ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐินีผู้มั่งคั่งร่ำรวย - บทที่ 188 ไหวพริบของพ่อบ้านใหญ่
บทที่ 188 ไหวพริบของพ่อบ้านใหญ่
คนแปลกหน้าก็คือพ่อบ้านที่สวีอวี้หรงส่งมา เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องง่าย ๆ จะกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
เมื่อเจ้ากรมได้รับป้ายชื่อของจงอ๋อง อีกทั้งหัวหน้าชิวก็เป็นเจ้าทุกข์ เขาจึงไม่รอช้าที่จะปล่อยตัวหลังจากที่ทำบันทึกคดีความเรียบร้อยแล้ว
หัวหน้าชิวได้รับน้ำใจมากมาย เมื่อออกจากที่ว่าการก็เห็นว่ามีคนเฝ้าดูอยู่ ทั้งยังเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงว่าเขาเป็นอะไรหรือไม่ และจะยังมีการแสดงตามกำหนดเดิมอีกหรือเปล่า
เขาโค้งคำนับกลุ่มคนเหล่านั้น “ต้องขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงของทุกท่านขอรับ เรื่องทั้งหมดจบลงแล้ว คดีจะได้รับการตัดสินอย่างเป็นธรรม ข้าต้องรีบกลับไปยังโรงละครเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแสดงในช่วงเย็น ดังนั้นจึงต้องขอตัวก่อนนะขอรับ”
ทันทีที่ทุกคนได้ยินว่าเขากำลังเตรียมจะกลับไปแสดง ก็เข้าใจทันทีว่าการแสดงจะไม่ถูกยุติ คำพูดนั้นสร้างความพอใจให้ทุกคนได้ทันที
หัวหน้าชิวเดินฝ่าฝูงชนออกไป ระหว่างนั้นหวังชีก็รีบเข้ามา “อาจารย์ชิว เกิดอะไรขึ้นขอรับ เจ้านายของเราเป็นห่วงท่านมาก”
“ไม่เป็นไรแล้วขอรับ ต้องขอบคุณเจ้าของร้านเหยียน ตอนนี้ทุกอย่างยังวุ่นวาย ทั้งผู้คนที่นี่ก็มากมาย เอาเป็นว่าข้าจะไปขอบคุณเจ้าของร้านเหยียนด้วยตัวเองหลังจากนี้นะขอรับ” เขาพยักหน้าให้เหยียนซีที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน ก่อนจะรีบเดินจากไป
ภายในที่ว่าการประจำเมือง เจ้ากรมสั่งให้โบยคนก่อเหตุทั้งหมดสิบครั้ง
พ่อบ้านไม่ทันได้เห็นหน้าของเจ้ากรมด้วยซ้ำ ก็ถูกสั่งให้โบยสิบครั้งทันที และระหว่างที่กำลังจะถูกจับเข้าคุกก็ทำได้เพียงดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง “ใต้เท้า! ข้าน้อยเป็นคนของจวนตระกูลเว่ยจริง ๆ สามารถส่งคนไปถามที่นั่นได้เลยขอรับ”
เสียงร้องโหยหวนของเขาดังก้องจนเจ้ากรมได้ยิน จึงสั่งให้คนพาตัวเขาเข้ามาพบ “ในเมื่อเจ้ามาจากจวนตระกูลเว่ย เหตุใดจึงไม่ทำงานที่จวน แต่ออกมาสร้างเรื่องราวอยู่ที่ริมถนนเช่นนี้เล่า”
“ใต้เท้า…ข้าน้อย…มีเรื่องขัดแย้งกับหัวหน้าคณะขอรับ”
“เขาเพิ่งให้การไปว่าไม่เคยเจอเจ้ามาก่อน” สีหน้าของเจ้ากรมจริงจัง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านตัวสั่นด้วยความตกใจ เขาจึงเอ่ยอย่างช้า ๆ อีกครั้งว่า “ในเมื่อมาจากจวนตระกูลเว่ย ข้าก็จะส่งคนไปถามที่นั่น”
เมื่อบ่าวก่อคดี ผู้เป็นนายย่อมมีส่วนต้องรับผิดชอบ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ต้องสอบถามเจ้านายให้รู้เรื่อง
พ่อบ้านอดทนต่อความเจ็บปวดที่บั้นท้าย แต่ก็รีบลุกขึ้นขอบคุณ
