สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 565 ฉันมีเรื่องสำคัญ
บทที่ 565 ฉันมีเรื่องสำคัญ
เวลาเที่ยงคืนสิบนาที
สายลมยามราตรีพัดพาความเย็นจากละอองน้ำเหนือแม่น้ำ กวาดผ่านทุ่งต้นอ้อทั้งผืน
หมอกเริ่มก่อตัวเหนือผิวน้ำ
ไม่นานนัก หมอกสีขาวก็ลอยตัวขึ้นจากผิวน้ำ ไหลบ่าเข้าสู่ทุ่งต้นอ้อและริมฝั่งอย่างรวดเร็ว
หมอกสีขาวนวลแผ่ขยายจากผิวน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้า ทำให้ทั้งโลกจมอยู่ในความพร่ามัว
ท้องฟ้าที่มืดมิดอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งมีหมอกหนาเพิ่มเข้ามา ยิ่งบดบังทัศนวิสัยของผู้คน
ตู๋หยาฉวยโอกาสลากร่างเซียเฉิงอวิ๋นที่เกือบตายเข้าไปซ่อนในม่านหมอก
ทุ่งต้นอ้อทั้งผืนถูกหมอกหนาปกคลุม ลู่เย่สูญเสียการมองเห็นในทันที รอบตัวมีแต่หมอกหนาทึบ ยื่นมือออกไปแทบจะมองไม่เห็นนิ้วมือ
ตู๋หยาลากร่างเซี่ยเฉิงอวิ๋นย่อตัวแทรกเข้าไปในทุ่งต้นอ้อ ลู่เย่ค่อย ๆ หมอบตัวลง ตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวรอบตัว
ตอนนี้หมอกและละอองน้ำบดบังทัศนวิสัย หากเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามมีแต่จะเปิดเผยตำแหน่งของตัวเอง
ลู่เย่ไม่กล้าขยับตัว เพราะแค่เขาขยับก็จะกระทบกับต้นอ้อข้างตัว เมื่อใบอ้อเสียดสีกัน เสียงซู่ซ่าก็จะดังก้องในค่ำคืนอันเงียบสงัดนี้
ตามหลักที่ว่า ศัตรูไม่เคลื่อนไหว เราก็ไม่เคลื่อนไหว ทุกคนต่างซุ่มตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ตั้งใจฟังความเคลื่อนไหวรอบข้าง
ตอนนี้ ใครขยับก่อน คนนั้นก็จะต้องโดนกระสุน
ตู๋หยาไม่ได้โง่ขนาดนั้น ลู่เย่และคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้โง่เช่นกัน
แต่ในตอนนั้นเอง เซี่ยเฉิงอวิ๋นที่นอนอยู่แทบเท้าของตู๋หยาก็ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา
มือขวาของตู๋หยาพันด้วยผ้าขาด ๆ เลือดซึมจนชุ่มผ้าสีขาวไปทั้งผืน หยดเลือดหยดลงบนพื้นดินทีละหยด
ไม่นานบนพื้นก็เกิดเป็นทางเลือดคดเคี้ยวยาวต่อเนื่อง ดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย
ตู๋หยาเจ็บจนต้องกัดฟันทน
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกมาก ตอนที่ไม่มีใครไล่ล่า ตู๋หยากลับมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย
แต่พอถึงตอนที่ชีวิตของตู๋หยาตกอยู่ในอันตราย ถูกคนไล่ล่า เขากลับไม่อยากตายขึ้นมาทันที
เขาอยากมีชีวิตอยู่!
เขาอยากเห็นดวงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้!
เขากลับมามีความปรารถนาในชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
เซี่ยเฉิงอวิ๋นที่นอนอยู่บนพื้นฟื้นขึ้นมา เมื่อครู่เขาถูกเขย่าอย่างรุนแรง ตอนนี้รู้สึกว่าในปอดปั่นป่วนไปหมด ราวกับอวัยวะภายในทั้งหมดเคลื่อนที่
“แค่ก แค่ก แค่ก”
ตู๋หยาได้ยินเสียงไอเบา ๆ นั้นก็ตกใจจนแทบจะสิ้นสติ
แย่แล้ว!
