ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 380 ปัญหาเรื่องคำเรียก
บทที่ 380 ปัญหาเรื่องคำเรียก
ที่ร้านอาหารเค่อหรูอวิ๋น หลังจากเหยียนซีและพ่อค้าชาวเป่ยหูตกลงทำการค้ากันเรียบร้อยแล้ว เธอก็ออกมาจากร้านอย่างมีความสุข และระหว่างที่กำลังคิดว่าจะกลับจวนเลยดีหรือไม่นั้นก็ได้ยินเสียงเรียกจากข้างตัวดังขึ้นมา “ซีเอ๋อร์”
หญิงสาวลงจากบันไดแล้วหันไปทางรถม้าที่จอดอยู่บริเวณฝั่งขวาของร้านอาหาร หลิวเหิงนั่งอยู่ในรถม้าคันนั้นแล้วยกม่านขึ้นเรียกตนอยู่
ที่นี่คือชุมชนการค้าชายแดน คนส่วนใหญ่ทราบว่าตู้กู้เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลพื้นที่แห่งนี้ แต่มีคนไม่มากที่รู้จักหลิวเหิง
หญิงสาวเดินไปที่รถม้าด้วยรอยยิ้ม “พี่เอ้อร์หลาง” เธอก้าวขึ้นไปนั่งในรถม้ากับสามี “ท่านจะไปที่บ้านของใต้เท้าตู้เลยหรือเจ้าคะ แต่ข้าคิดว่าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน”
เหยียนซีเป็นห่วงว่าการเจรจาจะล่าช้า ดังนั้นจึงสวมเพียงเสื้อคลุมง่าย ๆ และกระโปรงสีแดงทับทิมออกมา มันเป็นเสื้อผ้าที่ดูสง่างาม ทว่าไม่ฉูดฉาดเกินไป อีกทั้งยังไม่ต้องใช้เวลานานในการแต่งตัว แต่เมื่อเห็นว่าหลิวเหิงมารับถึงที่ ตนก็คิดว่าควรจะกลับไปเปลี่ยนชุดเสียหน่อยก่อนร่วมงามสำคัญหรือไม่
“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าสวยมากแล้ว” หลิวเหิงจับมือนางและรู้สึกว่ามือเล็ก ๆ ของนางช่างเย็นเยียบ
ชายหนุ่มคิดว่าเป็นเพราะเสื้อผ้าของเหยียนซีให้ความอบอุ่นไม่เพียงพอ แต่เมื่อมองไปยังเสื้อคลุมกันหนาวที่นางสวมอยู่ เขาก็เห็นว่ามันคลุมร่างกายได้พอดี และในร้านอาหารก็ไม่ควรจะหนาวมากเกินไปนัก ทว่านางกลับยังมีมือและเท้าที่เย็นอยู่เสมอ…
“ท่านไม่ได้บอกว่าจะรอข้าที่จวนหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงออกมาถึงนี่ได้เล่า”
หลิวเหิงยื่นมือออกไปจัดเครื่องประดับผมให้ภรรยา และช่วยนางเก็บไรผมให้เรียบร้อย เขารู้สึกปวดใจขึ้นมาด้วยสาเหตุบางประการ “ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ข้ามักจะทิ้งเจ้าไว้เพียงลำพัง และเวลาเจ้าต้องออกไปทำงานค้าขาย…. ข้าก็ยังไม่เคยไปรับหรือส่งเจ้าเลย” เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักที
ช่วงที่เขาศึกษาเล่าเรียน ซีเอ๋อร์มักจะเตรียมรถม้ามารอรับเขาเสมอ
วันที่ต้องไปสอบ นางก็ไปส่งเขาถึงหน้าสนามสอบทุกครั้ง
แม้แต่ตอนที่เริ่มเป็นขุนนาง ซีเอ๋อร์ก็รอเปิดประตูให้เขาทุกวันเมื่อกลับบ้าน
แต่… เหตุใดเขาจึงไม่เคยไปรับนางบ้างเลย
นางเพิ่งจะแต่งงานกับเขา และในปีนี้ก็ยังไม่ได้ไปเยี่ยมหลุมศพของบิดามารดาเลยสักครั้ง
นางพยายามทำงานต่าง ๆ มากมาย ทั้งการจัดงานเลี้ยงเพื่อช่วยเขาหาเงิน และทำการค้ากับชาวต่างถิ่น ในฐานะสามีของนางแล้ว …เขาช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
หลังคิดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าหัวใจของตนเองถูกบีบรัดแน่น มันทั้งเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสและอึดอัดจนหายใจลำบาก…
“พี่เอ้อร์หลาง …พี่เอ้อร์หลาง! ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” เหยียนซีเห็นเขาเม้มริมฝีปากแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงกุมมือชายหนุ่มแน่นขึ้น และมองหน้าผู้เป็นสามีอย่างเป็นห่วง “มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเจ้าคะ”
