ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 190 สองพ่อลูกถูกตำหนิ
บทที่ 190 สองพ่อลูกถูกตำหนิ
หัวหน้าชิวทำตามคำแนะนำของขันที และเอาถุงเงินให้อย่างใจกว้าง แม้จะทำพลาดหลายครั้งแต่หากมีเงินก็จะง่ายขึ้น และการตอบแทนน้ำใจเป็นเรื่องที่สมควรทำเสมอ
ขันทีไม่ปฏิเสธ รับถุงเงินนั้นมา หลังจากที่ดูให้แน่ชัดว่าไม่มีใครเห็นก็กระซิบกระซาบ “เจ้าต้องระวังตัวให้ดี หากฝ่าบาทตรัสถามอะไรหลังจบการแสดงก็กราบทูลไปตามตรง ปล่อยให้จงอ๋องจัดการ เข้าใจหรือไม่”
“อ้อ เข้าใจแล้วขอรับ” หัวหน้าชิวอยากจะบอกปัด แต่เมื่อเห็นสีหน้าของขันทีตรงหน้า เขาก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายเพียงอยากจะเตือนเอาไว้ตามคำสั่งของใครบางคนเท่านั้น
“แต่ว่ากันตามตรงแล้ว ฝ่าบาททรงมีพระเมตตามาก ทั้งที่รู้ว่าจงอ๋องมักจะชอบเอาแต่เล่นอยู่เสมอ…”
หัวหน้าชิวพูดคุยกับเขาอีกเพียงสองสามคำ ก่อนจะรีบแต่งหน้าและเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ที่บริเวณเวทีสำหรับทำการแสดงโดยไม่กล้าแอบมองไปข้างนอก
หลังจากรออยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ขันทีคนหนึ่งก็รีบเข้ามา “เร็วเข้า จักรพรรดิเสด็จแล้ว เริ่มการแสดงได้!”
หลังจากเสียงฆ้องและกลองดังขึ้น ฉินเซียงเหลียนและเฉินซื่อเหม่ยก็ก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างช้า ๆ บทเพลงแห่งความรักและความเกลียดชังพลันเริ่มต้นขึ้น
หัวหน้าชิวเห็นว่าขันทีที่พูดคุยกับเขาเมื่อครู่ ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้านายของอีกฝ่าย ชายหนุ่มผู้นั้นยืนอยู่ข้างจักรพรรดิ ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วไม่น่าจะใช่มหาดเล็ก แต่เป็นชนชั้นสูงที่อยู่ในวังหลวง ทว่าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นใคร
พระมเหสีองค์ปัจจุบันประทับอยู่ข้าง ๆ ของพระสวามี ส่วนจงอ๋องนั่งอยู่ด้านหลังจักรพรรดิ และยังมีพระสนม นางกำนัลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับเชิญมาชมการแสดง โดยที่นั่งอยู่ด้านหลังทั้งสองด้าน
ระหว่างที่ละครเล่นไปได้กลางเรื่อง เมื่อเฉินซื่อเหม่ยไม่ได้สนใจคู่สมรสเดิมของเขา แต่ไปจูบกับบุตรสาวของขุนนาง จักรพรรดิเทียนฉีเพียงขมวดคิ้ว ทว่าพระมเหสีมีท่าทีโกรธเคืองออกมาทางสีหน้า
ต่อมาเมื่อเฉินซื่อเหม่ยและบุตรสาวของขุนนางจะฆ่าฉินเซียงเหลียนและบุตร พระมเหสีกริ้วมากจนถึงกับสบถออกมาทันทีว่า “อวดดี!” นักแสดงที่รับบทนักฆ่าเมื่อได้ยินเสียงสบถนั้นก็ตกใจจนเข่าอ่อน
โชคดีที่ชิวเหลียนหรงมีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคุกเข่าลง เขาจึงเข้าไปที่ด้านหลังและลากฉินเซียงเหลียนลงจากเวที ผู้รับบทคนร้ายจึงเริ่มคืนสติสัมปชัญญะแล้วกลับเข้าบทบาทกลิ้งไปกับพื้น
จากนั้นฉินเซียงเหลียนก็ได้รับความช่วยเหลือ
จักรพรรดิเทียนฉีดูอย่างตั้งใจจากที่ประทับด้านบน ท่าทางเห็นใจสองแม่ลูก และยิ้มออกมาเมื่อคนเลวได้รับการลงโทษตามคำสั่ง พระองค์พอพระทัยและสั่งให้คนพระราชทานรางวัลแก่นักแสดง
ขันทีที่อยู่ด้านข้างรีบเอาเงินที่เตรียมไว้โยนขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางเสียงของเงินที่กระทบกับพื้น หัวหน้าชิวนำคณะละครทั้งหมดก้มลงกราบจากด้านบนเวทีเพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับรางวัลที่พระราชทานมา
จักรพรรดิเทียนฉีพอใจเป็นอย่างมาก “ละครเรื่องนี้ดี เนื้อเรื่องก็น่าติดตามมาก”
