ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 199 ซื้อเด็กทั้งเก้าคนในราคาเจ็ดตำลึง
- Home
- All Mangas
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย
- บทที่ 199 ซื้อเด็กทั้งเก้าคนในราคาเจ็ดตำลึง
บทที่ 199 ซื้อเด็กทั้งเก้าคนในราคาเจ็ดตำลึง
ลักษณะแข็งกระด้างของเหยียนซีไม่สอดคล้องกับรูปลักษณ์ที่บอบบางของเธอมากจนเกินไป
ชายอ้วนดำกำลังครุ่นคิด ตอนเขาอยู่ที่ตลาดข้าว แม่นางน้อยทั้งสองคนไม่คล้ายจะแสดงสีหน้าอยากช่วยเหลือเลยมิใช่หรือ? เขาไม่อยากจะเชื่อเลย
เหยียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งอีกครั้ง “ข้าเป็นคนใจดีมีเมตตาเสมอ และชอบช่วยเหลือผู้คนมากที่สุด แต่หากกล่าวถึงเรื่องเงิน เราคงต้องคุยกันให้กระจ่าง เพราะในตลาดไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว ข้าอยากจะประหยัดเงินทองและลดปัญหาต่าง ๆ จึงได้ตัดสินใจมาหาพวกเจ้าถึงที่นี่ ถ้าในวันนี้ข้าไม่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสำนักฉือโย่วในตลาดข้าว ข้าคงจะลืมไปแล้วว่าสามารถหาซื้อแรงงานทาสจากสถานที่แบบนี้ในเมืองหลวงได้”
ถึงแม้ว่าเด็กสาวจะยังอายุน้อย แต่เมื่อไหร่ที่ปริปากกล่าวถึงเรื่องการซื้อแรงงานทาส เธอจะประพฤติตนเป็นดั่งผู้ค้ามนุษย์ แสดงความรอบรู้อย่างไม่แยแส จนทำให้ผู้ฟังรู้สึกสั่นสะท้าน
เหมาซานกระอักกระอ่วนใจเมื่อเห็นท่าทางเย็นชาของเหยียนซี แม่นางน้อยผู้นี้ยังเด็ก แต่กลับมีจิตใจที่โหดเหี้ยมยิ่งนัก!
ความจริงแล้วไม่มีสมาชิกจากครอบครัวใหญ่โตที่ไหนมาหาซื้อทาสจากสำนักฉือโย่ว และครอบครัวขนาดเล็กเองก็ไม่มีกำลังจ่ายมากเพียงพอ หากแม่นางน้อยผู้นี้จากไป และไม่มีใครเข้ามาซื้อเด็กพวกนี้อีก เขาจะไม่ขาดทุนเอาหรือ? อีกทั้งบังเอิญว่ากลุ่มเด็กที่เหลืออยู่ล้วนเป็นผู้ชาย จึงขายไม่ได้ราคามากนัก
เขาอดเสียดายไม่ได้ หากเด็กพวกนี้เป็นเด็กผู้หญิง เขาคงจะพาไปสอบถามราคาที่ซ่องโสเภณีแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถปล่อยข้อตกลงการซื้อขายดังกล่าวไปได้ ไม่สำคัญว่านางจะโหดเหี้ยมหรือจอมปลอม ขอแค่เงินนั้นไม่ใช่ของปลอมก็พอแล้ว!
“สิบตำลึง ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“แค่เงินหนึ่งตำลึง ข้าก็หาซื้อผู้ใหญ่ตัวโตอย่างเขาได้แล้ว” เหยียนซีบุ้ยปากไปทางชายอ้วนดำอย่างเหยียดหยาม “ในตลาด คนตัวสูงใหญ่อย่างเขามีราคาเพียงแค่หนึ่งตำลึงเท่านั้นแหละ ไปกันเถอะ” เธอกล่าวและทำทีจะก้าวออกไป
ทว่าเหมาซานกลับเข้ามายืนขวางทางเด็กสาวอีกครั้ง เขากำลังจะยกมือขึ้นเพื่อห้ามปรามให้เธอหยุด ทว่ากลับรีบหดมือกลับมาทันทีเมื่อเห็นสายตาของเหยียนหลิ่ว และทำท่าทางโค้งคำนับแทน “แม่นางน้อย อย่าเพิ่งไปนะขอรับ เรามาคุยกันใหม่ มาคุยกันใหม่ก่อนเถอะขอรับ!”
