สาวชนบทไลฟ์สดทำฟาร์มเพื่อสอบเป็นอัยการ - บทที่ 559 อันตรายใต้น้ำ
บทที่ 559 อันตรายใต้น้ำ
นักโทษแหกคุกคนอื่น ๆ ก็เห็นแสงสีแดงที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ พวกเขาจ้องมองลงไปในน้ำด้วยความสงสัย อยากรู้ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังเปล่งแสง
“พี่ชายปากเบี้ยว นั่นไม่ใช่ดวงตาของงูใช่ไหม ใต้น้ำนี่จะมีรังงูหรือเปล่า ดูน่ากลัวจัง” นักโทษแหกคุกคนหนึ่งตกใจจนหน้าขาว
ชายปากเบี้ยวยกมือขึ้นตบหัวเขาอย่างแรง พร้อมตวาดเสียงเย็น “นายเป็นไอ้โง่หรือไง จะเป็นงูได้ยังไง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าตางูจะเรืองแสงสีแดงได้”
นักโทษที่โดนตีหดคอลงแล้วเตะน้ำอีกครั้ง “บางที…บางทีอาจจะเป็นงูน้ำที่กลายเป็นปีศาจก็ได้นะ”
พอได้ยินว่าใต้น้ำมีรังงู คนอื่น ๆ ก็ตกใจจนไม่กล้าขยับตัว
ชายปากเบี้ยวเบ้ปากอย่างดูถูก “พวกนายโง่เหรอไง ถึงใต้น้ำจะมีงูแล้วยังไง งูน้ำมันไม่มีพิษ กลัวอะไรกัน”
พูดจบ เขาก็คว้าหัวสมุนคนหนึ่งแล้วกดลงน้ำอย่างแรง “นายลองดูให้ดี ๆ สิว่าข้างในนั่นมันเป็นรังงูจริง ๆ หรือเปล่า!”
ชายปากเบี้ยวกดหัวสมุนไว้อย่างแรงให้ดำน้ำลงไปสำรวจ “เป็นไง เห็นชัดไหม สิ่งที่เรืองแสงสีแดงใต้น้ำนั่นมันคืออะไรกันแน่” เขาถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
พูดยังไม่ทันขาดคำ ศีรษะสีดำก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำด้านหลังเขาอย่างกะทันหัน
ก่อนที่ชายปากเบี้ยวจะทันได้ตั้งตัว คอของเขาก็ถูกใครบางคนกดเอาไว้เสียแล้ว
“อ๊ะ…อื้อ ๆ…”
นอกจากชายปากเบี้ยวแล้ว คนอื่น ๆ ก็ถูกเงาดำที่ปรากฏขึ้นกะทันหันกดลงใต้น้ำเช่นกัน พวกเขาอยากจะร้องขอความช่วยเหลือดัง ๆ แต่เพียงแค่อ้าปาก น้ำเย็นเฉียบจากแม่น้ำก็ไหลทะลักเข้าปากและจมูกอย่างรวดเร็ว
น้ำในแม่น้ำกลืนกินทุกอย่าง
ไม่เพียงแต่กลืนกินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเหล่านักโทษแหกคุก แต่ยังกลืนกินร่างของพวกเขาด้วย
ละอองน้ำที่กระเซ็นจากการดิ้นรนบนผิวน้ำหายไปอย่างรวดเร็ว ฟ้าและดินกลับคืนสู่ความเงียบสงบในพริบตา ผิวน้ำกลับมาราบเรียบดั่งกระจกเงาไร้ริ้วคลื่น
ใต้ผิวน้ำ นักโทษแหกคุกทั้งห้าที่ถูกเงาดำรัดไว้แน่นพยายามดิ้นสุดแรง พวกเขาพยายามต่อต้าน แต่แรงมหาศาลของน้ำทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับตัวได้ถนัด
พวกเงาดำล้วนเป็นเด็กที่เติบโตมาริมแม่น้ำ พวกเขาเล่นน้ำในแม่น้ำหลานชางมาตั้งแต่จำความได้ การต่อสู้ใต้น้ำจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับพวกเขา
ไม่นานนัก นักโทษแหกคุกทั้งหมดที่ถูกกดอยู่ใต้น้ำก็หมดเรี่ยวแรงต่อต้าน
พวกเขาหอบหายใจเหมือนปลาตาย ได้แต่ปล่อยให้ตำรวจใส่กุญแจมือแล้วลากขึ้นเรือเร็วที่ซ่อนอยู่ในความมืด
จนถึงตอนนี้ นักโทษแหกคุกทั้งห้าคนรวมทั้งชายปากเบี้ยวถูกจับกุมได้ทั้งหมดแล้ว
ไม่นาน หัวหน้าหน่วยลับที่ถือวิทยุสื่อสารก็โทรหาลู่เย่
“หัวหน้าลู่ ทางเราจับกุมนักโทษแหกคุกทั้งห้าคน รวมทั้งชายปากเบี้ยวได้สำเร็จแล้ว รอรับคำสั่งขั้นต่อไปครับ”
