เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 645 คุณป้าเนี่ยคือปูชนียบุคคล
บทที่ 645 คุณป้าเนี่ยคือปูชนียบุคคล
หลังจากวางหูโทรศัพท์ กู้หนานก็นั่งอยู่บนโซฟาคนเดียวด้วยความงุนงง
เมื่อลู่ฮ่าวกลับมาหลังจากเลิกงาน เธอก็ยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องนี้
พอลู่ฮ่าวเปิดประตู เธอถึงได้กลับมามีสติสัมปชัญญะ
“ภรรยา เป็นอะไรหรือเปล่า? คิดมากอะไรอยู่?” ลู่ฮ่าววางถุงสตรอว์เบอร์รีลงบนโต๊ะกาแฟ จากนั้นถอดเสื้อโค้ตออกพร้อมกับมองเธอแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม
กู้หนานตอบกลับ “เปล่าค่ะ คุณกินข้าวมาหรือยังคะ?”
“ฉันกินข้าวที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว”
“ฉันก็กินแล้วเหมือนกันค่ะ ซุนเฉิงพาคุณพ่อมาเยี่ยมชมโรงงาน พวกเราเลยได้ทานอาหารร่วมกัน”
“งั้นเดี๋ยวฉันไปล้างสตรอว์เบอร์รีมาให้”
ลู่ฮ่าวถือถุงสตรอว์เบอร์รีเดินเข้าไปในครัว
ในไม่ช้าจานที่เต็มไปด้วยลูกสตรอว์เบอร์รีสดก็ถูกยกออกมา เขาหยิบสตรอว์เบอร์รีขึ้นมาป้อนเข้าปากเธอ “ลองกินเร็วเข้า ฉันตัดสินใจซื้อหลังจากเลือกอยู่หลายร้าน สดมากเลย”
กู้หนานชิมก่อนจะหรี่ตาลงด้วยความพอใจ “หวานใช้ได้เลย”
หลังจากหยิบเข้าปากไปหลายต่อหลายลูก ในที่สุดจานสตรอว์เบอร์รีก็ว่างเปล่าลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเหลือลูกสุดท้าย เธอก็ยื่นมันไปจ่อปากของลู่ฮ่าว “พี่ฮ่าว กินสิคะ”
ลู่ฮ่าวหยิบสตรอว์เบอรรีแล้วยื่นกลับไปให้เธออีกครั้ง “ฉันไม่ชอบกินหรอก ชอบดูเธอกินมากกว่า”
หลังจากกินสตรอว์เบอรรีหมดแล้ว กู้หนานก็อดกลั้นไม่ได้อีกต่อไป ถามลู่ฮ่าวว่า “คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่ฉินอวิ๋นจะตกหลุมรักอาจารย์ของตัวเองอย่างจอร์จ?”
ลู่ฮ่าวมองเธออย่างสงสัย “ทำไมจู่ ๆ เธอถึงถามคำถามแบบนี้ขึ้นมาล่ะ?”
กู้หนานจึงเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับสายเรียกเข้าทางไกลจากจอร์จที่โทรหาคุณหญิงซุนในวันนี้
ลู่ฮ่าวยิ้มแล้วพูดว่า “จอร์จกำลังจะบินมาที่หลันเฉิงในเร็ว ๆ นี้ไม่ใช่หรือ? เราจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ต่อเมื่อเขามาถึงแล้ว ฉินอวิ๋นไม่เคยเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ บางทีผู้หญิงคนนั้นอาจไม่ใช่เธอด้วยซ้ำ หรือต่อให้เป็นเธอจริง ๆ เราก็ทำได้แค่รอให้พวกเขากลับมาแล้วค่อยคิด ต้องเห็นกับตาก่อนถึงจะแน่ใจได้”
“จริงของคุณ เราทำได้แค่รอเท่านั้น”
เธอคิดว่าจะโทรหาฉินอวิ๋น แต่หลังจากคิดเรื่องนี้อีกทีหนึ่งแล้ว เธอก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิด
กู้หนานเจริญอาหารมาก หลังกินสตรอว์เบอรรีเข้าไปจานใหญ่ หน้าท้องของเธอก็บวมออกมาเล็กน้อย ลู่ฮ่าวหาเสื้อโค้ตให้เธอใส่ ก่อนจะพาเธอลงไปเดินเล่นที่ชั้นล่างเพื่อย่อยอาหาร
คู่หนุ่มสาวอย่างพวกเขาถือได้ว่าเป็นคู่รักตัวอย่างของอาคารชุมชน ทันทีที่พวกเขาก้าวลงมาถึงชั้นล่าง คุณลุงและคุณป้าที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ตรงชั้นล่างก็ทักทายพวกเขาพร้อมรอยยิ้ม “คุณหมอลู่ พาเสี่ยวกู้มาเดินเล่นหรือคะ?”
