เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 605 มีอะไรในใจ
บทที่ 605 มีอะไรในใจ
เมื่อหวังชุ่ยผิงกลับมาหลังจากไปรับเถี่ยตัน เธอก็เห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ที่ประตูตึกพักจากระยะไกล
สิ่งที่แตกต่างจากปกติคือเขาไม่ใช้ไม้ค้ำยัน และยืนตัวตรงอย่างคนปกติธรรมดา
เจียงจื้อกังเห็นจักรยานขับเคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงเดินไปหาพวกเขาด้วยก้าวที่มั่นคง
เถี่ยตันที่นั่งซ้อนอยู่ที่เบาะหลังตะโกนด้วยความตื่นเต้น “แม่ฮะ นั่นน้าจื้อกังนี่ เขาไม่ต้องใช้ไม้ค้ำแล้ว ขาของเขาหายเป็นปกติแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเจียงจื้อกังสามารถเดินได้ด้วยตัวเองตามปกติ หวังชุ่ยผิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบจอดจักรยานของตัวเองอย่างตื่นเต้นไม่แพ้กัน
เถี่ยตันกระโดดลงจากจักรยานแล้ววิ่งไปหาเจียงจื้อกัง
เขากอดขาของเจียงจื้อกังไว้แน่น พลางเงยหน้ามองขึ้นไป “น้าจื้อกัง เป็นไงบ้างฮะ? เท้าของน้าหายดีแล้วจริง ๆ หรือ?”
เจียงจื้อกังขยับเท้าข้างที่ได้รับการผ่าตัด พูดพร้อมรอยยิ้มว่า “อืม วันนี้น้าไปทำเอกซเรย์ หมอบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำอีกแล้ว”
“เยี่ยมเลย เยี่ยมเลย จากนี้ไปน้าจื้อกังจะกลับมาเดินได้ตามปกติแล้ว ไม่ต้องเดินกะโผลกกะเผลกอีกแล้ว” เถี่ยตันร้องตะโกนอย่างตื่นเต้นอยู่ตรงถนน
เมื่อมองไปที่ใบหน้าที่ไร้เดียงสาของเถี่ยตันแล้ว เจียงจื้อกังรู้สึกประทับใจจากก้นบึ้งของหัวใจ เขาลูบหัวของเด็กชายเบา ๆ “ใช่แล้ว น้าจะไม่เดินกะโผลกกะเผลกอีกต่อไป อีกไม่กี่วันก็จะพาเธอออกไปวิ่งเล่นได้แล้ว”
หวังชุ่ยผิงเข็นจักรยานเดินไปหาเจียงจื้อกัง โดยที่เถี่ยตันกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ ตอนนี้เธอมีความสุขมากจนไม่รู้จะพูดอะไรดี
เมื่อคืนที่ผ่านมา เธอบอกว่าจะพาเจียงจื้อกังไปตรวจร่างกายด้วยตัวเองในวันนี้ แต่เจียงจื้อกังยืนกรานว่าให้เธอไปทำงานตามปกติ ไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องเขาจนเสียงาน
วันนี้เธอจึงไม่ทำงานล่วงเวลา แวะไปโรงเรียนเพื่อรับเถี่ยตัน หลังจากนั้นสองแม่ลูกก็รีบกลับบ้านด้วยความเร็วรี่
ตลอดทั้งวันใจเธอไม่จดจ่ออยู่กับการทำงานเลย เพราะคิดถึงผลการตรวจร่างกายของเจียงจื้อกังตลอดเวลา
ถึงตอนนี้แล้ว หวังชุ่ยผิงดีใจมาก อดตื้นตันจนน้ำตาคลอไม่ได้
เจียงจื้อกังมองไปทางหวังชุ่ยผิงที่มีสีหน้าตื่นเต้น พลางส่งยิ้มให้เธอ
“ชุ่ยผิง ขาของผมหายดีแล้ว”
“อืม ในที่สุดนายก็หายจากความเจ็บปวดซะที” หวังชุ่ยผิงน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกยินดีกับเจียงจื้อกังจริง ๆ เริ่มมีความหวังเกี่ยวกับเรื่องในอนาคตของพวกเธอแล้วด้วย
เจียงจื้อกังชักชวนว่า “ไปกันเถอะ วันนี้เราออกไปร้านอาหารกัน”
“หนานหน่านล่ะ? เราควรชวนเธอมากินข้าวด้วยกันไหม?” หวังชุ่ยผิงถาม
ความสุขครั้งใหญ่แบบนี้ กู้หนานกับลู่ฮ่าวเองก็ควรมาทานอาหารด้วยกันเพื่อฉลองด้วย
เจียงจื้อกังบอกเธอว่า “ลู่ฮ่าวทำงานล่วงเวลา หนานหน่านเหมือนจะถูกพ่อของเธอเรียกตัวกลับไป วันนี้เราไปกินข้าวกันสามคนเถอะ ผมค่อยพาพวกเขาไปเลี้ยงอาหารมื้อเย็นอีกครั้งหลังได้รับเงินจากการทำงานแล้วก็ได้”
“ได้ งั้นวันนี้พวกเราจะกินอะไรดี?”