“คนเลวที่มีขุนนางใหญ่หนุนหลัง ท้ายที่สุดแล้วฝ่าบาทก็จะทรงช่วยตัดสินโทษให้” พระมเหสียังคงติดใจกับละครและค่อนข้างพอใจกับจุดจบของเฉินซื่อเหม่ยในตอนท้ายเรื่อง
เว่ยเฉิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เสด็จลุงทรงแน่วแน่ในการดูแลความสุขของไพร่ฟ้าพ่ะย่ะค่ะ เพราะพระบารมีของพระองค์ช่วยคุ้มครองแคว้นให้อยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้”
“ฝ่าบาท พระองค์ทอดพระเนตรละครเรื่องนี้แล้ว ทรงรู้สึกพอพระทัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ทว่าละครเรื่องนี้กลับทำให้ใต้เท้าสวีและบุตรสาวไม่พอใจ พระองค์ไม่ทรงคิดว่ามันน่าแปลกหรือพ่ะย่ะค่ะ? บุตรสาวของสวีถิงจือแต่งงานกับเว่ยหวนที่หย่ากับอดีตภรรยามาก่อน นางนำป้ายชื่อของสามีและบิดามาแสดงอำนาจไปทั่วทุกที่ ทั้งยังออกคำสั่งให้คนจากที่ว่าการยุติธรรมไปจับกุมคนโดยไม่สมควร พระองค์คิดอย่างไรกับเรื่องเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” จงอ๋องเริ่มเอ่ยถึงความเสื่อมเสียของสวีอวี้หรง
พระมเหสีมองมาทางจงอ๋อง จากนั้นก็มองไปทางเว่ยเฉิง “นางสวีเป็นคนยโสมากอย่างนั้นหรือ”
“เสด็จป้า เมื่อคืนหลานไปตรวจสอบเรื่องนี้มา ก็พบว่าเป็นเรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ หลานไม่แน่ใจนักว่าเหตุใดนางสวีจึงส่งคนไปทำลายทรัพย์สินของคณะละคร และยังต้องการขัดขวางการแสดงของพวกเขาอีก” แผนการของสวีอวี้หรงนั้นสามารถสืบได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่าจะให้ความสนใจมากเพียงใดเท่านั้น เว่ยเฉิงเพียงตรวจสอบเล็กน้อยก็ทราบเรื่องทั้งหมดที่นางกำลังทำอยู่
“นางสวีมีชื่อเสียงที่ไม่ดีและยโสโอหังนัก คนมีคุณธรรมที่ไหนจะปฏิบัติตนเช่นนี้ ตระกูลสวีอบรมสั่งสอนบุตรสาวออกมาให้เป็นคนเช่นนี้หรือ” พระมเหสีเอ่ยอย่างไม่พอใจ
ทุกคนล้วนทราบในทันทีว่าตอนนี้นางสวีตกที่นั่งลำบากแล้ว การที่ถูกพระมเหสีตรัสถึงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และบรรดาสตรีจากวังหลวงก็ไม่ได้เป็นเพียงเสาหินที่ไม่รู้เรื่องราวและไม่แพร่งพรายข่าวลือ
พระมเหสีไม่พอใจในตัวนางสวี เหล่านางสนมและนางกำนัลเมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็ล้วนต้องเขียนจดหมายไปรายงานแก่ครอบครัวให้อยู่ให้ห่างจากอีกฝ่ายเอาไว้ อีกทั้งเหล่าขันทีกับนางกำนัลในวัง ก็เป็นต้นไฟของข่าวลือที่จะแพร่กระจายออกไปภายนอกดั่งไฟลามทุ่ง
เกรงว่าพรุ่งนี้นางสวีจะกลายเป็นที่หมางเมินของชนชั้นสูงทั่วทั้งเมืองหลวงเสียแล้ว
บุตรสาวจากตระกูลสวีผู้นี้มีอำนาจบารมี ทั้งยังไม่น่าเข้าใกล้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะดูตัวและแต่งงานออกเรือนไป
“สายตาของพระมเหสีกว้างไกลสว่างไสวดุจคบเพลิงพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยเฉิงเอ่ยชมพระมเหสี
พระมเหสียิ้ม “เจ้าเด็กคนนี้ ปกติเจ้ามักจะทำให้เสด็จลุงของเจ้าพอใจ ตอนนี้ยังมาปากหวาน เอ่ยชมให้ข้าพอใจด้วยอย่างนั้นหรือ”
“เฉิงเอ๋อร์เพียงพูดความจริงเท่านั้น เขามักจะพูดกับข้าอยู่เสมอว่าเจ้าเป็นคนที่มีสายตาสว่างไสวราวกับคบเพลิง ที่วังหลวงของเราสงบสุขได้ ก็ล้วนเป็นเพราะเจ้าทำงานอย่างหนักอยู่เสมอ” จักรพรรดิเทียนฉีสนับสนุนคำพูดของเว่ยเฉิง
พระมเหสียิ้มอย่างมีความสุขยิ่งขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางแต่งงานกับจักรพรรดิเทียนฉีมาหลายปี จึงเข้าใจว่าพระสวามีพอใจในตัวเว่ยเฉิงมาก อีกทั้งมารดาของหลานชายคนนี้จากไปนานแล้ว และยังไม่สนิทกับบิดาของตนเองเลย หากเขาได้ขึ้นครองบัลลังก์หลังจากนี้จริง ๆ ชีวิตในวังหลวงของนางหลังจากนี้ก็ล้วนขึ้นอยู่กับเขาทั้งหมด
