ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทสุดท้าย 3 บิดาและบุตรชาย
บทพิเศษ บิดาและบุตรชาย
ผิงอ๋องไม่เคยคาดหวังว่าบุตรชายคนโตของตนจะได้รับการชื่นชมจากจักรพรรดิเทียนฉี และแต่งตั้งให้เขาเป็นเฉิงจวิ้นอ๋อง ก่อนจะได้รับการสถาปนาเป็นองค์รัชทายาท
เมื่อได้ยินข่าวครั้งแรกเขายินดีมาก ในอดีตตอนที่พระราชบิดายังครองบัลลังก์ พระมเหสีและพระสนมเอกทรงมีอำนาจมากในราชสำนัก สตรีฝ่ายใน องค์ชาย และองค์หญิงคนอื่น ๆ ได้แต่อยู่อย่างสงบเสงี่ยม เว้นแต่อันอ๋องและองค์ชายใหญ่ซึ่งประสูติจากพระนางทั้งสอง องค์ชายคนอื่น ๆ ไม่มีใครกล้าคิดถึงเรื่องสืบราชบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย
ใครก็ตามที่มีความคิดเช่นนั้นล้วนไม่รอดเงื้อมมือพระมเหสีและพระสนมเอก
ขณะนี้เป็นคราวที่บุตรชายคนโตของตนเองที่จะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ผิงอ๋องเป็นบิดาที่ให้กำเนิดองค์รัชทายาท มีหรือจะไม่ได้รับการยกย่องและปฏิบัติอย่างดีจากผู้อื่น หากเว่ยเฉิงขึ้นครองบัลลังก์มังกร แม้เขาจะไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่ง แต่ความเป็นบิดาผู้ให้กำเนิด จักรพรรดิย่อมต้องยึดมั่นในความกตัญญู ดังนั้นฐานะของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากไท่ซ่างหวาง*[1]
ยิ่งผิงอ๋องคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น เขาเอ่ยแก่ชายารองของตนเองว่า “เมื่อเฉิงเอ๋อร์ขึ้นครองบัลลังก์ ข้าจะขอให้เขามอบตำแหน่งอ๋องที่สืบทอดทางสายเลือดได้ให้แก่เก๋อเอ๋อร์ด้วย”
บุตรชายคนโตของเขาเป็นอ๋องที่ได้รับการยกย่องในเมืองนี้ ดังนั้นบุตรชายคนรองก็ควรจะได้รับสืบทอดตำแหน่งอ๋องของเขาต่อ แต่เมื่อชายารองฉินไปตรวจดวงชะตาของบุตรชายกลับพบว่านามของเฉิงจวิ้นอ๋องสูงส่งเกินไป มันอาจจะส่งผลต่อดวงชะตาของบุตรชายคนรองได้ ทำให้นางตั้งชื่อของลูกชายคนรองตามดวงชะตาของเขา ซึ่งมีความหมายว่าป่าไม้และผืนดินเพื่อให้บุตรชายของนางปลอดภัย
ตามกฎมณเฑียรบาลของแคว้นเว่ย ลำดับของตำแหน่งจะลดลงตามการสืบทอดทางสายเลือด เช่น ชินอ๋องจะมีบุตรเป็นอ๋องเพื่อสืบทอดตำแหน่งได้ ส่วนหลานชายจะนับเป็นซื่อจื่อ และหลังจากผ่านสองรุ่นนั้นไปแล้ว ลูกหลานก็จะเป็นเพียงขุนนางชั้นสูงเท่านั้น
เมื่อเว่ยเฉิงขึ้นครองราชย์ ผิงอ๋องก็ต้องการจะสืบทอดตำแหน่งอ๋องต่อไป
ทว่าชายารองฉินผู้ละเอียดอ่อนกลับมีความกังวลขึ้นมาว่า “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาททรงสงสัยเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระมารดามาโดยตลอด อีกทั้งพระองค์ยังไม่ได้ใกล้ชิดกับท่านอ๋องในฐานะบิดาและบุตรชายนัก และพระองค์ก็ทรงไม่พอพระทัยในตัวข้าเช่นกัน หากองค์รัชทายาททรงได้ครอบครองบังลังก์เมื่อใด เกรงว่า… ข้าอาจจะไม่ได้อยู่กับท่านอ๋องไปจนแก่เฒ่าแล้ว เก๋อเอ๋อร์ผู้น่าสงสารของข้า ไม่แน่ว่าพระเชษฐาจะปล่อยเขาเอาไว้หรือไม่”
ผิงอ๋องรู้สึกแทบจะขาดใจเมื่อเห็นว่าชายารองฉินกำลังหลั่งน้ำตาออกมา
พระชายาอันเป็นสตรีที่เขาได้รับพระราชทานสมรสโดยจักรพรรดิผู้ล่วงลับ ว่ากันว่าจักรพรรดิผู้ล่วงลับเคยประสงค์จะพระราชทานนางแก่อันอ๋อง ทว่าแม้ตระกูลอันจะเป็นขุนนาง แต่พวกเขากลับไม่ได้มีอำนาจในราชสำนักมากนัก ทำให้พระสนมเอกจึงไม่ต้องการให้นางมาเป็นพระชายาของโอรสตน ดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงเปลี่ยนมาพระราชทานนางให้แก่องค์ชายฉีหยวน แต่พระมเหสีทรงทราบว่าสตรีผู้นี้คือคนที่อันอ๋องปฏิเสธมาก่อน พระองค์จึงไม่ต้องการให้นางมาเป็นพระชายาของโอรสตนเช่นกัน