คนที่ถูกส่งไปยังจวนตระกูลเว่ยกลับมาอย่างรวดเร็ว และพ่อบ้านใหญ่จากตระกูลเว่ยก็ยังติดตามเขามายังที่ว่าการ หลังจากได้พบกันแล้วก็ยืนยันได้ว่าเขาคือพ่อบ้านจากเขตจวงจื่อที่อยู่ชานเมืองหลวงจริง ๆ
“พ่อบ้านใหญ่ขอรับ ฮูหยินเป็นคนสั่งให้ข้าน้อยมาทำงาน” เขาเอ่ยอย่างเร่งรีบ
พ่อบ้านใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าพ่อบ้านเล็ก ๆ ผู้นี้มาก เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็ตวาดขึ้น “ฮูหยินสั่งให้เจ้ามาทำงาน แล้วเหตุใดจึงออกมาก่อเรื่องสร้างปัญหาได้เล่า!” เขาก่นด่าต่อไปสองสามประโยค ก่อนจะนำป้ายชื่อให้เจ้ากรมดู “ใต้เท้า นายท่านของเราโกรธมากเมื่อทราบเรื่องนี้ และท่านต้องการให้บ่าวผู้นี้กลับไปรับโทษ หากเขาทำให้เจ้าทุกข์ต้องเสียหายเราก็ยินดีจะชดใช้ตามมูลค่า…”
เหตุวิวาทที่ถนนไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างมากที่สุดก็คงจะถูกโบยและสั่งขังสักสองสามวัน ทั้งตอนนี้พ่อบ้านใหญ่ก็นำป้ายชื่อของใต้เท้าเว่ยมาด้วย เขาจึงพอใจมากที่จะได้รับความช่วยเหลือ
อย่างไรตอนนี้เขาก็ถูกโบยไปแล้ว หากมองตามกฎหมายเจ้ากรมก็ยังทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมเพื่อประชาชนอยู่ จึงยอมปล่อยตัว
พ่อบ้านใหญ่ขอบคุณเจ้ากรม และพาตัวพ่อบ้านคนนั้นออกจากที่ว่าการ “ฮูหยินโกรธมาก เจ้าทำอะไรลงไป”
พ่อบ้านหน้าตาขมขื่น “นักแสดงพวกนั้นมันเหลือเกินจริง ๆ ขอรับ”
“ฮูหยินกำลังรอเจ้ากลับไปรายงานอยู่”
เมื่อกลับไปเขายังต้องรับมือกับความโกรธของฮูหยินต่ออีก พ่อบ้านค่อย ๆ กลับไปที่จวน หลังจากที่เข้าไปหน้าประตูแล้ว ก็ถูกพาตัวเข้าไปในห้องบุปผาที่เชื่อมลานด้านหน้ากับห้องหลัก
เมื่อเขาเข้าไปด้านในแล้วพบสวีอวี้หรง เขาก็รีบคุกเข่าลงแล้วทำความเคารพ “ฮูหยินข้าน้อยไปเจรจากับคณะละครมาแล้วขอรับ…แต่พวกนั้นพูดว่าไม่ได้สนใจเรื่องเงิน และยังถามด้วยว่า..ว่าเจ้านายของข้าน้อยมีชนักปักหลังหรือไม่จึงต้องการหยุดการแสดง…และยังบอกอีกว่าท่าน…ท่าน…ข้าไม่พูดดีกว่าขอรับ”
พ่อบ้านพึมพำสองสามคำ ก้มหน้าลงยอมรับผิด
“พวกมันพูดอะไรอีก!”
“สิ่งที่พวกนั้นพูดน่ารังเกียจเกินกว่าที่ข้าน้อยจะเอ่ยให้ระคายหูของฮูหยินขอรับ” เขาคุกเข่าอย่างนอบน้อม เมื่อถูกคาดคั้นก็กระวนกระวาย “พวกนั้นกล่าวเสียดสีทั่นฮวาหลาง และฮูหยินของทั่นฮวาหลางว่าเป็นพวกสารเลว…”
“บังอาจนัก!” สวีอวี้หรงโกรธมากจนขว้างถ้วยชาใส่เขา
พ่อบ้านจึงไม่กล้าปิดบังเรื่องราวอีกต่อไป “ข้าน้อยทนความโกรธไม่ไหว จึงได้…นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าน้อยตัดสินใจสั่งสอนพวกมัน ไม่คิดว่าเจ้าพวกนั้นจะแสบนัก…ข้าน้อย…ถูกเล่นงานแล้ว ฮูหยินต้องจัดเรื่องนี้นะขอรับ! อย่างที่ว่าตีสุนัขก็เท่ากับหยามเจ้าของ การที่พวกมันทำเช่นนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้เกรงกลัวต่อจวนตระกูลเว่ยเลยแม้แต่น้อย”
สวีอวี้หรงโกรธมากสั่งให้พ่อบ้านใหญ่ไปยังที่ว่าการอีกครั้ง “ไปเร็วเข้า เจ้าพวกคณะละครนั่นทำร้ายคนจากจวนเรา ต้องให้เจ้ากรมตัดสินอย่างยุติธรรม!”