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “ใช่ครับ ลงมาเดินเล่นนิดหน่อย”
“เสี่ยวกู้อยู่ในนี้สามสี่เดือนแล้วใช่ไหม?” คุณป้าที่มีประสบการณ์ทักด้วยดวงตาที่แหลมคม ถึงตอนนี้กู้หนานจะสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ และหน้าท้องยังนูนออกมาไม่ค่อยมาก แต่เธอก็สามารถบอกได้อย่างรวดเร็วว่าหญิงสาวกำลังโอบอุ้มอีกหนึ่งชีวิต
“ใช่ค่ะ สามเดือนกว่า ๆ”
ด้วยกลัวว่าถ้าอยู่นานเข้าอาจจะถูกล้อมรอบด้วยปู่ย่าตายายจนต้องตอบคำถามมากสิ่ง ลู่ฮ่าวเลยรีบเดินจูงแขนภรรยาให้ออกไปนอกลานใต้อาคาร “คุณลุง คุณป้า พวกเราขอออกไปข้างนอกก่อนนะครับ”
เมื่อลู่ฮ่าวพากู้หนานออกไปเดินเล่นริมถนน หวังชุ่ยผิง เจียงจื้อกัง และพี่ใหญ่หวังก็กลับมาถึงพอดี
เถี่ยตันวิ่งนำหน้าใคร ๆ เมื่อเขาเห็นกู้หนานและลู่ฮ่าว ก็ตะโกนทักทายอย่างมีความสุข “น้าหนาน น้าเขย”
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเขาแบบนั้น ลู่ฮ่าวที่ได้ยินถึงกับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองไปพักหนึ่ง
กู้หนานต้องกระตุกแขนของเขาแล้วเตือนว่า “เถี่ยตันเรียกคุณว่าน้าเขยด้วยล่ะ”
“เถี่ยตัน มานี่เร็วเข้า”
เถี่ยตันวิ่งไปหาพวกเขา ผู้ใหญ่สามคนที่อยู่ข้างหลังเห็นพวกเขาทั้งสองก็รีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา
“ครอบครัวนี้ไปไหนกันมาเนี่ย?” กู้หนานสังเกตเห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มของพวกเขาจึงถามไถ่
“พวกเราออกไปหาบ้านเช่ากัน” หวังชุ่ยผิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “พวกเราก็เจอแล้วด้วย ตั้งอยู่ในซอยหลังโรงงานของเราตรงนี้เอง วันนี้ฉันจ่ายเงินค่ามัดจำไปแล้วเรียบร้อย”
กู้หนานคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะหาบ้านใหม่ได้เร็วขนาดนี้
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หมายความว่าจากนี้พวกเขาจะไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านกันอีกต่อไป “พวกคุณนี่คิดไวทำไวใช้ได้เลยนะ”
“เราเพิ่งวางแผนว่าจะหาบ้านกันวันนี้เอง” หวังชุ่ยผิงอธิบาย “บ้านเช่าที่ว่าอยู่ใกล้โรงงานมาก แต่ในอนาคตถ้าย้ายไปอยู่ตรงนั้น เถี่ยตันอาจต้องใช้เวลาเดินไปโรงเรียนประมาณยี่สิบนาที แต่พวกเราสามารถผลัดกันไปรับไปส่งเขาหลังจากเลิกงานได้ หรือไม่ก็ให้เขาขึ้นรถโดยสาร”
เถี่ยตันเงยหน้าขึ้น พูดกับพวกเขาว่า “ไม่ต้องรับส่งผมหรอกฮะ ตอนกลางวันผมจะกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียน ตอนบ่ายค่อยกลับบ้านหลังจากเลิกเรียน”
กู้หนานและลู่ฮ่าวก็พลอยมีความสุขไปกับพวกเขาด้วย “แบบนั้นก็ดีเลย”
“ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน”
หลังจากกลับถึงบ้าน พี่ใหญ่หวังก็บอกว่า “ในเมื่อพวกเธอหาบ้านหลังใหม่ได้แล้ว ฉันก็ควรกลับบ้านได้แล้วเหมือนกัน แค่รู้ว่าอีกหน่อยพวกเธอจะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็โล่งใจ”
เมื่อได้ยินว่าพี่ชายคนโตกำลังจะจากไป หวังชุ่ยผิงก็เกิดความลังเลขึ้นมา เธอพยายามโน้มน้าวเขาว่า “พี่ใหญ่ อยู่ต่ออีกสองสามวันเถอะ ไหน ๆ ก็อยู่ที่นี่แล้ว หลังจากพวกเราย้ายบ้านเสร็จแล้วค่อยกลับก็ได้”