หลังจากได้ยินเสียงไอของเซี่ยเฉิงอวิ๋น ตู๋หยารีบเอามือปิดปากเซี่ยเฉิงอวิ๋นทันที แต่มันก็สายเกินไปแล้ว
ริมแม่น้ำเงียบสงัด เสียงไอเบา ๆ นั้นจึงดังแสบแก้วหู
ลู่เย่ที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงเช่นนั้น เสียงของเซี่ยเฉิงอวิ๋นเป็นเสียงที่เขาคุ้นหูมาก
ลู่เย่หรี่ตามอง หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดส่งข้อความ แล้วส่งตำแหน่งของเซี่ยเฉิงอวิ๋นให้เพื่อนร่วมทีมคนอื่น
“แค่ก แค่ก”
เซี่ยเฉิงอวิ๋นไอสองครั้ง แล้วค่อย ๆ ได้สติ
เขามองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาเลื่อนลอย สิ่งที่เห็นมีแต่ความขาวโพลนไปหมด เขามองอะไรไม่เห็นเลย
เซี่ยเฉิงอวิ๋นรู้สึกอ่อนระโหยโรยแรงไปทั้งตัว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่
แต่เซี่ยเฉิงอวิ๋นยังไม่ทันได้สติดี ก็ถูกตู๋หยาเอามือปิดปากเสียแล้ว
ด้วยความฉลาดของเซี่ยเฉิงอวิ๋น เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของตู๋หยา เขาก็เข้าใจในทันทีว่ามีคนมาช่วยเขาแล้ว
เซี่ยเฉิงอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงพยายามจะร้องตะโกน แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็ถูกตู๋หยายัดผ้าขี้ริ้วเข้าปากเสียก่อน
ตู๋หยาไม่แน่ใจว่าเสียงที่เซี่ยเฉิงอวิ๋นเปล่งออกมาเมื่อครู่จะทำให้ลู่เย่ตื่นตัวหรือไม่
แต่ด้วยหลักการที่ต้องระมัดระวัง ตู๋หยาจึงตัดสินใจย้ายตำแหน่ง เพราะเขารู้สึกว่ามีคนกำลังเคลื่อนที่มาทางนี้
ในตอนนั้นเองที่มีลมพัดขึ้นมพอดี
ต้นอ้อถูกลมพัดโอนเอนไปมา ใบอ้อกระทบและเสียดสีกัน ส่งเสียงซู่ซ่า
ตู๋หยาฉลาดมาก เขารู้ว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการย้ายที่ เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่ต้นอ้อส่งเสียงซู่ซ่ารีบลากเซี่ยเฉิงอวิ๋นย้ายที่ทันที
เสียงที่เกิดจากการลากเซี่ยเฉิงอวิ๋นถูกกลบด้วยเสียงใบอ้อที่ถูกลมพัด
ลู่เย่ที่นอนราบอยู่ในทุ่งต้นอ้อขมวดคิ้ว
ถ้าเขาเป็นตู๋หยา ก็คงฉวยโอกาสนี้ย้ายที่เหมือนกัน
สายลมเย็นพัดปลายผมของลู่เย่เผยให้เห็นหน้าผากเกลี้ยงเกลา
แววตาของลู่เย่เย็นชาลง สายลมนี้…
สายลมนี้มาได้จังหวะพอดี แต่ก็ไม่ได้ดีเช่นกัน
แต่ว่า ลมที่พัดมาก็ได้พัดหมอกเย็นให้จางหายไปด้วย
อากาศเย็นและหมอกน้ำที่ปกคลุมทั่วทุ่งอ้อได้บดบังสายตา เสียงลมที่พัดใบอ้อดังซู่ซ่าก็ช่วยกลบเสียงการเคลื่อนย้ายของตู๋หยา
แต่ว่า….
