กลับมาง้อคุณสามีในยุค 80 - บทที่ 486 ยินดีด้วยกับการทำงาน
บทที่ 486 ยินดีด้วยกับการทำงาน
ผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ควรรีบหมั้นหมายเด็กทั้งสองคนโดยเร็วที่สุด ส่วนเรื่องแต่งงานนั้น ฉือฮวนยังอายุน้อยจึงไม่จำเป็นต้องรีบ
เมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะมีครอบครัว หัวใจของแม่ฉือก็รู้สึกเหมือนถูกมีดเฉือน รู้สึกอยากให้ฉือฮวนอยู่บ้านเป็นเด็กสาวของตัวเองไปอีกสักสองสามปี
ความคิดของแม่ฉือ การเป็นลูกสะใภ้คนอื่นจะสบายใจเทียบเท่ากับการอยู่เป็นลูกสาวของพ่อแม่ได้อย่างไร
……
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉือฮวนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย
เมื่อเธอบอกเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศให้พ่อแม่รับรู้ ทุกคนในครอบครัวต่างตกใจ ไม่มีใครคิดว่าลูกสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมจะมีความก้าวหน้ามากที่สุดในบรรดาลูกๆ
หลังจากปรึกษากัน ครอบครัวตัดสินใจทุ่มเททุกอย่างให้ฉือฮวนไปเรียนต่อ
เหล่าพี่ชายรับประกันว่าจะไม่ปล่อยให้เธอลำบากในต่างแดนแน่นอน
ฉือโหย่วจินและแม่ฉือยิ่งสนับสนุนเธอตั้งแต่แรกอย่างไม่มีเงื่อนไข ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ฉือฮวนไม่เคยพบเจอในชาติก่อน
เมื่อได้ยินคำสัญญาของพ่อแม่ ดวงตาของฉือฮวนร้อนผ่าว ความซาบซึ้งใจแล่นผ่านขึ้นมาในหัวใจ
“ไม่ต้องหรอก ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อต่างประเทศของฉัน สืออวี่ไป๋ จะจ่ายให้”
ทันทีที่พูดจบก็ถูกทั้งครอบครัวคัดค้าน
“พวกเรารู้ว่าสืออวี่ไป๋เป็นเด็กดี การที่เขาสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เลือกคนผิด ทุกคนต่างรู้สึกดีใจกับเธอจากใจจริง”
“แต่เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“ลูกยังไม่ได้แต่งงานก็ยังถือว่าลูกยังเป็นคนของครอบครัวเรา ถ้าลูกให้เขาออกค่าใช้จ่ายให้ ครอบครัวเขาจะมองเธอยังไง”
“ก้มหน้าแต่งเมีย เชิดหน้าแต่งลูกสาว*[1] เธอกับสืออวี่ไป๋ก็ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันอยู่แล้ว พ่อแม่กลัวว่าถ้าเธอแต่งงานกับเขาจะต้องลำบาก ถ้ายังไม่ทันแต่งงานก็ใช้เงินของเขาไปแล้ว ชีวิตต่อจากนี้คงจะยากลำบากกว่าเดิม”
ฉือฮวนเข้าใจเหตุผลข้อนี้ แต่เหตุผลนี้ใช้ไม่ได้กับความสัมพันธ์ของเธอกับสืออวี่ไป๋ เพราะว่าเธอกับสืออวี่ไป๋แต่งงานกันนานแล้ว
ตั้งแต่วันที่แต่งงาน ฉือฮวนเป็นคนควบคุมการเงินของสืออวี่ไป๋ สำหรับเธอแล้วเงินเรียนต่อต่างประเทศเรียกได้ว่าน้อยนิด แต่สำหรับครอบครัวฉือแล้วมันเป็นจำนวนมหาศาล
ฉือฮวนพึมพำริมฝีปากโต้แย้งเบา ๆ
“เธอพูดว่าอะไรนะ”
ฉือฮวนชำเลืองมองทุกคนอย่างระมัดระวัง รวบรวมความกล้าแล้วยอมรับออกมา
“จริง ๆ ฉันกับสืออวี่ไป๋จดทะเบียนสมรสกันไปนานแล้ว!”