เถี่ยตันกลืนน้ำลายทันทีเมื่อได้ยินว่าวันนี้ตัวเองจะได้กินมื้อพิเศษ เขามองไปที่หวังชุ่ยผิงด้วยความคาดหวัง “แม่ครับ ผมกินปลาได้ไหม? ผมอยากกินปลา”
หวังชุ่ยผิงตอบตกลงอย่างใจกว้าง “เอาสิ ถ้าอย่างนั้นวันนี้พวกเราไปกินปลากัน ไปร้านอาหารกันเถอะ แม่จ่ายเอง”
บรรยากาศของทั้งสามคนอบอุ่นกลมเกลียวทีเดียว
วันนี้หวังชุ่ยผิงมีความสุขมาก เธอสั่งอาหารมากมายหลายอย่าง แม้กระทั่งเจียงจื้อกังก็ปรามเธอไม่ได้
เถี่ยตันถึงกับปรบมือด้วยความตื่นเต้น ยกยอผู้เป็นแม่ไม่หยุดปาก
เถี่ยตันเดินวนไปรอบ ๆ ภายในร้านอาหาร รอจนบริกรยกอาหารมาวาง จากนั้นก็นั่งลงอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มจัดการกับอาหารตรงหน้า
“เอ้านี่ กินเยอะ ๆ นะ” หวังชุ่ยผิงจัดแจงคีบผักให้เถี่ยตันและเจียงจื้อกัง ทั้งยังเลาะก้างปลาออกให้เถี่ยตันกินง่าย ๆ
“คุณกับเถี่ยตันเองก็ต้องกินเยอะ ๆ คุณก็เห็นนี่ว่าช่วงนี้ผมเจริญอาหารมาก”
เมื่อหวังชุ่ยผิงเห็นว่าเจียงจื้อกังคอยตักอาหารให้เธออย่างเอาใจใส่ หัวใจของเธอพลันอบอุ่นขึ้นมา เธอคีบทุกอย่างเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่รับประทานอาหาร เธอมองไปที่เจียงจื้อกังแล้วถามว่า “ตอนนี้นายหายดีแล้ว ยังคิดจะกลับไปทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ไหม?”
“ไป ผมอยากกลับไปทำงาน”
หวังชุ่ยผิงชำเลืองมองเขา ก่อนจะถามหยั่งเชิงอีกครั้ง “แล้ว… แล้วนายจะกลับบ้านเกิดเมื่อไหร่?”