ลู่เย่ได้ยินข่าวดีแล้วใบหน้าหล่อเหลาก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา เขาพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ดีมาก พวกคุณจับตัวชายปากเบี้ยวกับพวกมันมาก่อน แล้วค่อยพักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนภารกิจที่เหลือ ผมจะให้คนอื่นจัดการ”
การต่อสู้ใต้น้ำไม่เหมือนกับการต่อสู้บนบก มันสูบพลังงานมากกว่า ดังนั้นลู่เย่จึงต้องเปลี่ยนคนชุดใหม่มาทำภารกิจที่เหลือ
หลังจากกำจัดปีกของตู๋หยาไปแล้ว ตู๋หยาก็เหลือแค่ตัวคนเดียว การปฏิบัติการต่อไปก็จะง่ายขึ้นมาก
…
ในทุ่งต้นอ้อ
เซี่ยเฉิงอวิ๋นนอนคว่ำอยู่ในโคลนเหมือนสุนัขตายซาก ไม่ขยับเขยื้อน
เขาพบว่าการนอนคว่ำในโคลนเย็น ๆ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและอาการบวมตามร่างกายได้
ส่วนตู๋หยา เขานั่งยอง ๆ สูบบุหรี่อยู่ข้าง ๆ รอบ ๆ แอ่งน้ำข้างตัวเขามีก้นบุหรี่ลอยอยู่เต็มไปหมด
ตอนนี้ผ่านไปยี่สิบนาทีแล้วนับตั้งแต่ชายปากเบี้ยวเริ่มปฏิบัติการ ตู๋หยาคำนวณเวลาดู
ถ้าทุกอย่างราบรื่นดี ตอนนี้พวกชายปากเบี้ยวคงกำลังขับเรือยอชต์มุ่งหน้ามาทางนี้แล้ว
ตู๋หยาคิดครู่หนึ่งแล้วจึงโทรหาชายปากเบี้ยว
“กริ๊ง…กริ๊ง…” เสียงโทรศัพท์ดังอยู่นาน จนกระทั่งตู๋หยาเริ่มหงุดหงิด โทรศัพท์จึงถูกรับสาย
จริง ๆ แล้วตู๋หยาไม่อยากโทรหาชายปากเบี้ยวเท่าไหร่ เพราะเขากลัวว่าตำรวจจะดักฟังโทรศัพท์
เขากลัวว่าตำรวจจะใช้การระบุตำแหน่งเพื่อหาที่ซ่อนตัวของเขา แล้วจับกุมเขา
ดังนั้นเขาจึงต้องสั่งชายปากเบี้ยวเรื่องหนึ่ง เรื่องนี้เขาเคยพูดไปแล้ว แต่เขารู้สึกว่ายังจำเป็นต้องเตือนอีกครั้ง
หลังจากโทรศัพท์ถูกรับสาย
ไม่นานก็ได้ยินเสียงของชายปากเบี้ยวดังมาจากปลายสาย
“ฮัลโหลพี่ใหญ่ ผมกำลังขับเรือยอชต์มาหาคุณอยู่ อีกสิบนาทีก็จะถึงแล้ว”
เมื่อตู๋หยาได้ยินเสียงของชายปากเบี้ยว จิตใจที่กังวลก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากแล้วพูดว่า “นาย ฟังฉันนะ พวกนายไม่ต้องรีบมารับฉัน ให้พวกนายแล่นเรือวนรอบแม่น้ำก่อน แล้วจัดการของในมือให้เรียบร้อย”
ตู๋หยาพูดอย่างคลุมเครือมาก
เขาไม่ได้พูดถึงว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะให้ชายปากเบี้ยวจัดการกับโทรศัพท์มือถือ
แต่เมื่อชายปากเบี้ยวได้ยินคำเตือนของตู๋หยา ก็นึกถึงคำกำชับของพี่ใหญ่ได้ทันที
ดังนั้น เขาจึงตอบกลับทางโทรศัพท์ว่า “พี่ใหญ่ครับ ผมเข้าใจความหมายของคุณแล้ว งั้นคุณรออีกสิบนาทีนะครับ หลังจากผมจัดการเรื่องในมือเสร็จ ผมจะไปหาคุณ”
ตู๋หยาได้ยินแล้วพยักหน้าด้วยความพอใจ “ได้ พวกนายต้องระวังให้มาก ๆ อย่าให้ตำรวจจับได้ไล่ทันเด็ดขาด”
“ได้ครับ พี่ใหญ่วางใจได้!” ชายปากเบี้ยวตอบกลับไป
แท้จริงแล้ว คนที่อยู่ปลายสายไม่ใช่ชายปากเบี้ยว แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ตำรวจจ้างมา
ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นสามารถเลียนแบบเสียงของคนอื่นได้หลายคน และเลียนแบบได้เหมือนมาก แทบจะฟังไม่ออกว่าของจริงหรือของปลอม
ตอนนี้ ชายปากเบี้ยวตัวจริงถูกมัดอย่างแน่นหนาอยู่ในห้องใต้ท้องเรือ
“ชายปากเบี้ยว พี่ใหญ่ของพวกนายอยู่ที่ไหนรีบบอกมา! ไม่งั้นนายจะไม่ได้จบแบบสวย ๆ นะ! สารภาพจะเบาลง ขืนขัดขืน หนักแน่!”
