เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 595 ปกปิดโรค
บทที่ 595 ปกปิดโรค
เวิงอิ่งถามซุนเฉิงอย่างกระวนกระวายว่าเขาพูดถึงเธอกับพ่อแม่ของเขายังไงบ้าง
ซุนเฉิงตอบว่า “ผมบอกว่าผมกำลังตามจีบคุณอยู่”
เวิงอิ่งประสานมือเข้าด้วยกัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วพูดว่า “ถ้าเป็นแบบนั้น ตอนพวกเขามาถึง ถ้าพวกเขาถามหาฉัน คุณก็แค่บอกไปว่าคุณยังตามจีบฉันไม่สำเร็จ ฉันยังไม่อยากเจอคุณลุงกับคุณป้าในตอนนี้เลยค่ะ”
เธอไม่ได้เตรียมใจไว้เลยจริง ๆ
เธอไม่มีความมั่นใจใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าเกิดพวกเขาคัดค้านไม่ให้พวกเธอทั้งสองอยู่ด้วยกันล่ะ? ถ้าพวกเขาไม่พอใจรูปร่างของเธอขึ้นมาล่ะ?
ซุนเฉิงสบตาเธอ จับมือเธอเบา ๆ แล้วพยายามปลอบโยน “เสี่ยวอิ่ง ผมหวังว่าคราวนี้คุณจะได้พบกับพวกเขา เรื่องระหว่างเราสองคนจะได้พัฒนาต่อไปอย่างถูกต้องเสียที”
“พัฒนาหรือ?” เวิงอิ่งหลุบตาลงโดยไม่รู้ตัว ก้มมองร่างกายของตัวเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ “เราสองคนจะพัฒนาได้จริง ๆ หรือคะ? อาการป่วยของฉันยังไม่หายขาด แม้กระทั่งตอนนี้ฉันยังกินยาอยู่เลย”
“ผมยังไม่ได้บอกพ่อแม่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของคุณ”
ซุนเฉิงแสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างอดทน “ผมรู้ว่าสภาพร่างกายทำให้คุณไม่มีความมั่นใจในตัวเอง คุณกลัวว่าพวกเขาจะต่อต้านเราสองคน ผมเลยไม่ได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอแค่เรารู้กันเองสองคนก็พอแล้ว ตอนนี้แม่ชื่นชมในฐานะที่คุณเป็นนักเขียนเท่านั้น”
เวิงอิ่งยังไม่คลายกังวล “ถึงจะยังไม่บอกตอนนี้ เราก็ซ่อนมันไปตลอดไม่ได้สักหน่อยนี่คะ”
“ในอนาคตมันต้องหาย” ซุนเฉิงยิ้มให้เธอ “เชื่อผมสิ มันจะหายเป็นปกติแน่ หมอกู้ขอให้พวกเราไปหาเธอในวันพรุ่งนี้ เธอบอกว่าจะปรับสูตรยาใหม่ให้คุณ”
“ค่ะ อย่างนั้นฉันจะลองดู”
ขณะที่ครอบครัวกำลังทานอาหารมื้อเย็น ลู่ฮ่าวบอกว่าวันพรุ่งนี้กู้หนานควรไปตรวจครรภ์ซะหน่อย
เขาตักอาหารให้กู้หนานพร้อมกับพูดว่า “ฉันลองถามรองหัวหน้าประจำแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแล้ว เธอเก่งมาก วันพรุ่งนี้เธอว่างให้คำปรึกษาพวกเราพอดี ฉันเองก็มีเวลาว่างตอนเช้า ฉันจะพาไปที่นั่นเอง”
ตอนกู้หนานเพิ่งตั้งครรภ์ เธอเดินทางไปอัลตราซาวน์ด้วยตัวเองมาแล้ว ตอนนี้เธอท้องได้สามเดือน ถึงเวลาที่ควรไปตรวจร่างกาย พอรู้ว่าลู่ฮ่าวเตรียมวางแผนไว้ให้เธอแล้ว เธอก็พยักหน้า “ได้ค่ะ”
“แม่ไปกับหนานหน่านด้วยได้ไหม?” เฉินหย่าจือถามอย่างมีความหวัง
เธอเองก็อยากเห็นว่าหลานชายของเธอตอนนี้เติบโตขนาดไหนแล้ว
กู้หนานพยักหน้า “ได้ค่ะคุณแม่ ถ้ามีเวลาก็ไปด้วยกันนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นให้ลุงเดวิดเขาขับรถพาเราไปที่นั่นในตอนเช้าก็แล้วกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้น เดวิดจึงขับรถพาเฉินหย่าจือและกู้หนานไปที่โรงพยาบาลหลันเฉิง