หลังจากลมแรงพัดผ่านไป หมอกเหนือแม่น้ำก็จางหายไปมาก หมอกถูกพัดกระจาย ทุ่งอ้อที่เคยถูกหมอกเย็นปกคลุมก็ปรากฏอยู่ในสายตาของทุกคนอีกครั้ง
ลู่เย่เงยหน้ามองไปยังที่ที่เซี่ยเฉิงอวิ๋นเคยอยู่ พบว่าที่นั่นไม่มีใครอยู่จริง ๆ
เป็นอย่างที่คิด ตู๋หยาย้ายที่ไปแล้ว
……
โรงพยาบาลประชาชนเมืองเจียง
เสิ่นชิงนอนอยู่บนเตียงคนไข้ สวีลี่และเฉาเล่อกำลังเฝ้าอยู่ข้างเตียง
“พี่เสิ่นชิง ไม่รู้ว่าหัวหน้าทีมลู่และคนอื่น ๆ ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว” สวีลี่พูดพลางแทะเล็บไปด้วย พลางเอียงหัวคิด
สวีลี่มีนิสัยเหมือนเสิ่นชิงอย่างหนึ่ง นั่นคือชอบแทะเล็บเวลาคิด
สวีลี่ชอบแทะเล็บมากกว่าเสิ่นชิงนิดหน่อย เล็บทั้งสิบนิ้วของเธอถูกแทะจนสั้นกุด
สวีลี่พูดว่า “พี่เสิ่นชิง พวกเราอยู่เฉย ๆ ตรงนี้ก็ไม่ได้ทำอะไร ไม่อย่างนั้นให้พวกเราไปช่วยหัวหน้าทีมลู่ดีไหม เค่ออวิ๋นอยู่ที่นั่นคนเดียว ฉันกลัวว่าเธอจะรับมือไม่ไหว”
เสิ่นชิงเงยหน้ามองสวีลี่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ต้องกังวล ฉันเชื่อใจลู่เย่ เขาต้องช่วยเซี่ยเฉิงอวิ๋นออกมาได้แน่นอน พวกเธอไม่ต้องไป”
เฉาเล่อยังคงไม่ค่อยสบายใจ เอียงหน้ามองไปทางสวีลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ไม่งั้นสวีลี่อยู่ที่นี่ คอยดูแลพี่เสิ่นชิง เดี๋ยวฉันไปช่วยที่นั่นเอง ดีไหม”
พูดตามตรง เฉาเล่อยังคงเป็นห่วงเซี่ยเฉิงอวิ๋นมาก
ด้วยเหตุที่เขาอยู่กับเซี่ยเฉิงอวิ๋นมานาน ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ลึกซึ้งมาก
ยิ่งไปกว่านั้น…
ยิ่งไปกว่านั้น… เซี่ยเฉิงอวิ๋นยังเป็นคนที่เค่ออวิ๋นรัก ถ้าเซี่ยเฉิงอวิ๋นเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ เค่ออวิ๋นจะต้องเสียใจมากแน่นอน
สถานการณ์แบบนี้ เฉาเล่อไม่อยากเห็น
ดังนั้นเขาจึงอยากไปที่ท่าเรือเมืองเจียง เพื่อเข้าร่วมกับทีมช่วยเหลือ
เสิ่นชิงได้ยินแล้วส่ายหน้า “ไม่ ตอนนี้ที่นั่นไม่ได้ขาดคน เฉาเล่อนายไม่จำเป็นต้องไปช่วยพวกเขา”
ตามที่เสิ่นชิงรู้มา น้ำท่วมที่เมืองเจียงที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้สงบลงแล้ว เซี่ยจือจางได้ส่งกำลังตำรวจส่วนใหญ่ไปช่วยเหลือเซี่ยเฉิงอวิ๋น
ดังนั้น ที่นั่นจึงไม่ขาดคนเลย
นาฬิกาบนผนังส่งเสียงติ๊กต่อก แต่ทุกคนไม่มีอาการง่วงนอนสักนิด
เสิ่นชิงมองไปที่เฉาเล่อแล้วพูดว่า “เฉาเล่อ ตอนนี้นายไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ฉันมีภารกิจที่ยากมากจะมอบให้นาย”
พอเฉาเล่อได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เขาว่างมานานมากจนรู้สึกเหมือนจะมีเห็ดขึ้นตามตัวอยู่แล้ว
เฉาเล่อคิดในใจอย่างมีความสุขว่า เมื่อพี่เสิ่นชิงพูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ จะต้องมีเรื่องสำคัญมากให้เขาทำแน่ ๆ
เมื่อตระหนักได้ถึงจุดนี้ ดวงตาของเฉาเล่อก็เป็นประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ เขามองไปที่เสิ่นชิงอย่างตื่นเต้นแล้วพูดว่า
“พี่เสิ่นชิง! พี่จะให้ผมทำอะไรครับ พี่สั่งมาได้เลย ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด!”
เฉาเล่อพูดพลางตบอกตัวเองดังปัง ๆ