“บอกราคา” เหยียนซีถนอมคำพูดราวกับว่ามันเป็นทองคำ เธอเปล่งน้ำเสียงออกไปเพียงแค่สามคำและแสดงท่าทีเฉยเมย
เหมาซานยื่นมือออกมาและแสดงนิ้วทั้งเก้านิ้ว ก่อนจะลดเหลือเพียงแปดนิ้ว เขาเห็นเหยียนซีชำเลืองมองมา จึงลดนิ้วลงเหลือเพียงแค่เจ็ดนิ้วด้วยความลังเล “เจ็ดตำลึง ขอแค่เจ็ดตำลึงก็พอ ท่านคิดว่าพอจะได้หรือไม่ขอรับ?”
“แล้วคนล่ะ? ข้าอยากเห็นคนก่อน ข้าไม่อยากได้คนไร้ประโยชน์หรอกนะ”
“อ๊ะ! อ๊ะ! นั่น… นั่นไง! รีบกลับเข้ามาเร็ว ๆ ท่านรอก่อนนะขอรับ!” เหมาซานเห็นว่าเหยียนซีผ่อนคลายลง จึงรีบใช้เท้าสะกิดชายอ้วนดำอย่างมีความสุข “ไปดูหน่อยไป ทำไมยังไม่กลับเข้ามาอีก!” เขาทั้งผอมและแรงน้อยมาก แม้ลูกเตะดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ชายอ้วนดำสะทกสะท้าน ทว่ามันกลับทำให้เขาล้มลงไปแทน
เด็กทั้งสามคนที่ยืนอยู่ข้างกำแพง มองเหตุการณ์ตรงหน้าพวกเขาอย่างเฉยเมย ราวกับว่ากลุ่มคนที่กำลังโดนซื้อขายไม่ใช่พวกเขา
ดวงตาของเด็กชายร่างผอมเป็นประกายทันทีเมื่อจ้องมองเหยียนซีกับเหยียนหลิ่ว จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง
ไม่นานชายอ้วนดำก็พาเด็กอีกหกคนเข้ามา
เด็กทั้งหกคนนี้ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าเด็กชายผอมแห้ง ทว่าผิวหนังของพวกเขากลับแห้งติดกระดูกและเป็นสีคล้ำเหมือนกัน ในมือของพวกเขาถือชามที่แตกอยู่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกส่งออกไปเร่ขออาหาร พวกเขามองดูเหตุการณ์ในลานบ้าน และเขยิบเข้าไปใกล้เด็กทั้งสามอย่างทำอะไรไม่ถูก
“นี่เงินเจ็ดตำลึง” เหยียนซีเขย่าเงินในอุ้งมือ “ส่วนเด็กพวกนี้ เจ้าต้องเอาใบรับรองมาให้ข้าด้วย ข้าจะพิสูจน์ได้ว่านี่คือลูกบุตรธรรมของข้า”
“นั่นขอรับ นั่น” เหมาซานรีบกุลีกุจอเข้าไปสอบถามรายละเอียด และกรอกรายละเอียดลงบนกระดาษ
เหยียนซีมองความหมายของตัวอักษรบนกระดาษ ซึ่งประกอบไปด้วยชื่อผู้รับอุปการะ วันเดือนปีที่รับอุปการะ และตราประทับของทางราชการที่ประทับอยู่บนแผ่นกระดาษ เห็นได้ชัดว่าเหมาซานที่เห็นแก่เงินเขียนชื่อคนรู้จักเป็นผู้รับอุปการะเลี้ยงดูเด็ก
“เจ้าเขียนสัญญาขายทาสให้ข้าอีกสิ” เหยียนซีชี้ไปที่กลุ่มเด็ก “ไม่อย่างนั้นข้าก็ได้เด็กไปเปล่า ๆ น่ะสิ ถ้าทีหลังเจ้ามาพูดจากลับกลอกหาว่าเด็กเป็นของเจ้า ใครจะรู้ได้?”