อันที่จริง ระยะทางจากบ้านของเฉินหย่าจื่อไปยังโรงพยาบาลหลันเฉิงใช้เวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น ลู่ฮ่าวเดินไปทำงานทุกวัน เฉินหย่าจือกลัวว่ากู้หนานจะเหนื่อยเกินไป จึงยืนยันที่จะให้เดวิดขับรถไปส่ง
เมื่อพวกเขามาถึงแผนกสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาก็พบว่าลู่ฮ่าวรออยู่ที่นั่นแล้ว
“แม่ครับ แม่กับลุงเดวิดนั่งรอที่เก้าอี้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมจะพาหนานหน่านเข้าไปข้างในเอง” ลู่ฮ่าวลงทะเบียนให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็ช่วยประคองกู้หนานไปที่ห้องผู้ป่วยนอกของรองหัวหน้าแผนก
แพทย์หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ในห้องตรวจ ภายในห้องไม่มีคนไข้คนอื่น ๆ
“นี่คือรองหัวหน้าหวัง” ลู่ฮ่าวแนะนำ “หัวหน้าหวังครับ นี่คือภรรยาของผมครับ”
“สวัสดีค่ะรองหัวหน้าหวัง”
“ภรรยาของเสี่ยวลู่นี่หน้าตาสวยใช้ได้เลยนะ เชิญนั่งก่อนค่ะ” รองผู้อำนวยการหวังถาม “คุณท้องมานานแค่ไหนแล้ว?”
กู้หนานตอบว่า “เกือบสามเดือนค่ะ”
กู้หนานหยิบแผ่นอัลตราซาวน์ที่เธอเดินทางมาด้วยตัวเองครั้งล่าสุดให้คุณหมออ่านประกอบ
หลังจากอ่านผลแล้ว รองหัวหน้าหวังก็พูดว่า “งั้นวันนี้เรามาทำอัลตราซาวน์กันอีกครั้ง นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการตรวจค่าเลือดและตรวจค่าตับกับค่าไตด้วย”
“ได้ค่ะ”
รองหัวหน้าหวังออกเอกสารให้ “ไปตรวจร่างกายตามนี้นะคะ เสร็จแล้วค่อยเอาผลมาให้ฉันดูอีกครั้ง”
“ค่ะ ขอบคุณรองหัวหน้าหวัง”
ลู่ฮ่าวจึงพากู้หนานไปที่ห้องอัลตราซาวน์
ในระหว่างการอัลตราซาวน์ ลู่ฮ่าวก็ขอเข้าไปในห้องตรวจด้วย เขาอยากดูสถานการณ์ในระหว่างการอัลตราซาวน์ด้วยเหมือนกัน
แพทย์ในห้องอัลตราซาวน์รู้จักลู่ฮ่าวอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าเขาจ้องมองที่เครื่องโดยไม่ขยับเขยื้อนสายตา เธอก็คลี่ยิ้ม “ทุกอย่างปกติดีค่ะ ลองฟังสิ อัตราการเต้นของหัวใจดีมาก พัฒนาการทารกปกติดีทุกอย่าง จากนี้ให้หมั่นมาตรวจสุขภาพก่อนคลอดอย่างตรงเวลานะคะ”
“ครับ”
หลังจากการอัลตราซาวน์เสร็จสิ้น ลู่ฮ่าวก็ค่อย ๆ ช่วยพยุงกู้หนานให้ลุกขึ้น จากนั้นขอให้เธอออกไปรอข้างนอกก่อน ส่วนเขาจะเข้าไปรอรับผลอัลตราซาวน์เอง
หมอในห้องอัลตราซาวน์ยังพูดติดตลกว่าเธอเคยเห็นแต่หมอลู่ในเวอร์ชันเงียบขรึมเย็นชา ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะดูแลคนรักได้ดีขนาดนี้
หลังจากรับแผ่นอัลตราซาวน์มาแล้ว ทั้งสองคนก็มองภาพบนแผ่นอัลตราซาวน์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุข
ชีวิตเล็ก ๆ ที่พวกเขาสร้างขึ้น กำลังจะได้พบกับพวกเขาในอีกหกเดือนหลังจากนี้
“เขาจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันนะ?”
“ต้องเป็นผู้หญิงอยู่แล้ว”
เฉินหย่าจือและเดวิดกำลังรออยู่ข้างนอก เมื่อเห็นพวกเขาพูดคุยกันและหัวเราะ ก็รีบเดินเข้าไปสมทบกับพวกเขาทันที
“เป็นยังไงบ้าง?”