ประโยคนี้เหมือนระเบิดลูกใหญ่ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึง
แม่ฉือและพ่อฉือลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งด้วยความตื่นเต้น “จดทะเบียนตั้งแต่เมื่อไหร่”
ฉือฮวนอยากจะหดหัวเข้าไปในกระดองเหมือนเต๋า “ตอนที่ฉันบอกทุกคนว่าสืออวี่ไป๋เป็นแฟน…”
ฉือเฉิ่งตกใจที่สุด เขานับนิ้วแล้วก็ต้องตกใจจนลูกตาแทบหลุด
“ตอนนั้นเธออายุแค่สิบแปดเอง!”
“สารเลว!”
“มันเข้าข่ายพรากผู้เยาว์ชัด ๆ!”
ฉือฮวนไม่ชอบคำพูดแบบนี้และยิ่งไม่ชอบท่าทีของพี่รองเข้าไปใหญ่ เธอจึงค้านเสียงอ่อย “ฉันบรรลุนิติภาวะแล้วและมันก็เป็นความสมัครใจของฉัน”
เห็นสีหน้าของคนในครอบครัวไม่ดีเท่าไหร่นัก เธอรีบช่วยแก้ต่างให้สืออวี่ไป๋ เพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะทำลายภาพลักษณ์ของเขาในสายตาทุกคน”
“พวกเราแค่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น แต่เขาไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลย เขาให้ความเคารพฉันมาตลอด”
แต่พอพูดออกไปแบบนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็พากันเงียบกริบ
“ฉันยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรให้สืออวี่ไป๋จ่ายค่าเรียนให้ แบบนี้รั้งแต่จะทำให้คนดูถูก” ฉือโหย่วจินกล่าว
แต่ฉือฮวนไม่ยอม “แต่ว่า…สืออวี่ไป๋ให้เงินฉันแล้ว ในเมื่อพวกเรามีเงิน ทำไมต้องใช้เงินของครอบครัวด้วยล่ะ”
เธอร้อนใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
“พ่อ แม่ พี่คะ ฉันรู้ว่าพวกคุณทุกคนเป็นห่วงฉัน และทำทุกอย่างเพื่อฉัน แต่ฉันเห็นแก่ตัวขนาดนั้นไม่ได้ ยังไงนี้ฉันก็ตัดสินใจเลือกสืออวี่ไป๋แล้ว ฉันไม่รู้สึกว่าการใช้เงินของเขาจะผิดอะไร”
“ถ้าครอบครัวต้องขายทุกอย่างเพื่อส่งฉันไปเรียนต่างประเทศ แล้วพี่ชายของฉันล่ะ”
“พี่ใหญ่กับพี่สามแต่งงานแล้ว มีครอบครัวของตัวเอง พวกเขาควรรับผิดชอบครอบครัวของตัวเอง แม้พี่รองจะยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ควรเก็บเงินไว้ จะให้ทุกคนสละชีวิตของตัวเองเพื่อฉันได้อย่างไร ฉันไม่เห็นด้วย”
“เรื่องนี้ฉันจะตัดสินใจเอง”
ฉือฮวนยืนกรานอย่างแน่วแน่
สุดท้ายทั้งครอบครัวก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้ จึงได้แต่อาลัยอาวรณ์ส่งเธอไปเรียนต่างประเทศ
ชีวิตในต่างแดนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ด้วยประสบการณ์ที่เคยเป็นนางแบบในต่างประเทศจากชาติก่อน ฉือฮวนจึงปรับตัวได้ดี สิ่งเดียวที่ไม่คุ้นเคยคืออาหารการกิน แต่เพื่อบำรุงกระเพาะ เธอจึงต้องลงมือทำอาหารเอง
สืออวี่ไป๋บินมาเยี่ยมเธอเป็นครั้งคราว
วันที่ได้อยู่ด้วยกันช่างสั้นและหวานชื่น ส่วนเวลาที่ต้องพรากจากกันนั้นช่างทรมานและยาวนาน
