เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 604 ขาของเจียงจื้อกังหายดีแล้ว
บทที่ 604 ขาของเจียงจื้อกังหายดีแล้ว
กู้หนานยิ้มพร้อมพูดว่า “กลับไปได้สิ รอให้หายดีเมื่อไหร่ก็กลับไปทำงานได้ทุกเมื่อ”
เมื่อได้ยินว่าเขายังสามารถไปทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้ เจียงจื้อกังก็ยิ้มอย่างจริงใจ เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก เริ่มคิดถึงชีวิตในอนาคตของตัวเอง “พอฉันหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะรีบทำงานหาเงินโดยเร็วที่สุด คงต้องหาเช่าบ้านไปพลาง ๆ ก่อน จากนั้นค่อยกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อขอสมุดทะเบียนบ้านและจดหมายแนะนำตัว ฉันกับหวังชุ่ยผิงจะได้ไปจดทะเบียนสมรสกันแต่เนิ่น ๆ ต่อจากนี้ไปเราสองคนจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดี”
ขณะที่ฟังคำพูดของเจียงจื้อกัง กู้หนานรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ความจริงแล้ว เจียงจื้อกังควรมีความสุขกับชีวิตใหม่ที่หวานชื่นอย่างราบรื่น
แต่เรื่องที่บ้าน…
“จริงสิ พี่ชาย หนูมีอะไรจะบอก”
พอเจียงจื้อกังพูดถึงการกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อขอรับสมุดทะเบียนบ้าน กู้หนานก็ใช้โอกาสนี้พูดเข้าประเด็น
เจียงจื้อกังเห็นว่าการแสดงออกของกู้หนานค่อนข้างจริงจัง รอยยิ้มบนใบหน้าเขาพลันหยุดชะงักทันที
ชายหนุ่มยืดหลังนั่งตัวตรงแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“แม่ของพี่ป่วย” กู้หนานบอก
เจียงจื้อกังหรี่ตาหลังได้ยินกู้หนานพูดถึงแม่ของเขาแบบนั้น
เขาถามอย่างไม่ยี่หระ “ป่วย? แล้วยังไง?”
กู้หนานตอบว่า “หนูได้ยินมาว่ามีเนื้องอกเติบโตในร่างกาย ดูเหมือนว่าจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อยื้อชีวิต ก่อนหน้านี้หล่อนก็เพิ่งจะบังคับให้เจียงเหมยแต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้เพราะหวังค่าสินสอดของเจียงเหมย บอกว่าจะใช้มันเป็นค่ารักษาพยาบาลในการผ่าตัด หนูเลยคิดว่าควรบอกเรื่องนี้กับพี่”
เมื่อได้ยินข่าวดังกล่าว เจียงจื้อกังไม่แสดงความกังวลใด ๆ บนใบหน้าเลย แถมยังเยาะเย้ยถากถางซ้ำ “กลัวว่าแม่จะงัดมุกเดิม ๆ ออกมาใช้อีกแล้วสิ”
เอาเงินค่าสินสอดของเจียงเหมยไปรักษาตัวงั้นหรือ?
เจียงจื้อกังเคยคิดว่าแม่ของเขาป่วยจริง ๆ สมัยที่ขายกู้หนานให้ไปแต่งงาน
ตอนนั้นหล่อนนอนนิ่งอยู่บนเตียงเตา แสร้งทำเป็นทุกข์ทรมานด้วยโรคภัย ร้องครวญครางโอดโอยตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าเขาหลงเชื่อว่าแม่คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว
ใครจะรู้ว่าทันทีที่ได้เงินค่าสินสอดของกู้หนาน หล่อนก็ลุกพรวดขึ้นจากเตียงเตาเพื่อนับเงินทั้งหมดที่ได้ ไม่มีอาการของโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ ทั้งสิ้น
กู้หนานเข้าใจปฏิกิริยาของเจียงจื้อกังในเวลานี้ดี
ตอนแรกที่รู้ว่าหวังเซิ่งหลันป่วย เธอก็แสดงปฏิกิริยาไม่ต่างจากเขา
กู้หนานถอนหายใจ พูดกับเจียงจื้อกังด้วยสีหน้าจริงจังว่า “คราวนี้ เธอไม่เหมือนคนแกล้งป่วยเลยค่ะ หมอเนี่ยไปตรวจดูอาการของแม่บุญธรรมแล้ว เขาวินิจฉัยว่ามันเป็นเนื้องอกจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน สีหน้าของเจียงจื้อกังก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
เขานั่งนิ่งอยู่ที่นั่น ไม่พูดอะไรเป็นเวลานาน
“ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?” เขาถาม
กู้หนานตอบว่า “หนูก็ไม่รู้สถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเป็นเนื้องอกก็ไม่พ้นต้องผ่าตัดออก”