ลู่ฮ่าวแสดงแผ่นอัลตราซาวน์ให้พวกเขาดู “ทุกอย่างปกติดีครับ”
“หนานหน่าน นั่งอยู่กับแม่ที่นี่นะ ผมจะไปดูรายงานผลการตรวจเอง ตอนนี้ผลเลือดน่าจะออกแล้ว”
ลู่ฮ่าวประคองกู้หนานไม่ห่าง จัดท่าทางให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตรงทางเดิน “แม่กับลุงเดวิดก็นั่งรอตรงนี้ก่อนนะครับ”
เมื่อเห็นว่าลู่ฮ่าวดูแลเธออย่างออกนอกหน้าเกินไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินหย่าจือ กู้หนานก็รู้สึกอายเล็กน้อย
เฉินหย่าจือมองดูร่างสูงโปร่งลู่ลมของลูกชายที่กำลังเดินออกไปอีกทาง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เสี่ยวฮ่าวมีความสุขมากเลย เขาคงตั้งหน้าตั้งตารอทารกน้อยจะแย่”
“ใช่ค่ะแม่ เขาคงอยากได้ลูกสาว เมื่อกี้นี้ก็เพิ่งภาวนาให้ฉันอุ้มท้องเด็กผู้หญิง”
เฉินหย่าจือบอกว่า “เป็นหญิงหรือชายไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ว่าเขาจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ต่างก็เป็นสมบัติล้ำค่าของเราทั้งนั้น”
“ใช่ค่ะ พวกเขาคือสมบัติล้ำค่า”
ลู่ฮ่าวได้ใบตรวจเลือดมาแล้ว ค่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอาการของโรคโลหิตจางในขณะนี้ ส่วนผลการทำงานของตับและผลการทำงานของไต ต้องรอผลออกวันพรุ่งนี้
พวกเขาพาทุกคนกลับไปที่ห้องทำงานของรองหัวหน้าหวัง รองหัวหน้าหวังเองก็วินิจฉัยตรงกันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ จากนั้นก็แนะนำกู้หนานถึงข้อควรระวังบางประการ กำชับให้เธอเลือกรับประทานอาหารที่สมดุล และมาตรวจสุขภาพก่อนคลอดเป็นประจำ
หลังออกมาจากห้องทำงานของหมอ กู้หนานจูงลู่ฮ่าวไปอีกทางพร้อมพูดว่า “คุณกลับไปทำงานของคุณเถอะ”
“ฉันจะพาเธอไปส่งข้างนอก” ลู่ฮ่าวยังคงประคองกู้หนานไปตลอดทาง
กู้หนานบอกหลายรอบแล้วว่าไม่ต้อง เธอท้องแค่สามเดือนเท่านั้น ยังไม่ต้องการความช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้นลู่ฮ่าวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ พยุงเธอไปตลอดทางตั้งแต่ออกมาจากห้องผู้ป่วยนอก
“เอาเถอะ งั้นก็แล้วแต่คุณก็แล้วกัน”
กู้หนานแสร้งทำเป็นยันเอวตัวเองไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ยืดหน้าท้องไปข้างหน้า วันนี้เธอสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เพราะไม่อยากเผชิญกับความหนาวเย็นในตอนเช้า พอแอ่นท้องไปข้างหน้า ก็ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังท้องหกเดือนในทันที
หญิงสาวพูดแกล้งเขาไปด้วย “ที่รัก ช้าลงหน่อย”
ลู่ฮ่าวจึงพยุงเธอออกจากห้องตรวจผู้ป่วยนอก จนกระทั่งเธอก้าวเข้าไปนั่งในรถ
เฉินหย่าจือกับเดวิดเดินตามไปข้างหลัง เมื่อมองไปที่คู่รักหนุ่มสาวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ดีแล้วที่ยังหนุ่มสาวกันทั้งคู่ ตัดภาพมาที่พวกเขาซึ่งอายุปูนนี้แล้ว คงไม่กล้าเล่นอะไรแบบนี้ในที่สาธารณะแน่ ๆ
หลังจากกลับถึงบ้าน เฉินหย่าจื่อก็จัดการล้างผลไม้ให้กู้หนาน
“หนานหน่าน สตรอว์เบอร์รีพวกนี้แม่ค้าเพิ่งจะเอามาวางขายในตลาด สดใหม่มาก ลูกควรกินเยอะ ๆ นะ เคยได้ยินคนบอกว่ามันอุดมไปด้วยวิตามินเยอะเลย”
