สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 575 กลับหางโจว
บทที่ 575 กลับหางโจว
เมื่อเผชิญกับสายตาน้อยใจของเสิ่นชิง หัวใจของลู่เย่ก็กระตุกวูบ
แย่แล้ว เขาคงเคยพูดแบบนั้นจริง ๆ
ตอนที่เสิ่นชิงนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ลู่เย่เคยบอกว่าจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้เธอกินเอง แต่หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องกับเซี่ยเฉิงอวิ๋น เขาก็เลย…
ลู่เย่เกาหัวแกรก ๆ รีบพูดว่า “เอ่อ… ถ้าเธออยากกิน ฉันจะไปทำให้เดี๋ยวนี้เลย เรื่องรสชาติฉันไม่กล้ารับประกัน แต่รับรองว่ากินแล้วไม่ตายแน่นอน”
เสิ่นชิงชำเลืองมองลู่เย่แวบหนึ่ง คนคนนี้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก ทะนุถนอมเหมือนทองคำ อัญมณี จะทำอาหารเป็นได้ยังไง
ในกองทัพมีโรงอาหารอยู่แล้ว เธอไม่เชื่อหรอกว่าลู่เย่จะเรียนรู้การทำอาหารในกองทัพ
เธอไม่อยากเป็นหนูทดลองหรอกนะ
อาหารที่ลู่เย่ทำต้องไม่อร่อยแน่ ๆ เธอไม่ได้โง่สักหน่อย เธอไม่อยากหาเรื่องทรมานตัวเองเล่นหรอก
ในห้องผู้ป่วย เซี่ยเฉิงอวิ๋นและเค่ออวิ๋นได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเช่นกัน
เซี่ยเฉิงอวิ๋นดื่มน้ำซุปไก่พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างมีความสุข ตั้งใจชมเสียงดังขึ้นว่า “อา อร่อยจังเลย อร่อยสุด ๆ ไปเลย”
เค่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นมา กะพริบตามองไปที่เซี่ยเฉิงอวิ๋น “อร่อยจริง ๆ เหรอคะ”
ตอนที่เค่ออวิ๋นยกซุปไก่มาวางตรงหน้าเซี่ยเฉิงอวิ๋น ในใจก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง เพราะไม่เคยมีใครบอกว่าอาหารที่เธอทำอร่อยเลย
แต่ก่อนตอนอยู่บ้าน ทุกครั้งที่เธออยากจะเข้าครัวทำอาหาร คนในบ้านก็จะพยายามห้ามปรามสุดชีวิต ดังนั้นโอกาสที่จะได้ทำอาหารจึงมีไม่มากนัก
“พี่เฉิงอวิ๋นคะ อร่อยจริง ๆ เหรอคะ” เค่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความดีใจจนล้นออกมา
ซุปไก่ชามนี้เธอทำตามคลิปสอนทำอาหารในอินเทอร์เน็ต
เมื่อครู่เธอได้ชิมดูนิดหน่อย รู้สึกว่าซุปไก่มีรสหวานนิด ๆ
แต่ว่า… ความหวานอ่อน ๆ นี้ดูเหมือนจะมากไปหน่อย
เค่ออวิ๋นเอียงหัวคิดสักครู่ เกลือกับน้ำตาลสามารถหักล้างกันได้ ดังนั้นเธอจึงเติมเกลือลงไปในชามซุปเพิ่ม
แต่เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอคิดว่าเป็นเกลือ จริง ๆ แล้วคือน้ำตาลต่างหาก
ดังนั้นซุปไก่ที่ (น่าจะ) อร่อยนี้ จึงกลายเป็นซุปไก่หวานฝีมือเค่ออวิ๋นไปเสียอย่างนั้น
แม้ซุปไก่จะดูน่ากินดี แต่รสชาติกลับพูดได้ยากเหลือเกิน
เซี่ยเฉิงอวิ๋นพยักหน้า “อร่อย! อร่อยยิ่งกว่าซุปไก่ในโรงแรมห้าดาวอีก! อาหารทุกอย่างที่เธอทำล้วนอร่อยทั้งนั้น ฉันไม่ได้กินแค่อาหาร แต่กินน้ำใจของเธอด้วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เค่ออวิ๋นก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย ใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ารัก