“เปล่า …ข้าไม่ได้เป็นอะไร” หลิวเหิงรู้สึกตัวกลับมาและเอนศีรษะไปใกล้กับเหยียนซี “จะว่าไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังเรียกข้าว่าพี่เอ้อร์หลางอยู่อีกเล่า ไม่อยากเรียกข้าว่าสามีบ้างหรือ”
แต่งงานกันมาหนึ่งปีแล้ว ทว่ากลับเพิ่งมาสนใจเรื่องชื่อเรียกเอาเวลานี้งั้นหรือ
เหยียนซีเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “ข้าเคยชินเช่นนี้เสียแล้วเจ้าค่ะ”
“อ้อ…” หลิวเหิงกระชับเสื้อคลุมให้นาง “ต่อไปนี้เรียกข้าว่าสามีต่อหน้าทุกคนเถอะนะ”
“เจ้าค่ะ ข้าจะจำเอาไว้” เหยียนซีคิดว่าจู่ ๆ ที่เขาดูแปลกไปก็เพราะต้องการให้เธอเรียกว่าสามี ตนเคยได้ยินว่าฮูหยินหวังและฮูหยินจ้าวเรียกสามีตนเองว่านายท่านกันทั้งนั้น เมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้เธอจึงหัวเราะออกมา
“เจ้าหัวเราะอะไร หรืออยากจะเรียกข้าว่านายท่านก็ได้นะ” นายท่าน คำนั้นราวกับทำให้ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่อายุไม่น้อยแล้ว มันฟังดูคล้ายกับว่าเขาและเหยียนซีอยู่เป็นคู่ชีวิตกันมานาน
“ข้าคิดว่าหากเรามีลูกด้วยกัน ข้าควรจะเรียกท่านว่านายท่านดีหรือไม่ และคนอื่น ๆ จะเรียกลูกเราว่านายน้อยรึเปล่า”
เมื่อได้ยินนางหัวเราะออกมายามพูดถึงลูก ๆ หัวใจของหลิวเหิงก็กระตุกวูบ เขาบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร อย่าเพิ่งกลัวไปเลย ยังไม่ทันได้พบหมอ และภรรยาของหลิวจงเซี่ยวเองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ นางอาจจะไม่ได้แม่นยำถึงเพียงนั้น
“วันนี้คุยเรื่องการค้ากับชาวเป่ยหูเป็นอย่างไรบ้างงั้นหรือ” เขาเปลี่ยนเรื่อง
“เรากำลังจะพูดคุยกันจบแล้วเจ้าค่ะ พ่อค้าคนนั้นมาจากเผ่าอื่นในเป่ยหู เท่าที่ข้าเข้าใจ เขามีม้าบางส่วนที่ซื้อมาจากเป่ยหมาน และต้องการขายม้าให้เราก่อนสองร้อยตัว จากนั้นจะต้อนม้าอีกสามร้อยตัวตามมาในภายหลัง” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เหยียนซีก็กระซิบกับหลิวเหิงว่า “ข้าเตรียมโรงเลี้ยงม้าเอาไว้แล้ว และเรื่องคนเลี้ยงม้าก็จำเป็นต้องคัดสรรอย่างดี เฉวียจือแนะนำว่าในกองทัพมีคนเก่งเรื่องม้าไม่น้อย บางคนเป็นทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการแล้ว เราสามารถว่าจ้างพวกเขามาทำงานนี้ได้ และอาจจะต้องรบกวนท่านเจ้าเมืองช่วยประสานงานเรื่องนี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”
เธอเงยหน้ามองเขาแล้วกะพริบตาปริบ ๆ
หลิวเหิงรับคำในลำคอ “ข้าจะสอบถามเรื่องนี้กับแม่ทัพเหลียง เขายังเป็นหนี้เสบียงและหญ้าจากเราอยู่ คงไม่ใช่เรื่องใหญ่หากจะให้เขาช่วยหาคนสักสองสามคนให้”
“ปีนี้เราน่าจะต้องซื้อม้าร่วมพันตัว หากได้ม้าชั้นดีมาทั้งหมดก็คงจะดีไม่น้อย ซึ่งจะต้องเป็นม้าตัวผู้หกร้อยตัว ม้าตัวเมียสี่ร้อยตัว มันนับว่าเป็นการลงทุนก้อนใหญ่พอสมควร และยังต้องหาเงินมาใช้จ่ายสำหรับสร้างโรงเลี้ยงอีกด้วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยและเพาะพันธุ์ม้าขึ้นมาได้ ต่อไปคงจะใช้เงินทุนน้อยกว่านี้”
“หากเจ้าต้องลำบาก ตอนนี้เรายังถอยได้นะ เราสามารถให้จักรพรรดิทรงจัดการเรื่องโรงเลี้ยงม้าหลวง ข้าจะถวายฎีกา…” เมื่อหลิวเหิงเห็นเหยียนซีขมวดคิ้วเล็กน้อย จิตใจของเขาก็รู้สึกแย่และเศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง เหตุใดต้องดึงนางมาเข้ามาพัวพันกับเรื่องภายในของทางการเช่นนี้ด้วย ตนควรจะปล่อยให้ภรรยาทำงานค้าขายที่นางรักอย่างมีความสุขจะดีกว่า