“ฮูหยิน ท่านต้องปรึกษานายท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ขอรับ…”
“เจ้าไปจัดการตามนี้ก่อน ข้าจะคุยกับนายท่านเอง เจ้าไปที่จวนตระกูลสวีเพื่อแจ้งเรื่องนี้กับท่านพ่อของข้า ขอป้ายชื่อจากท่านพ่อมา แล้วนำไปยังที่ว่าการเพื่อจัดการพวกมัน”
พ่อบ้านใหญ่ไม่กล้าถามอะไรอีกจึงรับคำแล้วออกไปทันที
หัวหน้าชิวกลับไปยังโรงละครพานเจียหยวน จงอ๋องรออยู่ที่ห้องส่วนตัวแล้ว เขาจึงรีบแต่งหน้าเพื่อจะขึ้นแสดง แต่หลังจากที่ทำการแสดงไปได้ครึ่งเรื่อง คนจากที่ว่าการก็รีบเข้ามาถึงหลังเวที “อาจารย์ชิว มีคนจากที่ว่าการมากล่าวว่าท่านถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายใครบางคนอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และเจ้ากรมก็ให้คนมาตามตัวท่านไปเพื่อสอบสวนเรื่องนี้ขอรับ”
เจ้าของโรงละครเห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ จึงรีบเข้าไปในห้องส่วนตัว “ท่านอ๋องขอรับ ทำเช่นไรดีขอรับ มีคนจากที่ว่าการมาที่นี่เพื่อเชิญหัวหน้าชิวไปสอบปากคำก่อนขอรับ”
“อะไรกัน! ข้ายังดูละครไม่จบเลย บอกพวกเขาไปรอข้างนอกก่อน” สิ่งที่จงอ๋องเกลียดมากที่สุดคือการถูกขัดจังหวะระหว่างชมการแสดง เขาจึงออกคำสั่งกับผู้ติดตามที่ยืนอยู่รอบ ๆ และเจ้าของโรงละครทันที “ไปบอกนักแสดงชิวว่าให้เขาแสดงต่อไปให้ดี ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
ผู้ติดตามคนสนิทของจงอ๋องรับคำ คนจากที่ว่าการก็ไม่กล้าเร่งรัด เขาถูกต้อนให้ไปยืนรอที่มุมหนึ่งของโรงละคร
หัวหน้าชิวทำการแสดงต่อไปเรื่อย ๆ บนเวที
อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนจากที่ว่าการมากดดัน หรือบางทีอาจจะเพราะเหตุการณ์ที่เจอมาในวันนี้ เขาจึงร้องเพลงแสดงความโศกเศร้าและขุ่นเคืองใจออกมาได้อย่างเข้าถึงบทบาท ทำให้จงอ๋องต้องปรบมือให้ครั้งแล้วครั้งเล่า
หลังการแสดงจบลง จงอ๋องก็สั่งให้คนของตนเองไปเชิญหัวหน้าชิวมาที่ห้องส่วนตัวเพื่อพูดคุยและสั่งให้คนจากที่ว่าการสองคนนั้นออกไปก่อน
“ท่านอ๋องต้องการพูดคุยกับหัวหน้าคณะชิวก่อน หากเจ้านายของเจ้ารอไม่ไหว ก็ให้เขาไปที่จวนท่านอ๋องด้วยตัวเอง” หัวหน้าผู้ติดตามของจงอ๋องเชิดหน้าสูงระหว่างเอ่ย ก่อนจะหันกายจากไปโดยไม่รอให้คนจากที่ว่าการได้เอ่ยสิ่งใด
นี่คือคนคุ้มกันของขุนนางขั้นเจ็ดที่มีอำนาจมากจริง ๆ เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการต้องกลับไปรายงานเจ้ากรมตามนั้นอย่างไม่อาจโต้แย้งได้
เจ้ากรมเองก็จนปัญญาเช่นกัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่มาทำหน้าที่ตัดสินคดีความในเมืองหลวง เพราะทุกคนล้วนเป็นคนใหญ่คนโต และมีครอบครัวขุนนางค้ำจุน ทั้งยังมีขุนนางชั้นสูงมากมายและยังจะมีท่านอ๋องอีก แล้วคนอย่างเขาจะกล้าไปจัดการคนเหล่านี้ได้อย่างไร เขาเองก็ไม่ได้อยากจะหาเรื่องตายให้ตัวเอง หากยังต้องการมีชีวิตต่อไปอีกนาน ถึงใจกล้าเพียงใดก็ไม่ควรจะไปตามตัวใครถึงจวนท่านอ๋อง
สุดท้ายแล้วเจ้ากรมจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากซ่อนตัวอยู่ในที่ว่าการ สั่งให้คนของตนรออยู่ที่หน้าโรงละคร เพื่อตามตัวหัวหน้าคณะชิวมาในวันพรุ่งนี้
หัวหน้าชิวได้รับเกียรติจากจงอ๋อง และแน่นอนว่าท่านอ๋องต้องถามเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
จงอ๋องหัวเราะเบา ๆ หลังทราบเรื่อง “แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น คืนนี้ก็พักที่นี่เถอะ ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องกังวล”