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าเว่ยเฉิงไม่พอใจในพ่อลูกตระกูลสวี นางจึงเข้าข้างเขาโดยไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความ
หลังจากจงอ๋องออกจากวังไปพร้อมกับคณะละครตระกูลชิว ชาวบ้านที่รู้เรื่องจากในวังก็เริ่มพากันเล่าว่าละครเรื่องฉินเซียงเหลียนได้ทำการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ จนได้รับพระราชทานรางวัลและได้รับคำชื่นชมจากพระมเหสีอีกด้วย
วันถัดมา รายการจ้างงานของคณะละครตระกูลชิวหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก คนที่ไม่ได้ดูละครมาก่อนต่างมากันอย่างเนืองแน่นเพราะอยากชมละครเช่นเดียวกับที่ได้แสดงถวายต่อหน้าพระพักตร์ ตอนนี้คณะละครตระกูลชิวกลายเป็นคณะละครที่มีเกียรติและได้รับการยกย่องอย่างมาก
ทั้งยังมีนักปราชญ์เขียนคำชื่นชมฉินเซียงเหลียน ในฐานะที่เป็นคนแน่วแน่และมีคุณธรรม แม้ว่าจะต้องเผชิญชีวิตที่ขมขื่นก็ตาม
ในทางตรงกันข้าม พระมเหสีตรัสว่าตระกูลสวีไม่สามารถอบรมสั่งสอนบุตรสาวให้ดีและประพฤติตนไม่เหมาะสม
หลังจากที่สวีอวี้หรงได้ยินเรื่องนี้ นางก็ถึงกับหมดสติอยู่ที่จวน เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ต้องการจะเข้าไปที่วังหลวงเพื่อสารภาพความผิดกับพระมเหสี แต่พระองค์ไม่ได้สนพระทัยนาง ทั้งยังให้คนพระราชทานคติเตือนใจสตรี เพื่อให้นางทบทวนตนเองอย่างระมัดระวังที่จวน
นี่เป็นการประจานสวีอวี้หรงให้อับอายต่อหน้าธารกำนัลอย่างเปิดเผย แต่อีกฝ่ายเป็นพระมเหสี สวีอวี้หรงจึงทำได้เพียงคุกเข่าและสำนึกขอบคุณพระมเหสี พร้อมนำคติเตือนใจสตรีที่ได้รับกลับมาที่จวน นางโกรธมากจนร้องไห้เสียงดังราวกับคนเสียสติ
ในตอนนี้เว่ยหวนไม่มีใจจะมาปลอบนาง เพราะเรื่องทั้งหมดก็ทำให้เขาเองถูกกล่าวโทษจากฝ่ายตรวจการในที่ชุมนุมขุนนาง เนื่องจากไม่สามารถปกครองคนในครอบครัวให้ประพฤติตนอย่างเหมาะสมได้ เขาเป็นรองเจ้ากรมยุติธรรม มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน หากไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนให้มีคุณธรรมได้ จะมีคุณสมบัติเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไร
เขาต้องสารภาพผิดและขออภัยแทนภรรยาหน้าท้องพระโรง
ใต้เท้าสวีเองก็ถูกกล่าวโทษเช่นกัน แต่แน่นอนว่าเขายังมีพรรคพวกและลูกน้องที่คอยโต้แย้งให้ ทว่าคราวนี้ไม่ได้มีเพียงฝ่ายตรวจการเท่านั้นที่กล่าวโทษเขา แต่ยังมีคนอื่น ๆ ที่กำลังรอเวลานี้อยู่มาร่วมด้วย
สุดท้ายใต้เท้าสวีจึงต้องคุกเข่าขอโทษด้วยใบหน้าแดงก่ำ
จักรพรรดิเทียนฉีเริ่มไม่พอใจในตัวสวีถิงจือ หลังจากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นและได้ฟังสิ่งที่จงอ๋องกราบทูลเมื่อวานนี้ พระองค์ก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า ‘นี่ข้าไว้ใจสวีถิงจือมากเกินไปหรือไม่’
“เมื่อวานข้าชมละครและมีคำพูดที่ว่า ‘การเป็นขุนนางไม่ได้หมายความว่าเจ้าจะมีหน้าที่เพียงคอยตัดสินความผิดของชาวบ้าน แต่จำเป็นต้องดำรงอยู่ในตำแหน่งด้วยความเที่ยงธรรม’ เมื่อใดที่พวกเจ้ากำลังคิดจะเอาเปรียบผู้อื่น ก็ลองไตร่ตรองประโยคเหล่านี้ให้ดีด้วย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงชี้แนะพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าสวีและเว่ยหวนซึ่งอยู่ในท้องพระโรงต่างต้องน้อมรับคำตำหนินั้นด้วยหัวใจเย็นเยียบ