“กลับบ้านเกิด?” เมื่อได้ยินหวังชุ่ยผิงพูดถึงบ้านเกิดของเขาขึ้นมา การแสดงออกของเจียงจื้อกังก็เริ่มไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย เขาไม่กล้ามองสบตาหวังชุ่ยผิงด้วยซ้ำ
แต่สำหรับหวังชุ่ยผิงแล้ว เธอตีความปฏิกิริยาของเขาเป็นอย่างอื่น
เมื่อไม่กี่วันก่อน เจียงจื้อกังบอกว่าเขาจะกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อเอาสมุดทะเบียนบ้านและจดหมายแนะนำตัวมาใช้จดทะเบียนสมรสกับเธอ
ตอนนั้นหวังชุ่ยผิงยังบอกว่าเธอเองก็ต้องการติดตามเจียงจื้อกังกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขาด้วยเหมือนกัน เธอกลัวว่าเจียงจื้อกังจะถูกรังแกเมื่อเขากลับไปเพียงลำพัง และอาจไม่ได้แม้แต่สมุดทะเบียนบ้าน
นั่นเป็นเพราะเธอเคยได้ยินว่าเจียงจื้อกังมักจะถูกคนในหมู่บ้านดูถูกเหยียดหยามเสมอ ว่าชาตินี้เขาคงไม่สามารถแต่งภรรยาได้ หวังชุ่ยผิงจึงต้องการกลับไปกับเจียงจื้อกัง เพื่อแสดงให้คนในหมู่บ้านเห็น เขาจะได้รู้สึกภาคภูมิใจ
ตอนนั้นเจียงจื้อกังตกลง บอกว่าเขาจะพาเธอกลับไปที่บ้านเกิดด้วยกัน
หวังชุ่ยผิงจึงโทรกลับไปหาครอบครัวของตัวเอง บอกว่าเธอได้พบกับคู่ชีวิตคนใหม่แล้ว พี่ชายของเธอยังบอกด้วยว่าเขาจะเดินทางเข้าเมืองไปเจอเจียงจื้อกังเมื่อมีเวลา
หวังชุ่ยผิงเลยไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เจียงจื้อกังถึงดูซึมแบบนี้?
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเจียงจื้อกัง เพราะในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดคุยเรื่องการเดินทางกลับบ้านเกิดอีก พอเธอเป็นฝ่ายเปิดประเด็น เขาก็มักจะหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้เสมอ
จู่ ๆ หวังชุ่ยผิงก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา คาดเดาทุกอย่างไปสารพัด
แต่เธอไม่มีความกล้าที่จะถามเจียงจื้อกังว่าเขาตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่า?
เท้าของเขาหายดีแล้ว กลายเป็นคนปกติอย่างสมบูรณ์ เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะไม่ต้องการแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดอย่างเธออีกต่อไป
เจียงจื้อกังเมื่อรู้ตัวว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เคยสนุกสนานกลับเงียบงัน เขาจึงหยิบตะเกียบมาคีบอาหารในจานให้หวังชุ่ยผิง “กินเยอะ ๆ นะ”
หวังชุ่ยผิงเพียงตอบรับเงียบ ๆ
ปากของเถี่ยตันเลอะไปด้วยน้ำมัน ถึงอย่างนั้นเขาก็มองออกว่าผู้ใหญ่ทั้งสองมีบางอย่างอยู่ในใจ
ท้ายที่สุดอาหารบนโต๊ะก็กินไม่หมด จนหวังชุ่ยผิงต้องขอให้พนักงานห่อใส่ถุงกลับบ้านให้
หลังจากกลับถึงบ้าน หวังชุ่ยผิงบอกให้เถี่ยตันหิ้วถุงอาหารเดินเข้าบ้านไปก่อน จากนั้นเธอก็หยุดยืนอยู่ข้างหลังเจียงจื้อกังที่กำลังจะเปิดประตู ถามขึ้นว่า “จื้อกัง นายมีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่า?”
เธอเป็นคนใจร้อน แน่นอนว่าเธอไม่คุ้นเคยกับความอึดอัดที่ไม่สามารถหาคำตอบได้แบบนี้
ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม เธอคิดว่าควรถามโดยตรงจะดีที่สุด
เจียงจื้อกังหยุดชะงักไปชั่วขณะขณะหมุนลูกบิด ก่อนจะหันมามองเธอ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้น?” เขาทำหน้าสงสัย
หวังชุ่ยผิงมองเขาแล้วถาม “นายยังวางแผนจะไปเอาสมุดทะเบียนบ้านที่บ้านเกิดอยู่ไหม?”