“ขอบคุณค่ะแม่ แม่ก็กินด้วยกันนะคะ”
หลังจากกินผลไม้เสร็จ เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากซุนเฉิง เขาถามว่าตอนนี้กู้หนานอยู่ที่บ้านเก่าของครอบครัวหรืออยู่ที่บ้านของแม่สามี
“ฉันอยู่ที่บ้านคุณแม่ค่ะ คุณพาเสี่ยวอิ่งมาที่นี่ได้เลย”
หลังจากนั้นไม่นาน ซุนเฉิงและเวิงอิ่งก็มาถึง
ซุนเฉิงถือถุงตาข่ายสีแดงไว้ในมือ มีแอปเปิลฟูจิสีแดงและสีส้มถูกบรรจุอยู่ในนั้น อีกมือหนึ่งถือถุงที่บรรจุนมผงอีกสองกระป๋อง
กู้หนานบ่นอุบ “พวกคุณสองคนซื้ออะไรมาเยอะแยะมากมายกัน? เราคนกันเองไม่เห็นต้องเกรงใจเลย”
ซุนเฉิงส่งของให้เดวิดและตอบกลับว่า “ฤดูนี้มีผลไม้ไม่มากนัก ผมก็เลยซื้อมาเท่าที่เห็นในตลาด ได้ยินมาว่าผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ควรกินผลไม้ให้มากหน่อย”
กู้หนานยิ้มและพูดว่า “หัวหน้าซุนนี่เป็นคนที่ละเอียดอ่อนและรอบคอบจริง ๆ เลยนะ ถ้าคุณได้แต่งงานกับเสี่ยวอิ่งและมีลูกด้วยกัน แทบไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่สามารถดูแลเธอได้”
ใบหน้าสวยงามของเวิงอิ่งปรากฏความเขินอายเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน
ถึงอย่างนั้น ลึก ๆ ในใจของเธอก็เริ่มตั้งตารอแล้วเช่นกัน
เธอเริ่มมีความหวังว่าตัวเองจะหายขาดจนสามารถหยุดกินยาได้ จะได้ใช้ชีวิตและแต่งงานมีลูกตามปกติสักที
เมื่อเห็นเวิงอิ่ง เฉินหย่าจือก็ยิ้มพลางทักทายว่า “เสี่ยวเวิ่งดูกระฉับกระเฉงขึ้นกว่าครั้งที่แล้วมาก ผิวพรรณก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เชียว”
ใบหน้าของเวิงอิ่งในวันนี้เริ่มแดงเรื่อมีเลือดฝาด ไม่ซีดขาวอย่างน่าเป็นห่วงเหมือนเมื่อก่อน ตอนนั้นเหมือนเลือดไม่ไหลเวียนมาเลี้ยงใบหน้าด้วยซ้ำ
“ใช่ค่ะคุณป้าเฉิน พักหลังมานี้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก”
เวิงอิ่งมองไปที่กู้หนานและพูดอย่างจริงใจว่า “ต้องขอบคุณยาของหนานหน่าน ถ้าไม่มีเธอ ฉันก็คงไม่มีวันนี้”
กู้หนานเดินไปดึงเธอให้นั่งลง “มา นั่งลงเร็วเข้า”
เมื่อเห็นเดวิด โดยเฉพาะเมื่อได้ยินสำเนียงของเขา ซุนเฉิงก็รู้สึกทึ่งไม่น้อย เขายิ้มพร้อมกับถามว่า “ลุงเดวิด ก่อนหน้านี้คุณเคยบอกว่าเราสองคนมาจากเมืองเดียวกัน คุณไม่กลับกั่งเฉิงมานานแค่ไหนแล้วครับ?”
เดวิดตอบกลับอย่างสบาย ๆ “เกินยี่สิบปีแล้วล่ะ”
“คุณไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานขนาดนี้เลยหรือ?” ซุนเฉิงดูประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่ ฉันย้ายไปอยู่ต่างประเทศน่ะ”
ซุนเฉิงรู้สึกว่าเดวิดไม่ได้มีท่าทีอาลัยอาวรณ์กั่งเฉิงเลยแม้แต่น้อย
โดยทั่วไปแล้ว ถ้าใครสักคนไม่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนมานานกว่ายี่สิบปี ทันทีที่มีโอกาสได้พบปะกับคนที่มาจากเมืองเดียวกัน คงไม่พ้นต้องสอบถามว่าบ้านเกิดตัวเองมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เดวิดคนนี้กลับไม่รู้สึกคิดถึงบ้านเลย
พอเห็นแบบนั้น ชายหนุ่มจึงหยุดพูดถึงเรื่องนี้อย่างรู้มารยาท