จากนั้น เค่ออวิ๋นก็ตักน้ำซุปไก่ใส่ชามใบใหญ่อีกชาม วางไว้ตรงหน้าเซี่ยเฉิงอวิ๋น “ในเมื่ออร่อย งั้นดื่มเพิ่มอีกหน่อยสิคะ”
เซี่ยเฉิงอวิ๋นได้ยินคำพูดของเค่ออวิ๋นแล้วรู้สึกขนลุกซู่
โอ้แม่เจ้า ตายแล้ว จะเอาชีวิตไปแล้วเหรอ
ฮือ ๆ ๆ ที่เขาพูดไปเมื่อกี้เป็นคำโกหกทั้งนั้น
จริง ๆ แล้วน้ำซุปไก่นี้ไม่อร่อยเลยสักนิด ทั้งหวานทั้งมัน ดื่มแล้วรู้สึกแปลก ๆ
แต่เขาจะกล้าพูดออกไปได้ยังไง
เขากลัวว่าถ้าพูดออกไป ต่อไปคงไม่ได้กินอาหารที่เค่ออวิ๋นทำอีกแล้ว
เซี่ยเฉิงอวิ๋นมองน้ำซุปไก่ชามใหญ่ตรงหน้า บนผิวน้ำซุปมีคราบน้ำมันสีเหลืองลอยอยู่ ประดับด้วยต้นหอมซอยละเอียด
พอคิดว่าต้องฝืนดื่มของแบบนี้อีก เซี่ยเฉิงอวิ๋นก็รู้สึกขนลุกซู่
เซี่ยเฉิงอวิ๋นมองน้ำซุปไก่ตรงหน้าจนตาลาย กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย แต่พอดื่มกลับหวานมาก ๆ
เขารู้สึกเหมือนกำลังดื่มน้ำหวาน
แม้แต่น้ำซุปไก่ชามนี้ยังหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก
เซี่ยเฉิงอวิ๋นสงสัยอย่างมากว่าเค่ออวิ๋นคงจะเอาน้ำตาลมาใส่แทนเกลือ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดออกไป
เขาได้แต่ฝืนยิ้ม แล้วพูดอย่างฝืนทนว่า “เอ่อ…เสี่ยวอวิ๋น ฉันว่าฉันอิ่มแล้วล่ะ”
เค่ออวิ๋นย่นจมูกเล็ก ๆ อย่างน่ารัก แล้วถามอย่างสงสัย “พี่เพิ่งกินไปแค่ครึ่งชามเองนะ ทำไมถึงอิ่มแล้วล่ะ”
เค่ออวิ๋นพูดจบก็ตักข้าวมาครึ่งชาม ใส่ลงในชามน้ำซุป แล้วคนสองที ก่อนจะยื่นให้เซี่ยเฉิงอวิ๋น “นี่ ข้าวราดน้ำซุปไก่ เดี๋ยวฉันจะเพิ่มกุ้งกับเต้าหู้ยี้ให้อีกหน่อย”
เมื่อเซี่ยเฉิงอวิ๋นได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็แข็งค้างไปทันที
แย่แล้ว…
น้ำซุปไก่ที่หวานเหมือนน้ำเชื่อมนี่ ราดลงบนข้าว แถมยังใส่กุ้งกับเต้าหู้ยี้เพิ่มอีก
ทั้งหวาน เค็ม และเผ็ด
นี่มันอาหารนรกชัด ๆ
เซี่ยเฉิงอวิ๋นกลืนน้ำลาย แล้วพูดติดอ่าง “เอ่อ…เสี่ยวอวิ๋น ฉัน…ฉันอิ่มจริง ๆ ฉันกินไม่ไหวแล้ว”
เมื่อครู่เซี่ยเฉิงอวิ๋นยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุขมากเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ยิ่งรู้สึกปวดใจมากเท่านั้น
เขาคิดอย่างเศร้าสร้อย นี่มันเหมือนยกก้อนหินขึ้นมาทุบเท้าตัวเองชัด ๆ
ฮือ ๆ ๆ เขาจะร้องไห้แล้ว
แล้วจะกินยังไงดีล่ะเนี่ย
“พี่เฉิงอวิ๋น กินเร็ว ๆ สิคะ ถ้าน้ำซุปไก่เย็นแล้ว ก็ดื่มไม่ได้นะคะ”
เค่ออวิ๋นยกข้าวราดน้ำซุปไก่ส่งไปตรงหน้าเซี่ยเฉิงอวิ๋น ดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
ฮิ ๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนชมว่าอาหารที่เธอทำอร่อย
แต่ก่อนคนในบ้านไม่เคยให้เธอทำอาหารเลย แม้แต่เข้าครัวก็ยังไม่อนุญาต
แต่ตอนนี้ข้าวราดน้ำซุปไก่ที่เธอทำ เซี่ยเฉิงอวิ๋นกลับชมไม่หยุดปาก