แต่เกือบทุกคนในชั้นเรียนเคยเห็นสืออวี่ไป๋ ทุกคนอิจฉาที่เธอมีแฟนที่ดีขนาดนี้
ฉือฮวนไม่เคยได้รับการปฏิบัติแบบแฟนในชาติก่อน แต่ชาตินี้เธอได้รับอย่างเต็มที่
ความรู้สึกของความรักนั้นงดงามจนเธอบรรยายไม่ถูก และสืออวี่ไป๋ก็ได้รับอิทธิพลจากเธอ กลายเป็นคนที่สดใสขึ้นเรื่อยๆ แทบจะไม่มีความหม่นหมองจากชาติก่อนหลงเหลืออยู่เลย
เธอไม่เคยเสียใจเลยที่เลือกมาอยู่ข้าง ๆ เขาตั้งแต่เด็กเมื่อเกิดใหม่
หลายปีต่อมา
ฉือฮวนได้เป็นศาสตราจารย์ในภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเป่ยเฉิง
เมื่อเธอเดินออกจากสำนักงานพร้อมแฟ้มเอกสาร สิ่งแรกที่เธอเห็นคือช่อดอกกุหลาบช่อใหญ่ ด้านหลังช่อดอกไม้เป็นใบหน้าที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่และสง่างามของสืออวี่ไป๋ อยู่ใกล้แค่เอื้อม
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความลึกซึ้งจนแทบอยากจะกลืนกินเธอ
“ศาสตราจารย์ฉือ ยินดีด้วยกับการทำงานครับ”
ฉือฮวนหัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น รับช่อดอกไม้มาดม
“หอมมาก ฉันชอบจัง”
“ขอเกียรติเดินเล่นกับอาจารย์ฉือได้ไหมครับ”
ฉือฮวนดวงตาเป็นประกายซุกซน ทำท่าครุ่นคิด
“งั้นฉันต้องพิจารณาให้ดีก่อนนะ เพราะคนที่อยากชวนฉันไปกินข้าวนั้น ต่อแถวยาวจากตรงนี้ไปถึงประตูมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว”
สืออวี่ไป๋รู้สึกมั่นเขี้ยวและบีบแก้มเธอแรง ๆ
เธอทำหน้าบูดประท้วง ก่อนจะหัวเราะพลางคล้องแขนเขาไว้
พวกเขาสองคนคุยกันเรื่องในชีวิตประจำวันไปตลอดทาง แบ่งปันเรื่องราวที่พบเจอในวันนี้ เธอถามเขาอย่างออดอ้อนว่าคืนนี้จะทำอะไรอร่อย ๆ ให้กิน เพื่อฉลองที่เธอได้ทำงาน
“อาหารมื้อใหญ่”
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว หิมะขาวโพลนปกคลุมมหาวิทยาลัยเป่ยเฉิง เบื้องหลังพวกเขาทิ้งรอยเท้าสองแถวที่เดินเคียงข้างกันไว้
ขณะที่เดินไปฉือฮวนก็เห็นดอกกุหลาบดอกหนึ่งบนพุ่มไม้เขียวชอุ่มที่ถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อยและปกคลุมด้วยหิมะ
“ใครช่างโรแมนติกเหลือเกิน ปักดอกกุหลาบบนหิมะด้วยนะ แต่พูดถึงมันแล้ว มันก็ดูสวยจริง ๆ นะ”
ฉือฮวนเล่นกับดอกกุหลาบสักครู่ แล้วก็ปักมันกลับลงบนหิมะอย่างไม่ใส่ใจ
ระหว่างทางดอกกุหลาบสีสดใสปรากฏแก่สายตา
หนึ่งดอก สองดอก สามดอก มากขึ้นเรื่อย ๆ มากจนราวกับจะดึงดูดสายตาของทุกคนไว้จึงจะยอมหยุด
หัวใจใต้อกกระตุกหยุดเต้นไปชั่วขณะ ความคิดอันน่าเหลือเชื่อผุดขึ้นในสมอง เธอมองไปทางสืออวี่ไป๋ที่อยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
[1] เปรียบเทียบถึงความยากลำบากและความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ต้องแสดงออกในบริบทของการแต่งงานทั้งสองฝ่าย