พอดี”
เนี่ยเหล่าบอกว่า “ได้ ช่วงนี้หนานหน่านก็ไม่ค่อยคล่องตัวสักเท่าไหร่ สองคนอยู่ช่วยกันไปก่อนสักสองสามวันก็แล้วกัน ถ้าเธอทำงานได้ดี วันหลังถ้าคลินิกต้องการคนเพิ่มอีก เธอก็แวะมาช่วยได้ตลอด”
“ได้ค่ะ”
กู้หนานทำหน้าที่เป็นเจ้านาย สังเกตวิธีการจ่ายยาของเฉินหย่าจือเป็นหลักเพื่อจดจำลักษณะการออกใบสั่งยาของเนี่ยเหล่า
เธอพอจะมีพื้นฐานบ้างเล็กน้อยเกี่ยวกับยาสมุนไพรพวกนั้น แม้ว่าเธอจะไม่รู้ประโยชน์ของมันอย่างลึกซึ้ง แต่ก็พอรู้คุณสมบัติพื้นฐาน
ตลอดทั้งช่วงบ่าย เนี่ยเหล่าได้ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยถึงห้าราย วันนี้คลินิกจึงปิดทำการในเวลาห้าโมงเย็น
แต่ดูเหมือนเนี่ยเหล่าจะยังไม่บรรลุเป้าหมาย จึงต้องการนั่งรออยู่ในคลินิกต่อไปอีกสักพัก จนกู้หนานต้องมาเกลี้ยกล่อม “คุณตา อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยค่ะ จากนี้ไปเราจะเปิดให้คำปรึกษาผู้ป่วยแค่สามวันต่อสัปดาห์”
“แล้ววันอื่น ๆ ที่เหลือล่ะ?” เนี่ยเหล่าถามอย่างงงงวย
“วันอื่นเราจะขายเฉพาะยาสมุนไพรค่ะ หรือจะปิดไปเลยก็ได้”
เธอไม่สามารถจัดให้คลินิกมีหมออยู่ประจำการตลอดเวลา
เป็นอีกหนึ่งวิธีทางการตลาดเพื่อกระตุ้นความโหยหาของลูกค้าให้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นการจัดสรรตารางเวลาเพื่อเอื้อให้กับสุขภาพร่างกายของเนี่ยเหล่าอีกด้วย
จากนั้นเฉินหย่าจือก็ขับรถพาเนี่ยเหล่ากลับไปส่งที่บ้าน
[1] เสื้อถังจวง คือ เสื้อคอจีนแบบคอเสื้อตั้ง ส่วนใหญ่ทำจากผ้าแพร