พูดตามตรง เมื่อเห็นเซี่ยเฉิงอวิ๋นกินอย่างเอร็ดอร่อย เค่ออวิ๋นรู้สึกปลื้มปริ่มในใจ ราวกับได้กินน้ำผึ้งหวาน ๆ
ในที่สุดก็มีคนยอมรับในฝีมือการทำอาหารของเธอแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของเค่ออวิ๋น เซี่ยเฉิงอวิ๋นก็ทำอะไรไม่ถูก เขาไม่อยากทำให้เค่ออวิ๋นผิดหวัง จึงต้องฝืนใจดื่มมันลงไป
ด้านนอกหน้าต่าง ลู่เย่เขย่าแขนเสิ่นชิงเบา ๆ “ชิงชิง… ถ้าเธออยากกินอาหารที่ฉันทำ ฉันจะทำให้เธอตอนนี้เลย”
ลู่เย่แสดงสีหน้าระมัดระวัง น้ำเสียงมีความประจบประแจงเล็กน้อย “ชิงชิง อย่าโกรธนะ…”
เสิ่นชิงเลิกคิ้ว “ฉันล้อเล่นน่า เดี๋ยวเก็บของแล้วกลับเมืองหางโจวกัน”
“อ้อ…”
ลู่เย่ตอบรับอย่างซื่อ ๆ
จากนั้นก็เกาท้ายทอย “ฉันทำอาหารเป็นจริง ๆ นะ อย่าคิดว่าฉันทำไม่เป็นสิ เดี๋ยวฉันจะหาโอกาสโชว์ฝีมือให้เธอดู”
เสิ่นชิงชำเลืองมองลู่เย่แวบหนึ่ง “จริงเหรอ นายทำอาหารเป็นด้วยเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก”
ลู่เย่กลอกตา “ฉันทำเป็นจริง ๆ แถมยังมีพรสวรรค์ด้านการทำอาหารด้วยนะ”
เสิ่นชิงยักไหล่ “ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่พูดเลย”
เห็นเสิ่นชิงทำท่าไม่เชื่ออย่างชัดเจน ลู่เย่จึงเบ้ปาก “งั้นเดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
…..
หลังจากที่ตู๋หยาและพรรคพวกถูกจับเข้าคุก เรื่องราวในเมืองเจียงก็จบลงแต่เพียงเท่านี้
หลังจากผ่านการรักษาอย่างเร่งด่วน ขาข้างขวาของเซี่ยเฉิงอวิ๋นก็รอดพ้นมาได้ ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่มีปัญหาอะไรมาก แค่ต้องการการพักฟื้นที่ดีเท่านั้น
เสิ่นชิงเองก็พักฟื้นในโรงพยาบาลมาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตอนนี้ร่างกายของเธอฟื้นตัวเต็มที่แล้ว ใบหน้าที่ผอมลงกลับมาเต่งตึงขึ้นเล็กน้อย ผิวขาวอมชมพู ดูมีน้ำมีนวลมาก
เธอจัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับเมืองหางโจว
คนกลุ่มนั้นในเมืองหางโจวทำให้เธอเสียเปรียบมากขนาดนี้ คราวนี้กลับไปหางโจว เธอจะไม่ปล่อยไว้สักคน
“ตู๋หยาคนนี้ พี่จะจัดการยังไง” สวีลี่กอดอกพิงประตู สายตาลึกลับ
สวีลี่เพิ่งออกมาจากสถานีตำรวจเมืองเจียง เธอเพิ่งไปสอบสวนตู๋หยามา
เสิ่นชิงเงยหน้ามองไปที่สวีลี่ถามว่า “เขารับสารภาพไหม บอกไหมว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง”
สวีลี่ส่ายหน้า “ตู๋หยาปากแข็ง ไม่ยอมพูดอะไรเลย”
เสิ่นชิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว “แล้วลูกน้องพวกนั้นล่ะ ถ้าตู๋หยาปากแข็ง ปากของพวกนั้นก็งัดไม่ออกเหรอ”
สวีลี่ตอบว่า “ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่พูด แต่ไม่รู้จริง ๆ ต่างหาก ได้ยินว่าแม้แต่ตู๋หยาเองก็ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้ว่าจ้าง ปกติก็ติดต่อผ่านเว็บมืดเท่านั้น”
เสิ่นชิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว
แม้แต่ตู๋หยาก็ยังไม่รู้ตัวตนของผู้ว่าจ้างอีกเหรอ