สีหน้าของเจียงจื้อกังผันผวนไม่นานนัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า “แม่มีลูกชายคนเล็กคอยดูแลอยู่ทั้งคน เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันแล้ว”
แม่ของเขาไม่เคยปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นลูกชายเลย หลังจากได้พบกับเจียงย่าเจี๋ย หล่อนถึงกับพูดต่อหน้าเจียงย่าเจี๋ยว่าต้องการตัดความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกกับเขาซะ เรียกเขาว่าหมาป่าตาขาวด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่เขานึกถึงเรื่องเหล่านั้น เขาจะรู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ออก
“ดูเหมือนเจียงย่าเจี๋ยเองก็หนีไปแล้วเหมือนกัน เขาอ้างว่าตัวเองไปทำงานไกลบ้านเพื่อหาเงิน แต่หนูไม่รู้ว่าเขาไปไหน รับประกันไม่ได้ว่าเขาจะกลับไปหรือเปล่า”
กู้หนานมองไปที่เจียงจื้อกัง พูดต่อว่า “นี่คือข่าวทั้งหมดที่หนูเพิ่งรู้มาจากเจียงผิง หนูฟังแล้วก็เลยคิดว่าควรบอกความจริงกับพี่”
“ฉันเข้าใจแล้ว”
เจียงจื้อกังลดสายตาลงต่ำ ตอบกลับเบา ๆ ว่า “ฉันอยู่ในสภาพนี้ คงกลับไปที่นั่นไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้หรอก ค่อยพูดเรื่องนี้กันอีกครั้งหลังจากที่ฉันหายดีแล้วดีกว่า”
“ได้ อีกไม่กี่วันหนูจะมารับพี่ไปหาผู้อำนวยการเย่เพื่อประเมินสุขภาพและทำการเอกซเรย์ ถ้าเขาอนุญาตให้ถอดเฝือกได้ พี่ก็กลับไปทำงานตามปกติได้แล้ว”
กู้หนานไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
เจียงจื้อกังเป็นลูกชายของหวังเซิ่งหลัน เรื่องที่ว่าเขาจะยินดีกลับไปดูแลหวังเซิ่งหลันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขาเอง เธอมีหน้าที่เอาข่าวมาบอกกล่าวเท่านั้น
“งั้นหนูกลับก่อนนะ”
หลังจากที่กู้หนานจากไปแล้ว เจียงจื้อกังยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางเหม่อลอย มองออกไปนอกหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความทรงจำต่าง ๆ ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ในใจ
เขาถูกรังเกียจ ถูกดูหมิ่น ทั้งยังถูกมองว่าเป็นกุลี…
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มจำได้ว่าเพื่อที่จะให้เขาได้แต่งงานออกเรือน พ่อแม่ของเขาเร่ไปขอความช่วยเหลือจากแม่สื่อแทบทุกที่ และทุกครั้งที่ล้มเหลวจากการจับคู่ พวกเขาก็เริ่มดูถูกเขาด้วยถ้อยคำต่าง ๆ นานา
ต่อมาจึงคิดวางแผนที่จะขายเจียงผิงจากครอบครัวของอารองให้ไปแต่งงานแทนเขา
ล่าสุดก็ขายเจียงเหมยโดยอาศัยการที่เธอไปหลับนอนกับอู๋เอ้อร์จู้โดยไม่ได้ตั้งใจ
เจียงจื้อกังรู้สึกผิดหวังในทันใด
ผิดหวังกับความไร้ความสามารถของตัวเองเหลือเกิน
…
หลังพักผ่อนเป็นเวลาสองวัน กู้หนานก็ไปที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนจีน
พอเห็นว่ากู้หนานกำลังตั้งครรภ์ ผู้อำนวยการหลี่จึงอนุโลมไม่ให้เธอมาทำงาน เขาจะออกใบรับรองการฝึกงานให้เธอแทน แล้วให้เธอพักผ่อนดูแลตัวเองอยู่ที่บ้าน ระหว่างนี้ก็ทบทวนความรู้ไปด้วย สภาพแวดล้อมภายในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนไม่ดีสำหรับคนท้องที่จะทำงานตลอดทั้งวัน
กู้หนานรอเอกสารจากผู้อำนวยการหลี่ จากนั้นก็กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบในอีกไม่กี่วัน
วันสอบ ลู่ฮ่าวขอเปลี่ยนกะเป็นพิเศษเพื่อไปกับเธอด้วย
การสอบเอาใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีนแบ่งออกเป็นการสอบภาคทฤษฎี และการสอบทักษะวิชาชีพขั้นพื้นฐาน แน่นอนว่าการสอบภาคทฤษฎีคือการตอบคำถาม
สำหรับการสอบทักษะวิชาชีพนั้นมีเนื้อหาที่ค่อนข้างเข้มข้น เป็นสาเหตุที่กู้หนานไม่กล้าหย่อนยาน