เจียงจื้อกังเองก็เชื้อเชิญให้เขาอยู่ต่ออย่างจริงใจ “ใช่แล้วพี่ใหญ่ รอย้ายบ้านเสร็จก่อนค่อยกลับก็ยังไม่สาย”
“จื้อกัง น้องสาวของฉันโชคดีมากที่ได้เจอนาย หวังว่าในอนาคตนายจะปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดี ถ้าสภาพความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น แล้วนายมีลูกกับเธออีกสักคน ครอบครัวของนายก็จะสมบูรณ์พร้อม”
พี่ใหญ่หวังได้รู้จักนิสัยใจคอและตัวตนของจื้อกังอย่างทะลุปรุโปร่งจากการอยู่ร่วมกับเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัย หรือทัศนคติด้านการใช้ชีวิตของเขา ล้วนแล้วแต่เป็นที่น่าพอใจสำหรับพี่ใหญ่หวัง
“ชุ่ยผิง เธอเองก็ควบคุมอารมณ์ให้มาก จื้อกังเป็นคนดี อย่ารังแกเขาล่ะ”
“พี่ชาย ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเขาให้ดีที่สุด” หวังชุ่ยผิงมองไปที่พี่ชายของเธอ อดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอ “พี่ใหญ่ ขอบคุณนะ ฉันเองก็โชคดีเหลือเกินที่มีพี่ชายแบบพี่ พี่กลับบ้านดี ๆ นะ กลับไปบอกพ่อกับแม่และพี่รองด้วยว่าตอนนี้ฉันสบายดี จื้อกังดีกับฉันและเถี่ยตันมาก ปีนี้ถ้าถึงวันตรุษเมื่อไหร่ ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร พวกเราสัญญาว่าจะกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมพวกเขา”
พี่ใหญ่หวังพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาต้องเห็นด้วยแน่นอน การหย่าร้างไม่ใช่ความผิดของเธอซะหน่อย พวกเขาแค่เป็นห่วงเธอก็เท่านั้น กลัวว่าเธอที่เป็นผู้หญิงกับลูกจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในเมือง ตอนนี้เธอมีจื้อกังอยู่ด้วยทั้งคน แค่นี้เราทุกคนก็โล่งใจแล้ว”
หวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกังต้องไปทำงานในช่วงกลางวัน พวกเขาจึงเริ่มเก็บข้าวของกันในตอนกลางคืน
พวกเขาตั้งใจว่าจะปล่อยเช่าบ้านหลังนี้ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ ทั้งหลายจึงไม่ถูกย้ายออกไปด้วย
ถึงเจ้าของบ้านจะอาศัยอยู่ที่นี่มานานแล้ว แต่เฟอร์นิเจอร์บางอย่างในบ้านยังมีสภาพดีอยู่ ผู้เช่าสามารถย้ายเข้าอยู่พร้อมกับของใช้ประจำวันไม่กี่อย่างได้เลย
…
หลังจากเยี่ยมชมโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแล้ว พ่อซุนเฉิงได้หารือกับซุนเฉิงว่าเขาต้องการที่จะกระจายคำสั่งซื้อบางส่วนจากสำนักงานใหญ่มาผลิตที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของกู้เจิ้งอัน เพื่อให้พวกเขาดำเนินการแบบ OEM ให้กับแบรนด์ของตนต่อไปในอนาคต
เมื่อสามีทำงาน ฝ่ายภรรยาที่อยู่ว่าง ๆ ก็เริ่มอยากมองหาเพื่อนใหม่
คุณหญิงซุนคิดว่าจะชวนเวิงอิ่งออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนอีกครั้ง แต่คราวนี้ซุนเฉิงบอกว่าเวิงอิ่งจำเป็นต้องเร่งต้นฉบับจริง ๆ ไม่ควรไปรบกวนเธอ
คุณหญิงซุนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้
ทันใดนั้นคุณหญิงซุนก็นึกถึงคำพูดของเนี่ยอวี้ฮว๋าขึ้นมา ที่แนะนำให้เธอช่วยกระตุ้นลูกชายให้พัฒนาความสัมพันธ์กับเวิงอิ่ง และเธอจะปล่อยให้ลูกสะใภ้ที่ยอดเยี่ยมคนนี้หลุดมือไปไม่ได้