เมื่อถูกปฏิเสธจากทั้งสองฝ่าย พระชายาอันเวลานั้นจึงยังไม่มีคู่ครอง แต่ความตั้งพระทัยในการหาคู่ครองให้นางของจักรพรรดิได้ถูกประกาศออกไปแล้ว หากไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ เกรงว่ามันจะทำให้นางไม่สามารถออกเรือนได้อีกต่อไป ด้วยสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ พระชายาอันจึงถูกพระราชทานแก่ผิงอ๋อง
พระชายาอันเพียบพร้อมและสง่างาม แต่ยามที่เขาเห็นนาง ผิงอ๋องมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่น่าอัปยศของตนเมื่อครั้งเป็นองค์ชาย เขาไม่มีอาภรณ์ดี ๆ สวมให้สมฐานะ ไม่ได้มีที่อยู่อันสะดวกสบายอย่างคนอื่น แม้แต่สตรีคนนี้ที่เป็นคู่ครองก็ยังเป็นเพราะพระมเหสีไม่ต้องการนาง
ทุกครั้งที่อยู่เคียงข้างพระชายาและมองนาง เขาก็มักจะรู้สึกว่ากำลังมองใบหน้าของคนอื่นในราชสำนักที่กำลังหัวเราะเยาะตนเองอยู่ เขาที่ไม่เคยกล้าคิดถึงการสืบทอดราชบัลลังก์ …แต่เหตุใดต้องมีชีวิตอย่างอัปยศเช่นนี้ด้วย?
แม้พระชายาอันจะขึ้นชื่อเรื่องมีน้ำใจไมตรีต่อผู้อื่น แต่รูปลักษณ์อันสูงส่งของนางกลับดูจอมปลอมสำหรับเขา เมื่ออยู่เคียงข้างกัน นางช่างดูมีคุณธรรมสูงส่งจนเขาไม่อยากจะหันไปมอง ดังนั้นผิงอ๋องจึงไม่เคยไยดีนาง และคิดไปว่าในใจของนางอาจจะมีอันอ๋องหรือองค์ชายใหญ่อยู่
ต่อมาเมื่อเขาได้ออกจากเมืองหลวงไปปกครองพื้นที่ในศักดินาก็ได้พบกับชายารองฉิน ครอบครัวของนางส่งตัวนางมาให้เขารับเป็นอนุ นางเป็นสตรีอ่อนโยนและขี้อายที่ยามอยู่เคียงข้างแล้วทำให้เขารู้สึกว่าจะต้องคอยปกป้อง หลังจากเห็นว่าพระชายาข่มเหงนาง เขาจึงแต่งตั้งนางเป็นชายารองเพื่อที่จะปกป้องนางจากพระชายา
เมื่อพระชายาอันและชายารองฉินให้กำเนิดบุตรชาย เขาก็พบว่าบุตรชายคนรองดูเหมือนตนเองมาก อีกฝ่ายทั้งหลักแหลมและประนีประนอม อีกทั้งยังรู้วิธีที่จะทำให้เขาพอใจตั้งแต่อายุยังน้อย แตกต่างจากบุตรชายคนโตที่มักจะมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ ดวงตาที่เย็นชานั้นมีแววเย้ยหยันเมื่อเห็นว่าเขาเอ่ยชื่นชมบุตรชายคนรอง เรื่องนั้นทำให้ผิงอ๋องไม่พอใจในตัวบุตรคนนี้
“ท่านอ๋อง ท่านมีความรักใคร่ต่อองค์รัชทายาทอย่างลึกซึ้งในฐานะบิดาและบุตรชาย แต่ท่านอ๋องโปรดอภัยให้ข้าที่ต้องเรียนตามตรง ข้าคิดว่าองค์รัชทายาททรงไม่มีไมตรีต่อท่านอ๋องอย่างที่ท่านมีต่อพระองค์เลยแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นพระองค์จะกล้าไปที่เมืองหลวงทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างไร องค์รัชทายาททรงระแวงมาโดยตลอดว่าข้าจะเป็นภัยแก่พระองค์ เพื่อเห็นแก่ท่านอ๋อง ข้าจึงยอมปล่อยเรื่องข้อครหาที่มีต่อตัวเองทิ้งไป แต่ก็คิดว่าองค์รัชทายาทน่าจะยังทรงมีความคิดเช่นนั้นอยู่เพคะ”
ชายารองฉินอยู่ในอ้อมแขนของผิงอ๋อง “ท่านอ๋อง เหตุใดท่านจึงไม่ประหารข้าและเก๋อเอ๋อร์ก่อนที่องค์รัชทายาทจะขึ้นครองบัลลังก์ล่ะเพคะ หากทำเช่นนี้องค์รัชทายาทก็จะไม่ทรงแค้นเคืองท่านอีกต่อไป…”
“ไร้สาระ! คิดว่าข้าปกป้องเจ้าและเก๋อเอ๋อร์ไม่ได้เชียวหรือ!?”
“แต่นั่น …นั่นคือองค์รัชทายาทนะเพคะ” ใบหน้าของชายารองฉินซีดลงด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องห่วง อย่ากลัวไปเลย ขอให้ข้าไตร่ตรองเรื่องนี้ดูก่อนเถอะ”
เมื่อชายารองฉินเห็นผิงอ๋องขมวดคิ้วครุ่นคิด นางก็พิงไหล่เขาอย่างอ่อนแอราวกับร่างไร้กระดูกคอยค้ำจุน “ท่านอ๋อง อันอ๋องไม่ได้สงจดหมายมาถึงท่านก่อนหน้านี้หรือเพคะ ตราบใดที่เราช่วยให้ท่านได้ขึ้นครองบัลลังก์ ในอนาคตท่านก็อาจจะได้รับตำแหน่งอ๋องที่สามารถส่งต่อให้บุตรชายได้ อันอ๋องมักจะมอบความดีความชอบให้แก่ผู้ภักดี”
ผิงอ๋องไม่ได้ชอบใจในตัวอันอ๋องนัก เพราะน้องชายผู้นี้เคยดูหมิ่นและหมางเมินต่อเขาด้วยเช่นกัน
“ท่านอ๋อง โปรดไตร่ตรองให้ดีเถอะเพคะ ตอนนี้อันอ๋องรุ่งโรจน์เป็นอย่างมาก ข้าเพียงต้องการขอร้องให้ท่านเห็นแก่ข้าที่เป็นชายาและเก๋อเอ๋อร์ที่เป็นบุตรชาย ข้าอยากจะให้ท่านคิดเรื่องนี้ให้ดีอีกครั้ง” ชายารองฉินโน้มน้าวผิงอ๋อง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
แม้วีรบุรุษก็ยังต้องพ่ายแก่หญิงงาม ผิงอ๋องจะสามารถต้านทานคำขอของชายารักได้อย่างไร
เมื่อองค์จักรพรรดิเทียนฉีสิ้นพระชนม์และเว่ยเฉิงเตรียมขึ้นครองบัลลังก์ เขาก็ได้ร่วมมือกับเชื้อพระวงศ์บางคนเพื่อตั้งข้อสงสัยต่อการขึ้นครองบัลลังก์ของบุตรชายตนเอง
น่าเสียดายที่เว่ยเฉิงเป็นคนที่มีไหวพริบมาก อีกฝ่ายจงใจปล่อยให้ทุกคนตั้งข้อกล่าวหาตนเอง และใช้โอกาสนี้จับกุมทุกคนที่แสดงตัวออกมา พร้อมมอบข้อหากบฏให้เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอันอ๋อง ทว่าผิงอ๋องถือเป็นบุพการีของเขา ดังนั้นจึงไม่สามารถสั่งลงโทษดั่งเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ ได้
แม้ผิงอ๋องจะถูกกักขัง แต่เขาก็ยังต้องมีเรือนแยกต่างหากเป็นของตนเอง
หลังจากคดีกบฏของอันอ๋องสิ้นสุดลง เว่ยเฉิงก็เดินทางไปที่เรือนหลังนั้นและมองชายที่มีรอยเหี่ยวย่นอยู่บนใบหน้า แล้วถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า “ท่านพ่อ ข้าเองก็เป็นบุตรชายในสายเลือดของท่านเช่นกันไม่ใช่หรือ เหตุใดท่านจึงได้ร่วมมือกับคนเหล่านั้นทำร้ายข้าเช่นนี้”
เหตุใดกัน?
ผิงอ๋องมองชายหนุ่มที่อยู่ต่อหน้า ใบหน้าของเขาดูคล้ายกับพระชายาอันเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ใบหน้าของอีกฝ่ายยังคล้ายคลึงกับจักรพรรดิผู้ล่วงลับอีกด้วย
เหตุใดเขาจึงต้องรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์กระทั่งกับบุตรชายที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขตนเองอย่างนั้นหรือ
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อาจจะเป็นเพราะว่า …เราเกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์กระมัง”
[1] ไท่ซ่างหวาง เป็นพระนามเรียกขานจักรพรรดิที่ทรงสละราชบังลังก์ในขณะที่มีชีวิตอยู่