ชายปากเบี้ยวที่หน้าตาช้ำระบมหรี่ตาลง ดูเหมือนมะเขือเทศที่เหี่ยวแห้ง
ช่างน่าตาย เขาไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายตัวเองจะถูกจับได้จริง ๆ
จุดสีแดงที่พวกเขาเห็นใต้น้ำตอนนั้น ที่จริงแล้วเป็นปลอกแขนที่ตำรวจแอบซุ่มอยู่ใต้น้ำสวมใส่
เขาแข็งคอ พูดอย่างดื้อดึง “พวกนายเลิกคิดไปเลย ฉันไม่มีทางทรยศพี่ใหญ่แน่นอน ไม่ใช่แค่ฉัน พวกเราทุกคนก็ไม่มีทางทรยศเขา!”
เจ้าหน้าที่สอบสวนหัวเราะเยาะ “ฮึ ๆ พวกนายไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร คนของเรานั่งเรือยอชต์ไปรับพี่ใหญ่ของพวกนายแล้ว”
ชายปากเบี้ยวได้ยินแล้วเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ “พวกนายยังไม่รู้เลยว่าพี่ใหญ่อยู่ที่ไหน แล้วจะไปรับเขาได้ยังไง”
เจ้าหน้าที่สอบสวนยิ้ม “ใครบอกว่าเราไม่รู้ล่ะ ฉันจะบอกให้นะ ตั้งแต่พวกนายเข้าไปในแม่น้ำหลานชาง การเคลื่อนไหวทุกอย่างของพวกนายล้วนอยู่ในสายตาพวกเรา”
“พี่ใหญ่ของพวกนายตอนนี้คงซ่อนตัวอยู่ในกอต้นอ้อสินะ ฮ่ะ ๆ ถึงนายจะไม่บอก พวกเราก็รู้อยู่แล้ว”
ชายปากเบี้ยวได้ยินแล้วก็พูดอะไรไม่ออก
“ไอ้บ้า ในเมื่อพวกนายรู้อยู่แล้วทำไมยังต้องมาถามฉันอีก มันไม่ใช่การทำอะไรซ้ำซ้อนเหรอไง”
เขารู้สึกโกรธในใจ จึงระเบิดอารมณ์ด่าทันที
ลุงฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาตลอดทนไม่ไหวแล้ว เขากระโดดเตะเข้าที่หน้าอกของชายปากเบี้ยวทันที
จนทำให้ชายคนนั้นกระอักเลือดออกมา
เซี่ยเฉิงอวิ๋นเป็นเพื่อนสนิทของลุงฉิน แม้ทั้งสองคนจะมีอายุต่างกันมาก แต่กลับเข้ากันได้ดี แทบจะไม่เคยห่างกันเลย
ตอนนี้เซี่ยเฉิงอวิ๋นถูกลักพาตัว เขารู้สึกร้อนใจยิ่งกว่าใคร ๆ
พอเห็นผู้ร้ายที่ลักพาตัวเซี่ยเฉิงอวิ๋น ลุงฉินโมโหจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ เข้าไปต่อยสองหมัดติด ๆ กัน จนทำให้ชายปากเบี้ยวมึนงง ตาเห็นดาวเต็มไปหมด
คนอื่น ๆ กลัวว่าลุงฉินจะตีชายปากเบี้ยวตาย จึงรีบเข้าไปห้ามลุงฉินไว้ “พอแล้ว ๆ อย่าตีเขาตาย ไอ้พวกแบบนี้ไม่คุ้มค่าให้พวกเราเสียแรง แค่มองดูก็รู้สึกสกปรกแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง
ลู่เย่หาคนที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับนักโทษแหกคุกมาหลายคน พวกเขาจะต้องปลอมตัวเป็นนักโทษแหกคุกเพื่อล่อตู๋หยาออกมาจากทุ่งต้นอ้อ
ทุ่งต้นอ้อริมแม่น้ำหลานชางมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก การจะค้นหาคนในนี้เป็นเรื่องยากมาก
แต่ลู่เย่กลับมีวิธี
หลังจากผ่านไปสิบกว่านาที เรือยอชต์สีขาวลำหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้ทุ่งต้นอ้อ
ตู๋หยาเห็นคลื่นน้ำบนผิวแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนแปลง เขารู้ว่าเรือยอชต์กำลังมา รีบคว้าตัวเซี่ยเฉิงอวิ๋นแล้วเคลื่อนตัวออกไปด้านนอก
ตู๋หยามองผ่านช่องว่างระหว่างต้นอ้อ เห็นเรือยอชต์สีขาวจอดอยู่บนแม่น้ำไม่ไกล
เขารอต่อไปอย่างใจเย็นอีกสองสามนาที แล้วได้ยินเสียงนกประหลาดดังมาจากบนเรือยอชต์สองครั้ง
“จิ๊วติ๊ด… ฮูจิ๊ว…”
เมื่อได้ยินเสียงนก ตู๋หยาก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที มุมปากคลี่ยิ้ม
ดีมาก! พวกของเขามาแล้ว!