ครั้งล่าสุดคุณหญิงซุนและเนี่ยอวี้ฮว๋าแลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อของกันและกันไว้ คุณหญิงซุนรู้สึกว่าเนี่ยอวี้ฮว๋าดูเป็นคนที่อัธยาศัยดี จึงโทรหาเธอและขอให้เธอออกมาดื่มชาพบปะกัน
อีกฝ่ายกระตือรือร้นมากขนาดนี้ เนี่ยอวี้ฮว๋าจึงไม่อยากทำให้คุณหญิงซุนผิดหวัง ยอมตอบรับคำชวนของเธออย่างง่ายดาย
ถึงอย่างนั้นเนี่ยอวี้ฮว๋าก็ไม่ลืมบอกซุนเฉิงและเวิงอิ่งผ่านทางกู้ย่าฮุยว่าตัวเองจะออกไปพบกับคุณหญิงซุนในวันพรุ่งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในอนาคต
ถึงอย่างไรสภาพร่างกายปัจจุบันของเวิงอิ่งก็ถือเป็นความลับที่ต้องปิดบังไม่ให้คุณหญิงซุนรู้ เนี่ยอวี้ฮว๋ากลัวว่าถ้าใครบางคนทำให้เรื่องราวรั่วไหล คนกลางอย่างเธออาจถูกเข้าใจผิดเอาได้
“คุณป้าเนี่ย ถ้าคุณมีเวลาว่าง สามารถออกไปดื่มชาเป็นเพื่อนแม่ผมได้ตลอดเลยนะครับ เธอไม่มีเพื่อนอยู่ที่นี่เลย เพราะเธอมาเที่ยวที่หลันเฉิงเป็นครั้งแรก ถ้าคุณยินดีที่จะพบและพูดคุยกับเธอ เธอต้องมีความสุขมากแน่ ๆ”
ซุนเฉิงพอจะคาดเดาได้ว่าสาเหตุที่แม่ของเขาคอยยุยงให้เขาหมั่นไปเจอกับเวิงอิ่งให้บ่อยขึ้นในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพราะป้าเนี่ยช่วยยุยงและสนับสนุน
คุณป้ายังสาวคนนี้เป็นปูชนียบุคคลของลูกหลานอย่างแท้จริง
“ได้สิ ซุนเฉิง ไม่ต้องกังวลนะ ป้ารู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด”
ช่วงนี้กู้หลันยุ่งอยู่กับธุรกิจส่วนตัวของตัวเองในปินเฉิง เฉินหย่าจือก็ยังไม่กลับมาจากต่างประเทศ เนี่ยอวี้ฮว๋ารู้สึกเบื่อหน่าย เลยอยากเป็นเพื่อนกับผู้หญิงจากกั่งเฉิงคนนี้จริง ๆ
นอกจากนี้ คุณหญิงซุนต้องรู้จักกับแม่ของเฉินรั่วหลินแน่ ๆ หลังจากแม่รั่วหลินกลับกั่งเฉิงไปในวันนั้น ทางเฉินรั่วหลินก็เริ่มกังวลว่าตัวเองอาจจะไม่ตั้งครรภ์ ถ้าคุณหญิงซุนกลับไปกั่งเฉิงแล้วเจอกับแม่ของรั่วหลินหลังจากนี้ พวกเธอจะต้องพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เนี่ยอวี้ฮว๋าวางแผนว่าในระหว่างที่กำลังพูดคุยและดื่มชากับคุณหญิงซุน เธอจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังว่าตอนนี้เฉินรั่วหลินกำลังจะกลายเป็นนักธุรกิจสาวเต็มตัว และกำลังเตรียมที่จะเปิดร้าน
ท้ายที่สุด แม่ของเฉินรั่วหลินก็เป็นผู้หญิงทำงานเหมือนกัน ทั้งยังหวังว่าตัวเองจะได้เป็นตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของกู้หลันในกั่งเฉิง ตอนนี้ลูกสาวกำลังทำธุรกิจเดียวกัน เมื่อรู้แล้วไม่แน่ว่าเธออาจให้อภัยลูกสาวที่โกหกตัวเองก็ได้ เพราะหวังผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากนี้ การโกหกนั้นเกิดจากเนี่ยอวี้ฮว๋าเป็นหลัก เธอจึงตั้งใจว่าจะรับผิดชอบ
เมื่อถึงวันนัดหมาย เนี่ยอวี้ฮว๋าและคุณหญิงซุนก็ไปดื่มชาอยู่ด้วยกัน พวกเธอพูดคุยกันอย่างได้อรรถรส สนทนากันหลายต่อหลายเรื่อง ได้รู้อะไรมากมายด้วย
[1] OEM หรือ (Origianl Equipment Manufacturer) คือ ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัทที่จะไปขายในแบรนด์ของตัวเอง โดยโรงงานประเภทนี้จะรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ตามแบบที่ลูกค้ากำหนด แล้วติดชื่อแบรนด์ หรือ จะไม่ตีตราก็ได้