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แม้วันนี้อาจจะลำบาก แต่วันข้างหน้ามีลาภก้อนใหญ่รออยู่ เพียงแต่ข้าไม่เคยทำโรงเลี้ยงม้ามาก่อน ทุกอย่างเลยค่อนข้างใหม่ ทว่าก็อยากจะทำและเป็นเจ้าของโรงเลี้ยงม้าให้ได้ ในอนาคตเมื่อนำม้าออกมาขายได้ ข้าก็ขายให้ทั้งคนทั่วไปและขายให้ทางการในราคาพิเศษ หากทำเช่นนี้นอกจากจะได้เงินแล้ว ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยปกป้องแคว้น และเป็นผู้ภักดีต่อราชสำนักอีกด้วย” โรงเลี้ยงม้าต้องช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่หลิวเหิงอย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงต้องการจะลงมือสร้างมัน แม้จะต้องเสียเงินทุนจำนวนมากก็ตาม แต่ในอนาคตมันย่อมคุ้มค่ามาก
หากราชสำนักจะยกทัพไปร่วมกับเป่ยหูเพื่อปราบปรามเป่ยหมานจริง ๆ ม้าที่เธอซื้อมาทั้งหมดนี้จะต้องถูกขายให้กับกองทัพของจักรพรรดิ
หลิวเหิงคำนวณค่าใช้จ่ายในการซื้อม้า ต่อไปในอนาคตตัวเมียสี่ร้อยตัวอาจจะมีลูกอีกหลายร้อยตัวในปีหน้า เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็รับคำเสียงเบา แล้วหลับตาลงอย่างสงบพร้อมฟังเสียงพูดคุยของนางไปเรื่อย ๆ
เหยียนซีมองรอยคล้ำใต้ตาของหลิวเหิงแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ งานราชการไม่ใช่งานที่ดีเลย เหตุใดสามีของเธอจะต้องเป็นขุนนางที่ดี ทั้งยังมีจิตใจทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ และอยากจะช่วยเหลือราษฎรเช่นนี้ด้วยเล่า
ไม่นานหลังจากชายหนุ่มหลับไป รถม้าก็เดินทางมาถึงหน้าบ้านของตู้กู้แล้ว
ตู้กู้แต่งงานเป็นครั้งที่สอง เพราะในช่วงกบฏก่อนหน้านี้ครอบครัวของเขาพังทลายลง แต่ตอนนี้เมื่อมีทั้งภรรยาและลูกน้อยอีกครั้ง จึงเริ่มสร้างครอบครัวขึ้นมาใหม่ งานในครั้งนี้เชิญเกิ่งฉางกุ้ยกับสหายคนอื่น ๆ จากเหลียวจง รวมทั้งหลิวเหิงและภรรยาของทุกคนมาร่วมยินดีด้วย
พิธีวันเพ็ญแรกของบุตรจัดขึ้นเรียบง่ายที่บ้านของเขา มันไม่ได้ซับซ้อนด้วยลำดับพิธีอะไรนัก มีฉากกั้นในโถงบุปผาให้กลุ่มบุรุษอยู่ทางซ้ายและเหล่าสตรีอยู่ทางขวา เพื่อความสะดวกในการพูดคุยกัน
หลังอาหารและสุราถูกยกมาแล้ว คนทั้งหมดก็พูดคุยกันสักพัก จากนั้นแม่นมก็อุ้มทารกน้อยในอ้อมแขนออกมา
เหยียนซีมองทารกอวบอ้วนที่ผิวยังแดงอยู่เล็กน้อยอย่างไม่สามารถละสายตาได้ เจ้าหนูน้อยปรือตามองแต่ไม่ได้ร้องไห้งอแง เขามองไปมาและเอามือน้อย ๆ มาคว้านิ้วมือของเธอไว้ด้วยแรงที่มี หญิงสาวอยากจะดึงมือออก แต่ก็ไม่สามารถทำได้แม้จะไม่ได้ถูกบีบแน่นก็ตาม
ภรรยาของตู้กู้ที่เห็นภาพนั้นก็รู้สึกว่าน่ารักมาก จึงยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นแล้วส่งลูกให้เหยียนซี “ฮูหยินหลิวช่วยรับเขาเอาไว้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ เด็กคนนี้ยังไม่รู้จักใครเลย”
สตรีคนอื่น ๆ ที่โต๊ะต่างยิ้มอย่างรู้ทัน
มีคำกล่าวไว้ว่า สตรีที่แต่งงานแล้วหากยังไม่มีบุตร เมื่อได้อุ้มบุตรชายตัวน้อยบ่อย ๆ จะทำให้ตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้น มันเป็นเหมือนกับการช่วยบันดาลให้มีครรภ์ และในไม่ช้านางก็จะให้กำเนิดทารกออกมาได้
มีฮูหยินคนหนึ่งเอ่ยอย่างติดตลกขึ้นมา “ฮูหยินหลิว อุ้มเด็กเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ปีหน้าพวกเราจะได้ไปดื่มสุราฉลองวันเพ็ญแรกที่จวนเจ้าเมืองบ้าง”
เมื่อหลิวเหิงได้ยินเรื่องนั้นจากอีกด้านของฉากกั้น มือของเขาก็สั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวจนเผลอทำสุราหกจากจอก