ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 426 เหตุใดต้องไปโรงเตี๊ยม
บทที่ 426 เหตุใดต้องไปโรงเตี๊ยม
แคว้นเว่ยได้รับชัยชนะอย่างไร้ข้อกังขาในสงครามกับพวกเป่ยหมาน
แคว้นเว่ยกับเป่ยหมานต่อสู้ยืดเยื้อกันมานานหลายปีแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็สามารถพิชิตศัตรูได้ในคราวเดียว และไม่ต้องกลัวว่าจะมีฝ่ายตรงข้ามซุ่มโจมตีอยู่อีกต่อไป การค้าชายแดนของแคว้นเว่ยจะต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกอย่างแน่นอน
เหยียนซีเตรียมการเปิดร้านใหม่อย่างมีความสุข เพื่อรอชุมชนการค้าแห่งใหม่เปิดขึ้น
มีพระราชโองการจากฝ่าบาทรับสั่งให้โจวหงนำทัพกลับไปยังเมืองหลวง เหยียนซีเองก็วางแผนจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับทุกคนด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยระหว่างเดินทาง เนื่องจากมีกองทหารขนาดใหญ่เดินทางไปด้วย
เหยียนเฟิงหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ในฐานะแม่ทัพแนวหน้าและเป็นคนที่สังหารผู้นำเป่ยหมานได้ เขาจึงต้องเดินทางกลับไปพร้อมกับกองทัพอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งยังเกรงว่าแม้แต่จักรพรรดิก็อาจจะทรงเสด็จออกมาต้อนรับเขาที่ชานเมือง เพื่อยกย่องเขาในฐานะผู้กล้า
เขามองเหยียนซีเก็บของด้วยความกังวลเกี่ยวกับพี่น้องตระกูลฉิน “ซีเอ๋อร์ เจ้าอย่าลืมพาแม่นางฉินและคนอื่น ๆ กลับเมืองหลวงไปด้วยนะ”
หญิงสาวมองเขาแล้วเอ่ยตอบว่า “พี่ชาย ข้าไม่มีปัญหาหากท่านต้องการจะพาพวกเขาไปด้วย แต่ท่านต้องคิดว่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้วสองพี่น้องจะไปอยู่ที่ใด ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าชีวิตในเมืองหลวงไม่ง่ายดาย พวกเขาต้องเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงที่ทุกตารางนิ้วล้วนต้องมีค่าใช้จ่าย ทว่าตอนนี้พวกเขายังมีเงินไม่พอจะจ่ายค่าโรงเตี๊ยมด้วยซ้ำ”
เหยียนเฟิงมองนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ที่จวนก็มีห้องว่างอยู่ตั้งหลายห้อง เหตุใดพวกเขาต้องไปอยู่โรงเตี๊ยมด้วยเล่า” เมื่อเดินทางเข้าเมืองหลวงด้วยกันและที่จวนก็มีห้องว่างอยู่มากมาย มันจะไม่สามารถรองรับคนสองคนได้เชียวหรือ เขารู้สึกแปลกใจกับคำกล่าวเช่นนั้นของซีเอ๋อร์
เมื่อเห็นท่าทางสับสนของเขา เหยียนซีก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “พี่ชาย ท่านคิดอย่างไรกับแม่นางฉินเจ้าคะ”
คิดอย่างไรกับแม่นางฉินงั้นหรือ?
เหยียนเฟิงเบิกตากว้าง เห็นชัดว่าเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
“นี่ท่านสับสนจริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นสับสนกันแน่เจ้าคะ แม่นางฉินเป็นคนดี อีกทั้งตอนนี้ฉินซีฉือก็สอบขุนนางระดับเมืองผ่านแล้ว นางเป็นน้องสาวของจู่เหริน หากคราวนี้เขาโชคดีสอบจิ้นซื่อได้ นางก็จะกลายเป็นน้องสาวของจิ้นซื่อ สตรีอัธยาศัยดีและร่าเริงแจ่มใส ไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือเหลียวโจวย่อมต้องมีผู้ชายมากมายหมายปองจนอยากจะแต่งงานกับนาง” เหยียนซีกลัวเขาจะไม่เข้าใจจึงได้พูดออกไปตามตรงว่า “แม่นางฉินถึงกับช่วยท่านเปลี่ยนเสื้อและทำแผลให้ มันออกจะ…”
“เรื่องนั้นจะทำให้นางเสื่อมเสียหรือไม่” เหยียนเฟิงเริ่มกังวลเมื่อได้ยินสิ่งที่เหยียนซีพูดขึ้นมา
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าระหว่างที่นางช่วยเปลี่ยนผ้าพันแผลให้ท่าน นางเห็นท่านเปลือยอกแล้ว…”
“ไม่ แค่หัวไหล่เท่านั้น”
“นั่นไม่สำคัญหรอกเจ้าค่ะ อย่างไรนางก็เห็นเนื้อหนังของท่านแล้วใช่หรือไม่” เหยียนซีขัดจังหวะเหยียนเฟิง เธอจ้องเขาแล้วถามต่อว่า “ท่านอย่ามัวพูดเรื่องอื่นอยู่เลย ข้าแค่อยากรู้ว่าเมื่อท่านเห็นแม่นางฉินจากไป ท่านรู้สึกอะไรกับนางบ้างหรือไม่ ท่านเคยคิดเรื่องที่ว่าอาจจะต้องรับผิดชอบในตัวนางบ้างรึเปล่า นางเป็นสตรี แต่ก็ช่วยเหลือท่านหลายอย่าง…”
เหยียนเฟิงเบิกตากว้าง เขาเป็นคนไร้ความสามารถในการโต้เถียงกับผู้คน แม้อยากจะบอกเหยียนซีให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เมื่อคิดถึงตอนที่ฉินซีรั่วเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เป็นครั้งแรก ขณะนั้นตนเปลือยท่อนบนทั้งหมด และยังอยู่ในห้องพักกับนางเพียงลำพัง หากเรื่องเหล่านี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของนางจะต้องเสียหายอย่างแน่นอน
“ซีเอ๋อร์… คือข้า… ไม่รู้” เขาอยากจะพูดว่าตนเองต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ก็รู้สึกขัดแย้งในใจเล็กน้อย
“พี่ชาย โปรดไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะเจ้าคะ หากท่านไม่มีความตั้งใจว่าจะมีไมตรีต่อแม่นางฉิน ข้าจะช่วยเรียกแม่สื่อมา หาครอบครัวดี ๆ ในเมืองหลวงให้นางแต่งงานออกไป แต่ก็น่ากังวลว่าหากผู้คนรู้ว่านางเคยถูกเป่ยหมานลักพาตัวไปแล้วอาจจะต้องลำบาก ข้าจะลองมองหาทางอื่นให้นาง อย่างผู้จัดการโรงน้ำชาอวี่เซิ่นสักคน”
เหยียนเฟิงส่ายหน้าโดยไม่รู้ตัว “ไม่น่าจะเหมาะสม”
ผู้จัดการของโรงน้ำชาอวี่เซิ่น โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ล้วนอายุน้อยกว่าฉินซีรั่วไม่ใช่หรือ