เหมาซานคาดไม่ถึงว่าเหยียนซีจะเป็นคนที่รับมือได้ยากขนาดนี้ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ตอบตกลง และเขียนสัญญาซื้อขายทาสอีกหลายฉบับ ทั้งหมดล้วนกำกับไปด้วยลายนิ้วมือของเขากับชายอ้วนดำ
เหยียนซีรับสัญญาซื้อขายทาสมาเก้าฉบับ ก่อนจะหยิบเงินเจ็ดตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะ และกล่าวกับเด็กทั้งเก้าคนว่า “พวกเจ้าตามข้ามา” จากนั้นก็หันหลังและเดินจากไป
เหมาซานร้องตะโกนตามหลัง “แม่นางน้อย เดี๋ยวปีหน้าพวกเราจะได้รับเลี้ยงเด็กอีก ท่านจะต้องมาซื้อกับพวกเรานะขอรับ!”
เหยียนซีไม่ได้หันหลังกลับไปมอง อีกทั้งยังไม่แสดงท่าทีตอบสนอง และเดินจากไป
เหยียนหลิ่วมองเด็กชายทั้งเก้าคนที่กำลังมึนงง ก่อนจะดึงเด็กชายสองคนที่อยู่ข้าง ๆ นางออกมา “ไม่ไปหรือ?”
เด็กชายกลับมามีสติอีกครั้ง เขาเอื้อมมือออกไปดึงเด็กชายตัวเล็กที่อยู่ทั้งสองฝั่ง และเดินโซซัดโซเซออกไป เด็กชายตัวโตอีกสองคนเดินตามมาด้วยกัน ขณะคอยดึงเด็กชายตัวเล็กให้เดินตามหลังเหยียนซีออกไป
แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาเที่ยงวัน ทว่าในตรอกซอกซอยกลับมืดสลัว เหลือให้เห็นเพียงแต่เงามืด ด้านหน้าของเหยียนซีคือทางออกของตรอกมืดที่มีดวงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาพอดี
พวกเขาเดินตามหลังพวกเหยียนซีอย่างใกล้ชิด รู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังจะได้ย้ายจากที่เหน็บหนาวไปยังที่ที่แสนอบอุ่น
เมื่อเดินออกมาจากตรอกมืด เหยียนหลิ่วไม่พอใจมาก “คุณหนู ให้เงินพวกมันไปทำไมล่ะเจ้าคะ?” เจ้าพวกคนไร้มนุษยธรรมเช่นนั้น สมควรถูกทุบตีให้ตาย!
เหยียนซียังคงคุ้นเคยกับวิธีการทางกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หากพวกเธอลงมือสังหารพวกเหมาซาน แล้วหลังจากนั้นเล่า? พวกตนจะสามารถแก้ไขปัญหาของสำนักฉือโยว่ได้หรือไม่?
“เสี่ยวหลิ่ว พวกเราไม่สามารถลงมือสังหารคนได้ตามใจชอบ เพราะพวกเราไม่มีกำลังพอที่จะรับผลที่ตามมา พวกเขาคงจะภาคภูมิใจกับเงินที่ขายเด็กทั้งเก้าคนนี้ไป อีกทั้งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตลอดระยะเวลาสามปีมันไม่ได้มากนักหรอก หากเจ้าหน้าที่คนอื่นรู้ว่าพวกเขาใช้วิธีการหาเงินแบบนี้ คนพวกนั้นจะไม่ใจสั่นอยากได้เอาหรือ?”