รอบแรกคือการวิเคราะห์เวชระเบียน ที่มีการระบุเคสทางคลินิก ผู้สมัครจะถูกขอให้วิเคราะห์เวชระเบียน และให้ใบสั่งยา วิธีพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับกู้หนาน เธอเคยติดต่อกับผู้ป่วยจำนวนมากมาตั้งแต่สมัยชาติก่อน การสอบค่อนข้างคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ต่างเวลาก็เท่านั้น
ถึงอย่างนั้นกู้หนานก็ตั้งใจอย่างเอาจริงเอาจัง ผ่านการสอบอย่างง่ายดาย
รอบสองเป็นการทดสอบทักษะวิชาชีพพื้นฐาน ซึ่งแทบไม่มีปัญหาเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจลิ้น การตรวจชีพจร การฝังเข็ม การครอบแก้ว การรมยา ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเป็นงานที่เธอทำเป็นกิจวัตรทุกวัน ชาตินี้เธอมีโอกาสได้รักษาผู้ป่วยมามาก ทักษะเหล่านี้จึงยังไม่ขึ้นสนิม
รอบที่สามคือการปฏิบัติ จะต้องรับฟังคำบอกเล่าอาการของผู้ป่วย และทำการตรวจด้วยวิธีทางการแพทย์แผนจีน นอกจากนี้ยังเป็นการทดสอบทักษะการสื่อสารของผู้สมัครสอบ รวมถึงวิธีการดูแลผู้ป่วยอย่างมีจรรยาบรรณ
กู้หนานซึ่งกำลังตั้งท้องต้องเข้ารับการทดสอบที่สำคัญแบบนี้ หลังจากเสร็จสิ้นทุกกระบวนการเธอก็รู้สึกเหนื่อยมาก พอสอบเสร็จ เธอนอนหลับทั้งวันเพื่อพักผ่อน
ระหว่างรอผลการสอบ เธอพาเจียงจื้อกังไปโรงพยาบาล
เจียงจื้อกังได้รับการผ่าตัดเป็นเวลาครบสามเดือนแล้ว ถ้าไม่มีปัญหาหลังจากการตรวจซ้ำ เขาสามารถถอดเฝือกออกและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้
เมื่อกู้หนานมาเจอเจียงจื้อกังในวันนี้ เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องของหวังเซิ่งหลันอีก ส่วนเจียงจื้อกังก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งสองไปโรงพยาบาล เข้าพบผู้อำนวยการเย่ ผู้อำนวยการเย่ตรวจดูอาการให้ จากนั้นก็ทำการเอกซเรย์ หลังผลออกเขาจึงบอกว่ากระดูกประสานกันเป็นอย่างดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำเพื่อช่วยพยุงตัวอีกต่อไป
เจียงจื้อกังถูกขอให้เดินไปตามทางเดินโดยที่ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ
ตั้งแต่เจียงจื้อกังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลหลายคนคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี ทุกคนจึงรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อเห็นว่าเขาสามารถเดินเหินได้ตามปกติโดยไม่มีการกะเผลก
แน่นอนว่าผู้ที่ดีใจยิ่งกว่าก็คือเจ้าตัว
ผู้อำนวยการเย่ยิ้มกว้าง พลางปรบมือให้กำลังใจเจียงจื้อกัง “พ่อหนุ่ม ได้เวลาเริ่มชีวิตใหม่ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว”
“ขอบคุณมากครับ ผู้อำนวยการเย่” เจียงจื้อกังในขณะนี้น้ำตาคลอ โค้งคำนับผู้อำนวยการเย่ รวมถึงแพทย์และพยาบาลที่เฝ้าดูเขาอยู่ตรงทางเดิน
ผู้อำนวยการเย่มองไปที่เจียงจื้อกัง ด้วยความรู้สึกยินดีที่ประสบความสำเร็จ เขายิ้มรับ “ด้วยความยินดี เป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราในฐานะแพทย์อยู่แล้วที่ต้องบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วย ตอนนี้คุณสามารถไปทำงานได้ตามปกติ ถึงอย่างนั้นก็อย่าได้หักโหมจนเกินไป”
“ผู้อำนวยการเย่ ผมเข้าใจแล้วครับ”
ผู้อำนวยการเย่พูดว่า “เอาล่ะ กลับบ้านเถอะ”
กู้หนานหันไปพูดกับผู้อำนวยการเย่ “ผู้อำนวยการเย่ พวกเราไม่รบกวนเวลาทำงานของคุณแล้ว เราสองคนขอตัวก่อนนะคะ”
“อืม”
เมื่อเดินผ่านห้องตรวจแผนกผู้ป่วยนอกของลู่ฮ่าว เห็นว่าผู้ป่วยรายหนึ่งเพิ่งออกมาจากห้องนั้นพอดี ประตูแง้มไว้ปิดไม่สนิทซะทีเดียว ลู่ฮ่าวกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาในเสื้อกาวน์สีขาว เขาเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มให้กู้หนานจาง ๆ
กู้หนานก็มองเห็นเขาเช่นกัน เธอเลิกคิ้ว โบกมือให้ ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลไปพร้อมกับเจียงจื้อกัง