“ท่านยังมีเวลาคิดเรื่องนี้ในระหว่างเดินทางเข้าเมืองหลวงนะเจ้าคะ เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว หากท่านไม่ได้คิดเกินเลยกับนาง ก็อย่าได้รั้งแม่นางฉินเอาไว้ใกล้ตัวอีกเลย” เหยียนซีเพิกเฉยต่อท่าทีต่อต้านของอีกฝ่าย “แต่ถ้าท่านสนใจในตัวนาง ข้าก็จะจัดที่พักให้นางอยู่ในจวนของเรา รอให้ฉินซีฉือจัดการทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยวางแผนแต่งงานหลังฤดูใบไม้ผลิ ทว่าหากไม่ได้สนใจ ข้าจะช่วยให้นางออกเรือนไปกับชายที่เหมาะสมในเมืองหลวงเอง”
หลังจากพูดเช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเหยียนเฟิงจะดูลำบากใจเพียงใด เธอก็ต้องหันหลังกลับไปยังบ้านพัก และขอให้จี๋เสียงกับหรูอี้เก็บสิ่งของให้เรียบร้อย จากนั้นก็เรียกฉินซีรั่วมานั่งรถม้าไปด้วยกัน
หลังจากที่เหยียนหลิ่วกลับมาพร้อมกับฟางหมิงอี้ นางก็มีผลงานที่ดีมาก แม้สตรีจะไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งหรือเป็นแม่ทัพได้ แต่โจวหงก็ชื่นชมหญิงสาวมาก
นางได้พบกับเหยียนเฟิงแค่ครั้งสองครั้ง ก่อนจะถูกโจวหงพาตัวไปสอบถามเรื่องต่าง ๆ ของชาวเป่ยหู
จนถึงวันที่กองทัพเริ่มออกเดินทาง ในที่สุดเหยียนหลิ่วก็ได้มาอยู่ด้านหลัง หญิงสาวขี่ม้าเองบ้าง แต่บางครั้งก็เข้ามานั่งในรถม้ากับเหยียนซี
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินซีรั่วได้พบกับเหยียนหลิ่ว นางเคยได้ยินเพียงว่าน้องสาวของแม่ทัพเหยียนติดตามกองทัพออกไปนอกชายแดนเพื่อร่วมต่อสู้กับศัตรู ตนรู้สึกว่านางช่างเป็นสตรีที่น่าประทับใจมากจนเอาแต่ถามเรื่องสงครามไม่หยุด
เหยียนหลิ่วเองก็พูดคุยอย่างมีความสุขเช่นกัน การมีเพื่อนคุยสามคนทำให้บรรยากาศไม่น่าเบื่อเลย
ระหว่างทางมีผู้เข้าสอบจากเหลียวโจวเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน บางคนสอบผ่านในปีเดียวกับฉินซีฉือ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน เมื่อทุกคนเห็นว่าเขาเดินทางไปพร้อมกับกองทัพ พวกเขาก็คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีมากและรีบเข้ามาขอเดินทางไปพร้อมกับเขาเช่นกัน
ฉินซีฉือไม่กล้าตอบตกลงโดยพลการ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธทันที และได้แต่สอบถามเหยียนซีเท่านั้น
ระหว่างที่เหยียนซีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาก็เดินตามหลังรถม้า ซึ่งมันเป็นการแสดงออกถึงมารยาทเท่านั้น เพราะหากนางไม่ยินยอมให้พวกเขาร่วมทาง ก็คงไม่ยอมให้มาเดินตามหลังรถม้าเช่นนี้อยู่ หลังจากนั้นเหยียนซีก็ตอบตกลง และจัดให้พวกเขาเข้าไปเดินอยู่กลางขบวนสินค้าของเธอด้วย
เมื่อทุกคนได้ยินว่าเจ้าของขบวนรถม้านี้คือท่านหญิงเหยียนซึ่งเป็นฮูหยินของเจ้าเมืองหลิว ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพนางด้วยความจริงใจมากขึ้น และต้องการจะกล่าวทักทายเพื่อแสดงความเคารพต่อหญิงสาวอีกด้วย