“ผมจะกลับเร็ว ๆ นี้” เจียงจื้อกังจ้องมองเธอแวบหนึ่ง สุดท้ายก็ยังเลือกที่จะหลบสายตา
การหลบเลี่ยงของเขาทำให้หัวใจของหวังชุ่ยผิงยิ่งจมดิ่ง
“จื้อกัง ถ้านายรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาด สามารถบอกฉันมาตามตรงได้เลย ฉันเข้าใจดี” หวังชุ่ยผิงเดินไปใกล้เขา แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พลางพูดว่า “ฉันแอบรู้สึกว่าช่วงนี้นายดูคิดมากกับอะไรบางอย่าง ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย”
ทันใดนั้นเจียงจื้อกังก็เปิดประตู พูดกับเธอว่า “ชุ่ยผิง เข้าไปข้างในก่อนเถอะ”
ยืนอยู่ข้างนอกแบบนี้ ผู้คนที่เดินขึ้นลงบันไดคงได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันหมด จากนั้นเรื่องซุบซิบก็จะแพร่กระจายไปทั่ว ดังนั้นอย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นเลยจะดีกว่า
เจียงจื้อกังเปิดประตูค้างไว้แบบนั้น หวังชุ่ยผิงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตามเข้าไป
เขาปิดประตู มองหน้าเธอ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะเปิดปากพูดเรื่องเลวร้ายในครอบครัวอย่างไรดี
“บอกฉันสิ นายกำลังคิดอะไรอยู่?”
ใบหน้าของหวังชุ่ยผิงสงบ มีแต่ตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้เธอรู้สึกประหม่าแค่ไหน
เธอกลัวว่าจะได้ยินคำตอบที่ทำให้ตัวเองต้องผิดหวัง
เป็นเรื่องยากสำหรับเธอกว่าจะปลดปล่อยตัวเองจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวได้ และยังเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะรวบรวมความกล้าเพื่อโน้มน้าวใจตัวเองให้ยอมก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น
หลังเจียงจื้อกังสบตากับหวังชุ่ยผิง เขาไม่มีความคิดจะหลบสายตาอีก แต่มองไปที่เธอตรง ๆ
เขาใช้เวลานานมากกว่าจะรวบรวมความกล้าแล้วพูดว่า “ชุ่ยผิง ในอนาคตคุณอาจต้องลำบากมากถ้าเลือกอยู่กับผม”
“ฉันไม่กลัวความลำบาก”
หวังชุ่ยผิงมองเจียงจื้อกังที่กำลังขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเขาไม่ได้มีความคิดจะตัดความสัมพันธ์แต่อย่างใด
บางทีเขาอาจจะกำลังกังวลเรื่องอื่นอยู่ หวังชุ่ยผิงจึงลดระดับน้ำเสียงให้ผ่อนเบาลง ถามใหม่ว่า “นายเป็นอะไรไป? หรือว่ากำลังกังวลเรื่องเงินอยู่?”
“แม่ของผมป่วย”
“แม่นายป่วยแล้วยังไง?”
เจียงจื้อกังเงียบไปสองสามวินาที จากนั้นก็พูดต่อ “หนานหน่านเล่าให้ฟังว่าแม่ผมเหมือนจะป่วยด้วยโรคเนื้องอก จะต้องเข้ารับการผ่าตัดในเร็ว ๆ นี้ ที่จริงผมสับสนมาก ไม่รู้ว่าจากนี้ควรทำยังไงดี ถึงเธอจะปฏิบัติต่อผมไม่ดีนัก แต่ถึงยังไงเธอก็ยังเป็นแม่ของผม ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีความสามารถพอที่จะควบคุมเธอ ก็เลยกลัวว่าถ้าผมพาคุณกลับบ้านเกิด แล้วเจอกับครอบครัวแย่ ๆ ของเรา คุณอาจกลัว”
หลังจากที่หวังชุ่ยผิงได้ยินคำอธิบายของเขา ไม่เพียงแต่เธอจะไม่รู้สึกไม่พอใจ กลับกลายเป็นรู้สึกโล่งใจมากกว่าเก่า “ที่ช่วงนี้นายคิดมาก ก็เป็นเพราะเรื่องนี้งั้นหรือ?”
เจียงจื้อกังพยักหน้ารับโดยดี “อืม ผมไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องนี้กับคุณยังไงดี”