เงินทองล้วนเข้ามาครอบงำจิตใจของผู้คนได้ง่ายตั้งแต่สมัยโบราณ ตราบใดที่วิธีการหาเงินของเหมาซานแพร่กระจายออกไป ชาวบ้านส่วนใหญ่จะต้องเพ่งเล็งมาที่เขา จนสุดท้ายต่างฝ่ายจะทำร้ายกันเองจนเสียหายไปทั้งคู่ และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนมีคนเข้ามาควบคุมดูแล
เหยียนซีกำลังพูดคุยกับเหยียนหลิ่ว ทว่าเสียง “แม่นางเหยียน” กลับดังเล็ดลอดมาจากด้านข้างใกล้ ๆ เธอ เด็กสาวสะดุ้งโหยง เมื่อหันหน้ากลับไปก็พบว่าเป็นโจวหง
เหยียนหลิ่วรู้สึกอารมณ์เสียที่นางสะเพร่าจนเกินไป ไม่ทันได้สังเกตว่าโจวหงมายืนอยู่ใกล้พวกนางมาก
โจวหงหัวเราะ ทักษะฝีมือของเขาเทียบเท่ากับนาง ไม่เช่นนั้นเขาจะคอยปกป้องเว่ยเฉิงให้หลบหนีจากหย่งโจวมาถึงที่เมืองหลวงอย่างปลอดภัยได้อย่างไร?
เหยียนซีก็ชะงักเช่นกัน ทว่ากลับมีความสุขเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือโจวหง เพราะว่าตนไม่ได้เจอเขานานแล้ว
โจวหงกล่าวทักทาย และก้าวเท้าออกมา กลับกลายเป็นว่าเว่ยเฉิงก็อยู่ที่นี่เช่นกัน
“ถวายบังคมองค์ชายจวิ้น สวัสดีท่านลุงโจวเจ้าค่ะ” เหยียนซีโค้งคำนับเล็กน้อยขณะกล่าวทักทายทั้งสองคน
เว่ยเฉิงมองดูเด็กชายทั้งเก้าคนที่หดตัวเป็นนกกระทาอยู่ข้างหลังนาง “เจ้าไปซื้อคนมาจากไหน?”
เหยียนซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่ากลับไม่ได้ปิดบังเขา “ซื้อมาจากสำนักฉือโย่วด้านในเจ้าค่ะ พวกเขาปล่อยให้เด็กพวกนี้ออกมาใช้แรงงานหารายได้เลี้ยงดูกันเอง”
“สำนักฉือโย่วได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักไม่ใช่หรือ?” เว่ยเฉิงคุ้นเคยกับกฎหมายและการเมืองของแคว้นเว่ยเป็นอย่างดี
“เงินครอบงำจิตใจคนเจ้าค่ะ อีกทั้งยังไม่มีใครเข้ามาดูแล หากผู้ดูแลสำนักฉือโย่วจิตใจดีมีเมตตา เด็ก ๆ พวกนี้คงจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ถ้าไร้มนุษยธรรม… ข้าได้ยินมาว่าเด็กหลายคนต้องจบชีวิตลงท่ามกลางอากาศหนาวจัดด้วยเจ้าค่ะ …เหลือรอดกันอยู่เพียงแค่เก้าคน” เหยียนซีถอนหายใจขณะมองดูเด็กเก้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง และกล่าวกับเหยียนหลิ่วว่า “พวกเราไปเช่ารถม้ามาพาพวกเขากลับไปกันเถอะ”
“สุดท้ายแล้วคนใหญ่ก็โลภ คนเล็กก็โลภสินะ” เว่ยเฉิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เขาไม่ใช่ลูกผู้ดีมีเงินที่จะไม่รู้เรื่องทางโลกอะไรเลย เขารู้ว่าหน้าที่การงานในราชการย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทว่าก็คาดไม่ถึงว่าสำนักฉือโย่วเล็ก ๆ จะกล้าหลอกลวงคนอื่นเพื่อหาเงินใส่กระเป๋าของตนเอง