ทุกคนล้วนเป็นจู่เหริน เพราะงั้นฉินซีฉือจึงสามารถพูดคุยเรื่องตำราและความรู้ต่าง ๆ กับพวกเขาได้ มันทำให้เขามักจะนั่งอยู่กับกลุ่มผู้เข้าสอบเหล่านี้เสมอ เมื่อฉินซีรั่วไปส่งของให้พี่ชายก็หลีกเลี่ยงที่จะพบเจอคนอื่น ๆ ไม่ได้
วันนี้ทุกคนเดินทางมาถึงอันหยาง กองทัพของโจวหงตั้งค่ายพักอยู่ในป่า ส่วนเหยียนซีและคนอื่น ๆ พักค้างแรมกันที่โรงน้ำชาอวี่เซิ่นซึ่งประจำอยู่ที่นี่
เหยียนเฟิงชักชวนคนอื่น ๆ ให้ออกไปล่าสัตว์ด้วยกัน และต้องการนำไก่ฟ้าสองตัวกลับมาให้ทุกคน
เมื่อเดินเข้าไปในโรงน้ำชาก็บังเอิญได้ยินบัณฑิตจากเหลียวโจวสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ หนึ่งในนั้นกระซิบกับอีกคนว่า “ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าน้องสาวของพี่ฉินยังไม่ออกเรือน ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดแล้ว สำหรับข้านางดูธรรมดามาก แต่พี่ฉินดูรักน้องสาวมาก และนางยังดูสนิทสนมกับท่านหญิงเหยียนอีก หากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเอาไว้คงจะมั่นคงมากแน่ พี่สะใภ้จากไปได้สามปีแล้ว ข้าคิดว่าท่านพี่ควรจะคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้งกับนางดีหรือไม่”
“พี่ฉินให้ความสำคัญกับน้องสาวมากจริง ๆ ข้าเกรงว่าจู่ ๆ หากเข้าไปขอน้องสาวเขาเลย มันจะดูรีบร้อนจนเกินควร”
“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย หากท่านพี่เต็มใจที่จะแต่งงานกับแม่นางฉิน พี่ฉินก็คงไม่ติดขัด ข้าได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้แม่นางฉินเคยถูกเป่ยหมานลักพาตัวไป…”
“ว่าอย่างไรนะ!? แล้วจะให้ข้าแต่งงานกับนางได้อย่างไร พี่ฉินเองก็เช่นกัน เหตุใดจึงยอมให้สตรีที่เคยตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเป่ยหมานยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้…”
เดิมทีเหยียนเฟิงเพียงต้องการจะเดินผ่านส่วนรับแขกของโรงน้ำชาเพื่อเข้าไปยังที่พักด้านหลัง แต่เมื่อได้ยินทั้งสองพูดคุยกันเรื่องพี่น้องตระกูลฉิน เขาก็ต้องหยุดฟังก่อน คนเหล่านี้มาขอเข้าร่วมขบวนเพื่อจงใจจะเอาเปรียบสองพี่น้องตระกูลฉิน และยังพูดถึงแม่นางฉินเช่นนี้อย่างนั้นหรือ
เขาลังเลว่าจะเข้าไปจัดการทั้งสองคนนั้นดีหรือไม่ แต่สายตากลับหันไปเห็นร่าง ๆ หนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากโต๊ะต้อนรับนัก เมื่อตั้งใจมองดี ๆ แล้วก็พบว่านางคือฉินซีรั่ว
ชายหนุ่มมองจู่เหรินทั้งสอง และจดจำรูปร่างหน้าตาของพวกเขาเอาไว้ ก่อนที่จะรีบเดินตามร่างบางของหญิงสาวไป เขาสังเกตเห็นว่าไหล่ของฉินซีรั่วสั่นเล็กน้อย จึงได้เอ่ยปากเรียกนางเอาไว้ “แม่นางฉิน”
“แม่ทัพเหยียน… ท่านมาหาฮูหยินหรือเจ้าคะ ฮูหยินอยู่ในห้องรับรอง ข้าจะไปเรียก…” ฉินซีรั่วรีบเดินเร็วขึ้นอีกนิดเมื่อได้ยินเสียงของเหยียนเฟิง